ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ หารือปัญหาราคาหมูและสินค้าแพง ตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบจากนโยบายควบคุมการเชือดหมูของกรมปศุสัตว์ที่กระทบวิถีชีวิตเกษตรกร เรียกร้องให้รัฐทบทวนมาตรการช่วยเหลือผู้เลี้ยงหมู ท้วงติงนโยบายจำหน่ายหมูราคาถูกที่ส่งผลต่อการแข่งขันทางการค้า และเรียกร้องให้เร่งจ่ายเงินชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปีสกินในโค พร้อมเตรียมความพร้อมรับมือการระบาดซ้ำ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ พรรคเพื่อไทย อุบลราชธานี เขต ๗ วันนี้เราได้เสนอ ญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง สุกรมีราคาแพงและสินค้ามีราคาแพง ท่านประธานครับ หมูแพง เกิดจากอะไร จากที่เมื่อปลายปี ๒๕๖๓ ต่อปี ๒๕๖๔ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายอันหนึ่งก็ไม่รู้ว่า เกิดจากที่ไหน ก็มีปศุสัตว์จังหวัดสั่งไปที่ปศุสัตว์อำเภอให้ไล่จับผู้ประกอบการที่เชือดหมูขาย ในตลาดชนบทว่าจะต้องเชือดหมูจากโรงเชือดที่มาตรฐาน ถ้าไม่ได้เชือดจากโรงเชือด มาตรฐานจะต้องโดนจับ ซึ่งในอดีตเราทำวิถีชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียง ทำนา ทำสวน ทำไร่ ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงปลา เลี้ยงหมู เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ครอบครัวก็มีความสุข ไม่มีเงินก็อยู่ได้ แต่ปัจจุบันนี้วิถีชีวิตเปลี่ยนไปครับ คนเลี้ยงหมูขายหมูไม่ได้ครับ วิถีชีวิตชาวบ้านบอกได้เลย ครับว่า ประเทศไทยประเทศนี้เคยเลี้ยงหมูอยู่ใต้ถุนบ้าน แล้วอาหารที่เหลือก็ให้หมูกิน แล้วก็ขายให้พ่อค้าเชือดไปขายตลาด วันนี้วิถีชีวิตนี้หมดแล้วประเทศไทย ไม่มีเหลือครับ ไม่มีเหลือเพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะวันนี้กรมปศุสัตว์ไล่จับพ่อค้าเชือดหมูที่ไม่มี โรงเชือดมาตรฐาน แล้วก็จับหมู ๓ ตัว ๓๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ไปปรับที่ปศุสัตว์จังหวัด ๒๕,๐๐๐ บาท หมดไปแล้วครับเกือบแสน จะเอาเงินที่ไหนไปสร้างโรงเชือด จะเอาเงินที่ไหน ไปซื้อต่อ สุดท้ายทำอย่างไรครับ ก็ต้องไปซื้อหมูซีพีครับ ต้องไปซื้อหมูเบทาโกรครับ ถามว่า ประเทศไทยมีกี่หมู่บ้าน มีกี่อำเภอ มีกี่จังหวัด วันหนึ่งต้องใช้หมูเท่าไร วันหนึ่งเขาได้กำไร เท่าไร เอาแค่กิโลกรัมละ ๒ บาท วันนี้คนเชือดหมูเป็นลูกไล่ของซีพี ของเบทาโกรหมดแล้ว เมื่อพ่อค้าเชือดหมูไม่ซื้อหมูจากชาวบ้าน ชาวบ้านก็ไม่มีปัญญาที่จะได้ขายหมู จึงเกิดบท บอกว่าหมูกินหมู หมูกินหมูกินอย่างไรท่านประธานครับ วันนี้นาย ก เลี้ยงหมูไว้ ๑๐ ตัว เมื่อถึงเวลาจับคนเชือดก็ไปจับหมูไม่ได้ คนขายก็บอกว่าช่วยไปจับหมูให้ฉันหน่อย คนเชือด ก็บอกว่ารอก่อน ๓ วัน ๕ วัน หมู ๑๐ ตัว คนเลี้ยงเงินหมดครับ ก็ขายหมูตัวที่ ๑๐ ไปซื้อ หัวอาหารให้หมู ๙ ตัวกินผ่านไป ๓ วัน เงินก็หมดก็มาตามคนเชือดหมูอีกบอกไปเอาหมู ให้หน่อย บอกรอหน่อยอีก ๓ วัน ก็ขายหมูตัวที่ ๙ ไปซื้อหัวอาหารมาเลี้ยงหมู ๘ ตัว หมูก็กินหมู หมูก็กินหมู