นิคม เปิดหลักสูตรการเกษตรยุคใหม่ หนุนเกษตรกรลดต้นทุนยั่งยืน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๔

นิคม บุญวิเศษ อภิปรายการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานและนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยเน้นการสอดแทรกคุณธรรมและเพิ่มวิชาเกษตรยุคใหม่ เช่น การใช้จุลินทรีย์ ปุ๋ยอินทรีย์ โดรน และเครื่องจักรการเกษตร เพื่อยกระดับความรู้เกษตรกรและลดต้นทุนการผลิตอย่างยั่งยืน พร้อมเสนอส่งเสริมการแพทย์แผนโบราณและนวัตกรรมผ่านการวิจัยสมุนไพรและการสนับสนุนทักษะเทคโนโลยีและออกแบบ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค พลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติพิจารณาศึกษา แนวทางในการวางแผนการผลิตบัณฑิต ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับ อุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ที่คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรมพิจารณาเสร็จแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออธิบายในส่วนที่เพื่อนสมาชิกอาจจะยังไม่ได้พูดถึง กระผม เห็นว่าการศึกษานั้นอาจจะไม่ได้สำคัญเฉพาะอุดมศึกษาเท่านั้นนะครับ การศึกษาที่เขา เรียกว่าวิชาความรู้ต้องคู่คุณธรรม ซึ่งคุณธรรมนั้นผมเชื่อว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง มีการปลูกฝังตั้งแต่เด็กวัยเล็ก ๆ ตั้งแต่อนุบาล ประถมศึกษาขึ้นมา ไม่เช่นนั้นเราได้คนที่จบ การศึกษามาแต่ขาดคุณธรรม มีความรู้จริง ๆ แต่มาเอาเปรียบสังคม มาเป็นพ่อค้า มาเป็น นักธุรกิจเอาเปรียบสังคม ผมคิดว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนักนะครับ ฉะนั้นเรื่องความรู้ คู่คุณธรรมเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ในส่วนของประเทศไทยเราเป็นประเทศเกษตรกรรม วิชาที่เกี่ยวกับเกษตรเป็นวิชาที่มีความสำคัญมาก เรามีสถาบันการศึกษาที่สอนทางด้าน การเกษตรเยอะแยะมากมายครับ แต่ผมก็คิดว่าการสอน การเรียน หรือการวิจัย วิทยานิพนธ์ ต่าง ๆ ที่เรามีการทำเยอะแยะแต่ไม่นำมาสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุที่ผมต้องพูดอย่างนี้คนไทยเป็นคนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ แต่คนเหล่านี้กลับเป็นอาชีพที่ยากจนมากที่สุด เนื่องจากว่าเราขาดการวิจัย เราอาจจะขาด ความรู้ในเรื่องของดินซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความยากจน ดินเป็นสิ่งสำคัญ ทำไมการเกษตร ผลผลิตมันถึงตกต่ำ จากการวิจัยพบว่าดินของเรามีความเสื่อม ซึ่งเราใช้ปุ๋ยเคมี ใช้สารเคมี จำนวนมาก จึงเป็นต้นเหตุทำให้ดินเสื่อม พอดินเสื่อมแล้วไม่มีสารเคมีครับ ถึงแม้จะ หว่านปุ๋ยเคมีเข้าไปก็ตาม รากพืชไม่สามารถที่จะงอกยาวได้จึงไม่สามารถดูดสารอาหารได้ ฉะนั้นวิชาเหล่านี้ วิชาปรับปรุงบำรุงดิน ที่ปัจจุบันนี้เขามีนักวิจัยที่เป็นบริษัทเอกชน เขาสามารถ ที่จะผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพที่ผสมจุลินทรีย์หลายสายพันธุ์เข้าไป ท่านประธานครับ พอฉีดพ่นลงไปจุลินทรีย์เหล่านี้มันจะไปย่อยสลายดินทำให้ดินร่วนซุย รากพืชก็สามารถ หยั่งลึกลงไปได้ สามารถดูดสารอาหารที่มันตกค้างในดินได้ ๗ เท่า โดยที่ไม่ต้องใช้สารเคมี โดยที่ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเลยครับท่านประธาน เราต้องสอนวิชาที่ทำปุ๋ยเองเพื่อลดการนำเข้า ปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ วิชาเหล่านี้ผมเชื่อว่ามีครับแต่ยังไม่บรรจุในหลักสูตรนะครับ หรือบางสถาบันก็มีแล้วแต่ยังไม่ออกมาปฏิบัติอย่างแท้จริง รวมทั้งวิธีการผลิตเครื่องปลูก ผลิตเครื่องเก็บเกี่ยว เครื่องพ่น หรือตอนนี้ที่เขาพูดเครื่องพ่น คือโดรน (Drone) อากาศยาน ไร้คนขับ ซึ่งเอามาพ่น แล้วก็ลดต้นทุน และลดเวลาด้วย ผมคิดว่าวิชาเหล่านี้เป็นวิชาสมัยใหม่ ซึ่งควรจะบรรจุในหลักสูตร ถ้าเราจะมีการปรับปรุงให้เกษตรกรเรามีวิชาความรู้ที่ดี เราต้อง เริ่มปรับปรุงหรือใส่หลักสูตรพวกนี้เข้าไปนะครับ

อีกอันหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนถึงก็คือเรื่องวิชาสาธารณสุข เพื่อรองรับสังคม ผู้สูงอายุ และปัจจุบันนี้มันมีโรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้น ประเทศไทยเรามีความได้เปรียบครับ เรามียาสมุนไพร เราต้องมีวิชาที่จะสกัดสารสมุนไพรเหล่านี้ออกมาเพื่อทำยาสมุนไพร และผมเชื่อว่าตอนนี้ตำรับยาสมุนไพรมันมีเยอะแยะ เพียงแต่เราขาดการรวบรวม เราขาด การส่งเสริมหลายบริษัทที่เขาเป็นบริษัทเอกชนเข้ามีหมอแผนโบราณ แต่รัฐบาลขาดการนำ สิ่งเหล่านี้มาวิจัยและมาส่งเสริมต่อ ถึงแม้เขาจะมียาสมุนไพร บางชนิดสามารถบำบัดรักษาโรคเบาหวาน โรคมะเร็ง อัมพฤกษ์ แม้กระทั่งโรคไวรัสโคโรนา (Virus corona) ก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าสมุนไพรสามารถรักษาได้ แต่หน่วยงานราชการเอง กระทรวงสาธารณสุขเองก็ไม่นำสิ่งเหล่านี้มาต่อยอด กลับมีกฎหมายไปจำกัดจับผิด ใครพูด ไม่ได้ กรณียกตัวอย่างเช่น คนที่เป็นอัมพฤกษ์กินยาสมุนไพรแล้วสามารถลุกขึ้นเดินได้ เอามา พูดก็ไม่ได้ท่านประธานครับ เป็นกฎหมายปิดปากเขียนไว้ล็อกไว้ว่า ห้ามพูดว่ากินแล้วดี ห้ามพูดว่ากินแล้วหาย ถ้าลักษณะนี้เป็นการกีดกันวิชาความรู้เหล่านี้จึงทำให้ประเทศไทยที่มี ข้อได้เปรียบกลายเป็นข้อเสียเปรียบ ท่านประธานครับ วิชาสมุนไพร วิชาแพทย์แผนโบราณ ควรจะผลิตขึ้นมาเยอะ ๆ โดยเฉพาะแพทย์แผนโบราณ หรือหมอหรือพยาบาล หรือผู้ช่วย พยาบาล ซึ่งเราก็ทราบดีอยู่แล้วว่าสังคมต่อไปข้างหน้าเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศไทยเรา มีความสามารถทางด้านนี้เป็นอย่างมากนะครับ ผมจึงฝากคณะกรรมาธิการให้บรรจุตรงนี้ เข้าไปด้วย อีกอย่างหนึ่งครับก็คือวิชาเทคโนโลยีสมัยใหม่ การเขียนโปรแกรม การเขียน โปรแกรมมีหลายประเทศที่เขามีการสอนตั้งแต่เด็กครับ โตขึ้นมาสามารถเขียนโปรแกรมได้ เขียนโปรแกรมสร้างหุ่นยนต์ได้ สร้างโปรแกรมเกี่ยวกับเกมต่าง ๆ เกี่ยวกับการ์ตูนต่าง ๆ ก็สามารถทำให้เขามีรายได้เป็นคนร่ำรวยได้ เป็นมหาเศรษฐีได้ มีตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้ว อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องการฝึกทักษะให้มีความคิดที่สร้างสรรค์ให้มีการออกแบบวิศวกรรม วิชาสถาปัตยกรรมต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่แล้วในสถาบันการศึกษา เพียงแต่ว่า เราขาดการส่งเสริม บางคนมีความคิดมีไอเดีย (Idea) มีทักษะดี ๆ สามารถผลิตได้เอง แต่ไม่มีทุนในการทำต่อ รัฐบาลไม่ได้มีการส่งเสริมทำต่อ จึงทำให้วิชาเหล่านี้ ความรู้ความสามารถเหล่านี้มันถูกปิดกั้นไป พอไม่มีทุนทำต่อแล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ขาดแรงจูงใจ ท่านประธานครับ รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนว่า ถ้าใครมีความรู้ ความสามารถทางด้านการสร้างสรรค์ หรือคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ ได้ รัฐบาลจะต้องเข้ามา ส่งเสริมให้ทุนในการสนับสนุน ถ้าประกาศอย่างชัดเจน ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มันจะสามารถที่ จะพัฒนาได้และเป็นทุน และสามารถเพิ่มมูลค่านำเงินตราจากต่างประเทศเข้ามาได้ และเป็น แรงจูงใจให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่จบใหม่ หรือคนที่จบไปแล้วที่เขามีความรู้ ความสามารถ เขาสามารถนำทุนเหล่านี้ไปต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้ นำเงินเข้าสู่ประเทศ ได้ครับ จึงฝากเรียนคณะกรรมาธิการช่วยพิจารณาประเด็นนี้ด้วย กราบขอบคุณมากครับ