กิตติศักดิ์ เปิดปมระบาดโรคสุกรถูกรัฐบาลปกปิด ขอตั้ง กมธ.สอบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๒๐ มกราคม ๒๕๖๕

กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ตั้งญัตติด่วนเรียกร้องให้ตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่ถูกรัฐบาลปกปิดข้อมูล พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการไม่ประกาศโรคเพื่อรักษาภาพลักษณ์การส่งออกส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่ผู้ค้ารายใหญ่ได้ประโยชน์จากราคาสุกรที่พุ่งสูง ทำให้ประชาชนทั่วไปต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น และเรียกร้องความโปร่งใสพร้อมมาตรการเยียวยาที่ทั่วถึง

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย วันนี้เป็นญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกา ในสุกรและศึกษาแนวทางการช่วยเหลือประชาชนจากปัญหาราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่มี การปรับตัวสูงขึ้น ท่านประธานครับ โรคแอฟริกาสไวน์ฟีเวอร์ (African Swine Fever) หรือเอเอสเอฟ (ASF) ซึ่งโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดมานานแล้วในประเทศไทย แต่เพิ่งจะมีการเปิดเผยขึ้นมาโดยการเปิดเผยของนักวิชาการ เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรและ ส.ส. โดยเฉพาะท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ ซึ่งสุกร ในประเทศไทยมีถึง ๒๒ ล้านตัว ปัจจุบันเหลือ ๑๐-๑๒ ล้านตัว แม่พันธุ์สุกรมี ๑.๒ ล้านตัว ตอนนี้เหลือประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ตัว ซึ่งประเด็นที่สำคัญที่พวกเราได้อภิปรายกันมา ตลอด ก็คือเรื่องของการปกปิดข้อมูลจากทางภาครัฐ ซึ่งถือว่าส่งผลกระทบอย่างมากมาย ทำไมถึงว่าปกปิดครับ เรามีข้อมูล เรามีหลักฐานที่จะบอกว่ามีการระบาดโรคนี้ หลักฐานที่ ๑ ก็คือประกาศของกรมปศุสัตว์ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๑ เรื่อง การกำหนด โรคหรือลักษณะของสัตว์หรือเนื้อสัตว์ที่ไม่เหมาะสม ที่ใช้เป็นอาหารตาม พ.ร.บ. ควบคุมการฆ่าสัตว์ เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. ๒๕๕๙ ฉบับที่ ๒ แล้วก็มีการประกาศโดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ ท่านสรวิศ ธานีโต ซึ่งก็คืออธิบดีกรมปศุสัตว์ในปัจจุบัน ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๑ โดยประกาศไม่ให้มีการบริโภคเนื้อสุกรที่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือเอเอสเอฟ (ASF) ซึ่งประกาศมาตั้งแต่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๑ แล้วถ้าไม่มีการระบาด ไม่มี การติดเชื้อในสุกรจะประกาศฉบับนี้ออกมาได้อย่างไร หลักฐานที่ ๒ คือการที่ทางภาคีคณบดี สัตวแพทย์ ๑๔ สถาบัน ส่งจดหมายถึงอธิบดีกรมปศุสัตว์ วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๔ แล้วก็มา เปิดเผยต่อสื่อในวันที่ ๙ มกราคมที่ผ่านมา หลังจาก ๑ เดือนที่เขาส่งไปแล้ว ปรากกว่าไม่มี ความคืบหน้า ก็มีการมาเปิดเผยกันว่ามีการตรวจพบจากแล็บ (Lab) จากหน่วยงานชันสูตร โรคสัตว์กำแพงแสน คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งก็มีการตรวจ ที่ชัดเจน รวมทั้งตรวจพบที่คณะสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งคณบดีทุกท่านใน ๑๔ สถาบันเขากังวล เพราะว่า รัฐบาลนิ่งเฉย รัฐบาลรู้สึกว่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลักษณะที่ว่าอาจจะมีการปกปิดข้อมูล ซึ่งจะส่งผลเสียมหาศาลแล้วก็ยิ่งเวลาช้าไปก็ยิ่งทำให้โรคระบาดมากขึ้น แล้วก็ควบคุมยากขึ้น และทางสัตวแพทย์ถือว่าเป็นวิชาชีพที่มีความยึดมั่นในจริยธรรมวิชาชีพอย่างสูงมาก ผมเป็นแพทย์ เป็นสัตวแพทย์ถือว่ามีเรื่องของจริยธรรมวิชาชีพ เราต้องเคารพในจิตวิญญาณของวิชาชีพ ของเรา เพราะฉะนั้นการปกปิดข้อมูล การที่มีแล็บ (Lab) ที่บ่งชี้ชัดว่ามีการติดเชื้อของ เอเอสเอฟ (ASF) เราก็ไม่สบายใจว่าท่านอธิบดีกรมปศุสัตว์ ท่านมีความคิดอย่างไรที่จะทำให้ การรายงานในโลกนี้เกิดความล่าช้า แล้วก็มีการปกปิดเกิดขึ้นมา

