ชัยภัฏ ชี้แก้จดทะเบียนบริษัท เพื่อพัฒนาสู่สากล-เพิ่มความสะดวก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๔

ชัยภัฏ จันทร์วิไล ชี้ประเด็นปัญหาการจดทะเบียนบริษัทที่ใช้ระบบไทยสแตนดาร์ดในขณะที่กรมสรรพากรใช้ระบบสากล ทำให้เกิดความไม่สอดคล้องและภาระแก่ประชาชน พร้อมเสนอให้ปรับระบบจดทะเบียนให้สอดรับกับมาตรฐานสากลเพื่อความสะดวกและประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ

นายชัยภัฏ จันทร์วิไล ผู้ชี้แจง

กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระผม ดอกเตอร์ชัยภัฏ จันทร์วิไล ในฐานะอนุกรรมาธิการ ทรัพย์สินทางปัญญาและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ได้ทำเรื่องการแก้บริคณห์สนธิ ก่อนอื่น ขอชี้แจง ขอสรุปดังนี้ การแก้บริคณห์สนธิ หรือการแก้การจดทะเบียนบริษัทต่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่ได้มีจุดมุ่งหวังเพียงแค่แก้ปัญหาเรื่องประเด็นที่เป็นชนวนที่มาของ การแก้ไข ประเด็นที่เป็นชนวนที่มาของการแก้ไขคือประเด็นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลาย ๆ ท่านที่โดนร้องเรื่องขาดคุณสมบัติเรื่องสื่อนั้นเป็นเรื่องหนึ่งตามมาตรา ๙๘ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มันก็เป็นส่วนหนึ่งอย่างที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้ชี้แจงไว้แล้ว แต่จริง ๆ แล้วในสาระสำคัญของการแก้ไขครั้งนี้ เพื่อการพัฒนาระบบการจดทะเบียนบริษัท สู่สากล และเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนผู้ซึ่งมาจดทะเบียนบริษัท คืออย่างนี้ครับ ก่อนอื่นก็คือต้องอธิบายตามนี้ว่า จริง ๆ แล้วเรื่องการจดทะเบียนบริษัทแต่เดิมนี้ของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอายุประมาณ ๒๐ ปีแล้ว แล้วในการจดทะเบียนการค้าของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ไปที่มา ๒๐ ปีนี้ มันมีวิธีการจดแบบหนึ่งที่เรียกว่า ไทยแลนด์ สแตนดาร์ด อินดัสเทรียล คลาสสิฟิเคชัน (Thailand Standard Industrial Classification) ตรงนี้ที่เรียกว่าทีสิก (TSIC) ซึ่งทีสิก (TSIC) นี้ทำโดยกรมแรงงานและสำนักงานสถิติแห่งชาติ ก็คือใช้ในประเทศนี้เอง เป็นการจัดหมวดหมู่สินค้า การทำธุรกิจ การทำบริการอะไรต่าง ๆ ซึ่งก็เกิดมาเป็นระบบเขาเรียกว่า ว. ๕ แบบ ไม่ว่าจะเป็นพาณิชย์ ธุรกิจบริการ อุตสาหกรรม เกษตร และสำหรับปฏิบัติการ เห็นได้ว่าในการจดแบบนี้คนที่ทำธุรกิจก็ไปเลือกหมวดหลัก อันนี้แล้วก็ไปใส่ในบริคณห์สนธิ เพราะว่าการจัดตั้งบริษัทถือสาระสำคัญตรงนี้ที่ว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บอกว่า ถ้าจะตั้งบริษัทก็ต้องทำหนังสือบริคณห์สนธิ การทำหนังสือบริคณห์สนธิมันเป็นตราสารจัดตั้งนิติบุคคลที่ต้องมีวัตถุประสงค์นะครับ ท่านประธาน ทีนี้วัตถุประสงค์กฎหมายมันไม่กำหนดว่าจะต้องจดแบบไหนบ้าง ทางกรม พัฒนาธุรกิจการค้าก็เลยมีหมวดแบบ ว. ๕ แบบดังกล่าว แล้วก็มีวัตถุประสงค์ทั่วไปที่เป็น สาระสำคัญที่ต้องมีในการเป็นนิติบุคคล เหมือนคนจะเป็นคนให้ครบก็ต้องมีหัว มีแขน มีขา มีตัว ก็คือการซื้อ การขาย การจำหน่าย หรือการจำนำ เช่า หรืออะไรประมาณนี้ ซึ่งวันนี้ การมองแนวทางการแก้ปัญหาเราได้กำหนดไปอยู่ที่แผ่น ว. ๑ อันนี้มันจะชัดเจน ปัญหา ที่สำคัญที่มันเกิดขึ้นคืออย่างนี้ครับ ที่มันมีปัญหาที่เป็นชนวนที่มาว่าทำไม ส.ส. สมาชิก ผู้ทรงเกียรติถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติ เพราะว่า ส.