อาคม แจงปรับพิกัดศุลกากร 8 หลัก หนุนการค้า-สิ่งแวดล้อม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๙ มกราคม ๒๕๖๕

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ชี้แจงความจำเป็นในการปรับพิกัดอัตราศุลกากร 600 รายการตามพันธกรณีกับองค์การการค้าโลกและอาเซียน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการจัดเก็บภาษี โดยเฉพาะสินค้าใหม่ เช่น อุปกรณ์ไอที บุหรี่ไฟฟ้า และยานยนต์ไร้คนขับ พร้อมย้ำการจัดเก็บภาษีใน 3 ระดับเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงผลักดันการพัฒนาโรงงานปุ๋ยโพแทสภายใต้กรอบอาเซียนเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถการผลิต โดยเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันบูรณาการแก้ปัญหาและหารือร่วมกับอาเซียนต่อไป

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก่อนอื่นก็ต้องขอกราบ ขอบพระคุณในความเห็น ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ซึ่งผมขออนุญาตว่าในหลาย ๆ เรื่องคงรับไป เพียงแต่ว่าอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่า ในเรื่องของการออกพระราชกำหนดในครั้งนี้ ก็เป็นไปตามพันธกรณีที่เรามีอยู่กับองค์การการค้าโลก กับอีกส่วนหนึ่งก็คือพันธกรณีที่เรา มีอยู่กับทางด้านอาเซียน (ASEAN) ซึ่งในการปรับปรุงในเรื่องของพิกัดอัตราศุลกากรนั้น ก็จะกระทำในทุก ๕ ปีครับ ซึ่งกระบวนการในเรื่องของการจัดทำพิกัดอัตราศุลกากรในครั้งนี้ ที่เพิ่มขึ้นมา ๖๐๐ รายการนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนในระหว่างผู้ประกอบการ ภายในประเทศกับศุลกากร ซึ่งเป็นหน่วยงานในเรื่องของการตีความในเรื่องของพิกัด ให้ตรงกัน กับอีกอันหนึ่งก็คือว่า ความชัดเจนในระหว่างการตีความในเรื่องของพิกัดของเรา กับประเทศต้นทาง หรือประเทศปลายทางที่เรานำเข้าส่งออกนั้นต้องตรงกัน นี่คือสิ่งที่ เป็นหลักในการออกพระราชกำหนดในครั้งนี้ ซึ่งก็จะมีรายการ ๖๐๐ กว่ารายการที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นหมวดสินค้าใหม่ ๆ อย่างเช่น เรื่องของอุปกรณ์ทางด้านไอที (IT) เรื่องของยานยนต์ เรื่องของอุปกรณ์ไร้คนขับ หรือแม้กระทั่งในเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้า แต่ว่า บุหรี่ไฟฟ้าก็ขออนุญาตกราบเรียนว่า เรายังยึดหลักของกระทรวงพาณิชย์อยู่ว่าเป็นเรื่องของ ห้ามนำเข้า รวมทั้งในเรื่องของขยะอิเล็กทรอนิกส์นั้น ก็มีประกาศของกระทรวงพาณิชย์เป็น สินค้าที่ห้ามนำเข้า อันนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียน เพราะฉะนั้นประเด็นในเรื่องของการจัด เอชเอส โคด (HS Code) นั้นให้มันตรงกัน ซึ่งก็แน่นอนที่สุดว่าในรอบนี้อาจจะยังไม่ตรงกันทีเดียวทั้งหมด เพราะอาจจะมีสินค้าใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา ในรอบ ๕ ปีต่อไปนั้นก็อาจจะมีการปรับปรุงกันอีกครั้งหนึ่ง แต่ในการปรับปรุง รหัสในครั้งนี้ นอกเหนือจากที่เราจะยึดหลักเอชเอส โคด (HS Code) ๖ ดิจิต (Digit) หรือ ๖ หลักแล้ว ซึ่งเป็น ๖ หลักขององค์การการค้าโลก แต่เมื่อเรายึด ๖ หลักแล้วเราต้องมา ทำดีเทล (Detail) อีกดีเทล (Detail) หรือรายละเอียดขยาย ๖ หลักนี้เป็น ๘ หลัก ที่ต้อง ขยายเป็น ๘ หลัก เพราะเราอยู่ในกรอบของอาเซียน (ASEAN) ด้วย เพราะในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) นั้นก็ต้องมาตกลงกันอีกว่าสิ่งที่ ๖ หลักนั้นไม่เพียงพอก็กำหนดเป็นอีก ๒ หลัก เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งตรงนี้เองจะใช้เวลาทั้ง ๒ ส่วน ทั้งตอนที่เราทำ ๖ หลัก กับ ๘ หลัก เพราะฉะนั้นถึงเป็นที่มาว่าที่ผ่านมานั้น กว่าที่จะได้ข้อสรุปทั้งในกรอบขององค์การการค้าโลก และกรอบของอาเซียน (ASEAN) นั้น ก็เกือบจะถึงกำหนดที่จะต้องมีการประกาศอัตรา และพิกัดใหม่ ซึ่งอันนี้ก็เป็นไปตามกติกาขององค์การศุลกากรโลก ซึ่งได้กำหนดว่ารอบนี้ ๑ มกราคม ๒๕๖๕ นั้นก็จะมีการประกาศใช้ ซึ่งจำนวนประเทศที่มีการประกาศใช้นั้น โดยส่วนใหญ่ประเทศที่มีการพัฒนาแล้วเขาจะไม่ค่อยมีปัญหา หรือไม่มีปัญหาในเรื่องของ การรวมกลุ่ม อย่างเช่นของอาเซียน (ASEAN) อย่างนี้เขาก็ประกาศกันไปก่อนนะครับ เพราะฉะนั้นของเราเองนั้นก็อาจจะมีความล่าช้าอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าเราจะตกลงกันในกลุ่ม อาเซียน (ASEAN) ได้ แต่บางประเทศนั้นอาจจะยังไม่พร้อมที่จะประกาศ แต่การประกาศ ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการขั้นตอนภายในของแต่ละประเทศอีกด้วยนะครับ เรียนว่า หลักการก็คือในเรื่องของการจัดพิกัดให้มีความชัดเจน