กว่าจะมาจับนี้เหลือหมู ๓ ตัวครับ เขาเรียกว่าหมูกินหมู และสุดท้ายวันนี้เกษตรกรเลี้ยงหมูใต้ถุนบ้านไม่ได้ คนเชือดหมูก็เอาหมูมาเชือดไม่ได้ เพราะใช้กฎหมายของกรมปศุสัตว์ข้อไหนผมไม่ทราบ ตั้งแต่ปี ๒๔๙๐ กว่ามาใช้บังคับในวันนี้ ทำให้วิถีชีวิตชาวบ้าน วิถีชีวิตเกษตรกรต้องสูญสิ้นสลาย ซึ่งวันก่อนท่านประธานครับ จากวิถี ชีวิตชาวบ้านต้องหยุดเลี้ยงหมูแล้ว ท่านเคยได้ยินเพลงในอดีตไหมครับ เมื่อ ๒๕๐๔ เพลงผู้ใหญ่ลีครับ ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม ชาวบ้านต่างมาชุมนุม มาชุมนุมที่บ้านผู้ใหญ่ลี ต่อไปนี้ผู้ใหญ่ลีจะขอกล่าว ถึงเรื่องราวที่ได้ประชุมมา ทางการเขาสั่งมาว่าให้ชาวนาเลี้ยงเป็ด และสุกร ฝ่ายตาสีหัวคลอนถามว่าสุกรนั้นคืออะไร ผู้ใหญ่ลีลุกขึ้นตอบทันใด สุกรนั้นไซร้ก็คือ หมาน้อยธรรมดา ซึ่งวันนี้วิถีชีวิตเปลี่ยนไปหมดแล้วครับ เมื่อหมูแพงของก็แพงของแพงครับ ของแพงครับ ท่านประธาน แพงที่สุดอยู่ที่ไหน ผมเรียนท่านประธานฝากถึงท่านเลขาสภาผู้แทนว่า วันนี้ ของแพงที่สุดผมคิดว่าอยู่ใต้ถุนสภาผู้แทน วันนี้ไปเดินที่ร้านขายของที่ใต้ถุน สภาผู้แทนราษฎร ผมเข้าใจว่าน้ำตาลกิโลกรัมหนึ่งไม่น่าจะเกิน ๒๐ บาท วันนี้ที่ใต้ถุนสภา ครึ่งกิโลกรัม ๒๕ บาทครับ แป้งครับ ขวดเล็ก ๆ ไม่น่าจะเกิน ๑๐ บาท เขาขาย ๒๐ บาท นมกระป๋อง ๑๔ บาท ปลากระป๋องอยู่บ้านนอกขาย ๑๕ อยู่สภาขาย ๒๐ มาม่า ๑๐ บาท ขาย ๑๓ บาท และของก็แพงทุกอย่าง เมื่อสภาแพงอยู่บ้านนอกไม่ต้องกลัวครับ แพงแน่นอน และเสร็จแล้ววันนี้ปุ๋ยแพงครับ น้ำมันแพง แก๊สแพง วิถีชีวิตชาวบ้านไม่เหลืออะไรแล้วครับ ก็อยากจะฝากท่านประธานครับว่า มาตรการช่วยเหลือท่านสังเกตไหมว่า วัวเป็นโรค ลัมปี สกิน (Lumpy skin disease) ชาวบ้านแห่ไปแจ้งที่ปศุสัตว์ จนปศุสัตว์รับไม่ไหว เพราะเขารู้ว่าทางราชการจะช่วยเขา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่วันนี้หมูตาย หมูป่วย คนเลี้ยงหมู ไม่กล้าไปแจ้งเพราะช่วยเขาแค่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเขามีหมู ๑๐๐ ตัว ตัวละ ๑๐๐ กิโลกรัม กิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท เขาต้องได้เงิน ๑ ล้านบาท แต่ถ้าเขาไปแจ้งเขาได้ ๖๐๐,๐๐๐ บาท วันนี้เขาจึงไม่ไปแจ้งแล้วก็รีบ ๆ ขายหมูออก แล้วก็เอาหมูที่เป็นเชื้อโรคไปให้คนกิน
อันที่ ๒ กระทรวงพาณิชย์อย่าไปแย่งผู้ประกอบการที่ไปรับจ้างเอาหมูจากซีพี เอาหมูจากเบทาโกรจุดเดียวกัน ท่านไปตั้งจุดขาย บอกว่ามีหมูราคาถูก หมูราคาถูก ๑๕๐ บาทต่อกิโลกรัม มีเท่าไรครับ มี ๑๐๐ กิโลกรัม คนก็ไปแย่งกันซื้อ สุดท้ายชาวบ้าน ที่ขาย ๒๐๐ บาท ไม่ได้ขาย เขาจะรอซื้อ ๑๐๐ กิโลกรัมนี่ละ ก็เกิดการแข่งขันแย่งกัน แย่งกันในการที่จะทำให้ราคาที่ไม่ตรงเป้าหมาย และสุดท้ายฝากท่านประธานว่า วัวตายเป็นลัมปี สกิน (Lumpy skin disease) ๑ ปีแล้วครับ เงินชดเชยจะได้เมื่อไรชาวบ้าน ถามมาแล้วตอนนี้วัวกำลังกลับมาเป็นโรคลัมปี สกิน (Lumpy skin disease) อีกรอบแล้ว กำลังเริ่มป่วยอีกแล้วครับ ก็อยากฝากท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ขอกราบขอบพระคุณครับ