ส. บางท่านได้ทำธุรกิจ และในการไปจดบริษัทต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรามักจะจ้างบริษัทบัญชี บริษัททนายไปจด ซึ่งจะมีวัตถุประสงค์เยอะแยะไปหมด หลังจากที่ เลือกหมวด ว. ๕ แบบเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีวัตถุประสงค์เต็มเลย ยกตัวอย่างเช่น บางบริษัท มีวัตถุประสงค์ที่จะทำก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง ออกแบบ แต่วัตถุประสงค์มีถึง ๓๘ ข้อ บางข้อบอกว่า อาบ อบ นวด บางข้อบอกทำสื่อ อย่างบางบริษัทบอกมีการทำสื่อสิ่งพิมพ์ ทำอะไรหลากหลายเยอะไปหมด ซึ่งจริง ๆ แล้วจำเป็นไหม ก็คือการจดให้กว้างไปก่อน ซึ่งปัจจุบันนี้มันทำให้เกิดการสิ้นเปลืองเวลาไปขอใบรับรองบริษัท ทีนี้การพัฒนาอันนี้ มันพัฒนาเพื่อแก้ไขการจดบริคณห์สนธิเพื่อให้มันเข้าสู่ระบบสากล สากลอย่างไร อธิบาย อย่างนี้ ในการไปจดบริษัทสิ่งสาระสำคัญที่มันจะเกิดขึ้นจากการจดบริษัทมันไม่ใช่แค่การจด บริษัทครับท่านประธาน มันคือการเสียภาษี คือการจดมูลค่าเพิ่ม การไปทำธุรกิจต่าง ๆ อย่าง ที่ท่านอัครเดชได้ชี้แจงแล้วว่ามันเป็นภาระต่อประชาชน เวลาที่เราจดธุรกิจตามวัตถุประสงค์ ที่มีอยู่แบบนี้มันเป็นแบบไทยสแตนดาร์ด (Thai Standard) แต่ในหมวดหมู่ ที่สำคัญที่เกิดขึ้นกรมสรรพากรไม่ได้ใช้ไทยสแตนดาร์ด (Thai Standard) กรมสรรพากรใช้ ไอสิก (ISIC) ซึ่งเป็นอินเตอร์เนชันแนล (International) ซึ่งยูเอ็น (UN) ออกแบบมาให้มัน เป็นแบบระบบสากล เขาเรียกว่ามันเป็นแบบอินเตอร์เนชันแนล สแตนดาร์ด อินดัสทรี คลาสสิฟิเคชัน (International Standard Industry Classification) ซึ่งกรมสรรพากร และธนาคารแห่งประเทศไทยใช้สูตรนี้ ใช้เกณฑ์นี้ มันจึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าทำไมเกิดปัญหากับ ประชาชนมันเกิดปัญหาเพราะว่าทางฝั่งที่จด กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังใช้ไทยสแตนดาร์ด (Thai Standard) ซึ่งใช้มา ๒๐ ปีแล้วนะครับ นั่นเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดตัวอย่างว่าในการ เสียภาษีต้องไปขอเอกสารรับรองบริษัทมาแล้วก็ดำเนินการจดใหม่ จดใหม่ จนเป็นปัญหา ต่อประชาชน อันนี้คือสาระสำคัญอันหนึ่งที่ทางคณะกรรมาธิการได้มองเห็นแล้วว่า เป็นปัญหาต่อประชาชนนะครับ ซึ่งการจัดหมวดสินค้า จริง ๆ ยังมีอาเซียนสแตนดาร์ด (ASEAN Standard) อีก แต่วันนี้เรามองที่ ๒ อัน ส่วนทางกรมพัฒนาธุรกิจใช้ไทยสแตนดาร์ด (Thai Standard) ซึ่งอย่างที่บอกเป็นของกรมแรงงานออกแบบมา แล้วก็สำนักงานสถิติ แห่งชาติ ทีนี้ทั้งหมดนี้มันเห็นเป็นที่ไปที่มา ทั้ง ๓ หน่วยงานที่ว่ากรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร และกฤษฎีกา ทางกรรมาธิการได้เชิญมาให้ความเห็น ทุกคนต่างมีความเห็น เช่นกันว่า ในเมื่อจะพัฒนาการจดทะเบียนธุรกิจให้มันแก้ปัญหาให้ประชาชน ก็พัฒนาให้ มันสู่สากลไปเลย คือการทำการจดแบบใหม่เพื่อแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเรื่องการแก้เสียภาษี หมวดชอปปิงลิสต์ (Shopping List) ไม่ได้ถูกคิดขึ้นเองในประเทศไทยนะครับ มันถูกคิดโดย ทางสหประชาชาติคิดขึ้นมาที่เป็นมาตรฐานในการจำกัดกรอบหมวดหมู่ในการทำอินดัสทรี (Industry) ทั้งหมดของโลก ซึ่งวันหน้าไม่ว่าจะเกิดการพัฒนาธุรกิจแบบใหม่ขึ้นมา การดีไซน์ (Design) แพล็ตฟอร์ม (Platform) อะไรต่าง ๆ ก็จะอยู่ในหมวด ๑๙ แบบนี้ ซึ่งจะง่าย ต่อประชาชนในการไปเลือกหมวด ในการมากรอกลงไปหลังจากที่มี ว. ๑ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่สมบูรณ์แล้ว เหลือแต่วัตถุประสงค์ที่จะใส่ว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งจะเลือก จากชอปปิงลิสต์ (Shopping List) จากหมวด แล้วก็ใส่วัตถุประสงค์ลงไป ซึ่งง่าย ๆ ซึ่งทั้ง กรมสรรพากรก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการเสียภาษีของประชาชนผู้ทำบริษัท หรือผู้ทำธุรกิจเป็นอย่างยิ่งนะครับ เพราะว่ามันเป็นการจด หรือการทำพัฒนาที่ทำให้ หมวดหมู่ หรือฐานข้อมูลมันตรงกันและง่ายต่อประชาชน และอาจจะเอื้อประชาชน มาเสียภาษี