อันที่ ๓ เว็บไซต์ (Website) ของทางไต้หวันก็มีการเผยแพร่ว่า มีการตรวจ พบเชื้อเอเอสเอฟ (ASF) ระบาดจากสุกรแปรรูปที่ส่งจากประเทศไทย ซึ่งอันนี้ก็มีการรายงาน ถึง ๓ ครั้ง ตั้งแต่ ๒๓ ธันวาคม ๒๗ ธันวาคม รวมทั้ง ๑๐ มกราคม ทั้ง ๓ รายงานอย่างเป็น ทางการจากทางไต้หวันก็ยืนยันว่ามีการตรวจพบเชื้อไวรัสเอเอสเอฟ (ASF) จาก ปริมาณหมู จากประเทศไทย ซึ่งอันนี้ก็ถือว่าเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีการระบาดเกิดขึ้นแล้ว แต่ทาง รัฐบาลปกปิดข้อมูล แล้วก็ไม่ประกาศให้เป็นโรคระบาดในสุกร ซึ่งจากเจ้าของฟาร์มหมู ที่นครปฐมเป็นข้อมูลว่า มีการระบาดในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ มีการส่ง ไปที่แล็บ (Lab) ที่ชัดเจนว่ามีการตรวจพบทั้ง ๓ สเปกซิเมน (Specimen) ที่เกิดที่ตรวจจากสุกรที่ตายไป จำนวน ๕๐๐ ตัว ซึ่งเขาบอกว่าการปกปิดนี้เพราะอะไรเขาสงสัยว่าเป็นการปกปิดข้อมูล เพื่อไม่ให้กระทบกับการส่งออก ซึ่งการส่งออกไปต่างประเทศ ในปี ๒๕๖๓ มีการส่งออกหมู เป็นมูลค่าถึง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการส่งออก ๒,๓๐๐,๐๐๐ กว่าตัว ซึ่งในปี ๒๕๖๒ มีแค่เกือบ ๗๐๐,๐๐๐ ตัว เพิ่มเป็น ๒,๓๐๐,๐๐๐ กว่าตัวซึ่งประโยชน์ของการที่ไม่รายงาน ไม่ประกาศเป็นโรคระบาด ก็ทำให้เขาสงสัยว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่ ไม่กี่ราย ซึ่งแลกกับการล่าช้าในการควบคุม แลกกับความสูญเสียของผู้ค้ารายย่อย รวมทั้งพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปกปิดข้อมูลในครั้งนี้ ซึ่งการปกปิดข้อมูล แล้วมีการปล่อยให้ระบาด มีการควบคุมล่าช้าก็ทำให้เกิดรายย่อยสูญเสีย มีความเสียหาย ทำให้ธุรกิจของเขาเรียกว่าต้องล้มไปและเงินชดเชยก็ไม่ได้ ส่วนรายใหญ่ได้ประโยชน์ ก็คือจากผู้ที่ได้รับประโยชน์จากราคาสุกรเพิ่มขึ้น ก็นำเรียนท่านประธานว่าผมก็ขอสนับสนุน ให้สภานี้เป็นที่หวังของประชาชนในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญการตรวจสอบข้อเท็จจริง ในการเผยแพร่การระบาดของโรคเอเอสเอฟ (ASF) ในสุกรและหาทางในการช่วยเหลือ ประชาชน จากปัญหาราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคมีราคาแพง ขอบคุณมากครับ