ประการที่ ๒ คือยังคงหลักการในเรื่องของการรักษาในเรื่องของเพดาน หรือซิลลิง (Ceiling) ของอัตราศุลกากร ซึ่งก็ขออนุญาตเรียนว่ามี ๓ ระดับด้วยกัน เพดานที่ กำหนดไว้ในกฎหมายอันหนึ่งกับในเรื่องของอัตราปกติหรือแอปพลาย เรต (Apply rate) ที่เราเก็บอยู่ในปัจจุบันซึ่งก็จะต่ำกว่าในอัตราเพดาน โดยปกติเพดานก็มีไว้ว่าถ้าจะเก็บอากร ขาเข้านั้นก็เก็บได้ไม่เกินที่กฎหมายกำหนด อันนี้ก็เพื่อเป็นการที่จะส่งเสริมในเรื่องของ อุตสาหกรรมในประเทศ หรือเพื่อการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ และการดูแลในเรื่อง ของสิ่งแวดล้อม พระราชบัญญัติอีกอัตราหนึ่งก็คืออัตราพิเศษ ก็คือว่าอัตราที่เรามี ความตกลงกับประเทศที่เจรจาในเรื่องของเขตการค้าเสรี หรือในเรื่องของกรณีที่เป็นนโยบาย ของรัฐบาลที่จะลดอัตราภาษีลงมาให้ต่ำกว่าอัตราที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นก็จะ มี ๓ ระดับด้วยกัน แต่ในหลักการครั้งนี้นั้นเมื่อมีการจัดโครงสร้างใหม่ จัดพิกัดอัตราอากร ใหม่นั้น อัตราอากรตัวเปอร์เซ็นต์นั้นก็ยังเหมือนเดิม ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นในประเด็นหลาย ๆ เรื่องที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไว้สักครู่นี้ ได้อภิปรายไว้ ตัวอย่าง ในเรื่องของวัตถุดิบอาหารสัตว์นั้นก็ยังเป็นอัตราเดิมอยู่ ก็มีอัตราซีลิง (Ceiling) แต่เก็บจริงไม่ ถึงส่วนในเรื่องของการที่จะส่งเสริมหรือแก้ปัญหานั้น ก็คงจะต้องมีการบูรณาการในระหว่าง หน่วยงานด้วย โดยลำพังของศุลกากรจะประกาศในเรื่องของการลดอัตราภาษีในทันทีนั้นก็ คงจะทำได้ในขอบเขตที่จำกัด ยกตัวอย่าง ในเรื่องของอาหารสัตว์ วัตถุดิบอาหารสัตว์นั้น ก็ อาจจะต้องทำงานร่วมกับทางคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการพืชน้ำมัน น้ำมัน พืช ซึ่งก็จะต้องดูว่าอะไรที่เป็นสาเหตุของการที่ทำให้ต้นทุนอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น และทำให้ ราคาสัตว์มีชีวิตนั้นมีราคาที่สูงขึ้น ก็ต้องดูตลอดต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เมื่อเป็นมติออก มาแล้วทางศุลกากรก็ปฏิบัติได้ในทันที เพราะฉะนั้นในหลาย ๆ เรื่องนั้นอาจจะต้องมีการ ทำงานร่วมกันในระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้องนะครับ

เรื่องของปุ๋ยนั้นก็เช่นเดียวกัน ผมก็คิดว่าในเรื่องของปุ๋ยนั้นได้มีการพูดกันมา นานมาก เรื่องนี้ก็ได้มีการหยิบยกมาพิจารณากันอีกครั้งหนึ่งว่า ในเรื่องของโครงการอาเซียน (ASEAN) นั้นเรามีโครงการปุ๋ย โรงงานโพแทสอยู่นั้น ซึ่งก็มีทรัพยากรโพแทสนั้นสำรองอยู่ เป็นจำนวนมาก แต่ว่าจะนำขึ้นมาใช้ประโยชน์นั้นได้อย่างไร เพื่อทำให้ราคาปุ๋ยของเรานั้น มีราคาที่ถูกลง ก็ขออนุญาตเรียนว่าโดยหลักการนั้นก็คือมีการเพิ่มในประเภทคือรหัส ซึ่งเรา ก็ต้องทำความตกลงกับทางอาเซียน (ASEAN) ด้วยนะครับ

ในประการที่ ๒ ก็ยังคงในเรื่องของโครงสร้างตัวอัตราไว้ นั่นเป็นหลัก ๆ ที่ ขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณารับทราบ ในหลาย ๆ เรื่องนั้น ผมก็ขออนุญาตว่าเทกโนต (Take note) ไว้ แล้วก็จะขอรับไปดูอีกครั้งหนึ่ง ขอกราบ ขอบพระคุณครับ