เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อภิปรายเรื่องการควบรวมกิจการของทรูและดีแทค ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการเมืองและประชาธิปไตยของประเทศ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขตธนบุรี คลองสาน บางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกลครับ ผมขอร่วมอภิปรายสนับสนุน ในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเกี่ยวกับการศึกษาผลกระทบการควบรวมกิจการของ ทรู และดีแทค นะครับ ก็มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายเกี่ยวกับเหตุผลต่าง ๆ นานา เกี่ยวกับเรื่องข้อเสียต่าง ๆ เกี่ยวกับทางค่าใช้บริการบ้างเอย ความเร็วหรือคุณภาพ อินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วบ้างเอยนะครับ โดยหลาย ๆ ประเด็นประชาชนหรือ ท่านประธานก็ได้ฟังเยอะแล้วนะครับ ผมก็เลยอยากจะมาอภิปรายเกี่ยวกับมุมมองข้อเสีย ของการที่เรามีทุนผูกขาดในประเทศ แล้วก็การควบรวมกิจกรรมใหญ่ ๆ ต่าง ๆ ที่ในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาที่มีหลายเจ้าเหลือเกินมันส่งผลลบต่อความเป็นประชาธิปไตยในประเทศเรา อย่างไร เพื่อให้เพื่อนกรรมาธิการไปศึกษาข้อเสียทางด้านนี้ด้วย ท่านประธานครับ เชื่อไหมครับ ว่าประมาณ ๔ ปีก่อนผมมีโอกาสได้ดูสารคดีหนึ่งในเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ชื่อว่าเซฟวิง แคปิทอลลิซึม (Saving Capitalism) ซึ่งทำจากหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนโดยโรเบิร์ต ไรท์ ซึ่งท่านผู้นี้เป็นอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลของประธานาธิบดีบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกาในช่วงปี ๑๙๙๔ และยังเป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งที่มีแนวคิด ที่น่าสนใจมาก ในสารคดีนี้ผมยอมรับเลยครับว่าเป็นต้นเหตุให้ผมได้มีส่วนร่วมมาเป็นผู้จด จัดตั้งพรรคก้าวไกล ๓๕ คนแรก แล้วต่อเนื่องมาอยู่พรรคก้าวไกลและมีโอกาสได้ทำการเมือง เพราะผมอยากเปลี่ยนสิ่งนี้จริง ๆ ในสารคดีบอกไว้ว่า เศรษฐศาสตร์พวกพ้องหรือครอนี อีโคโนมี (Crony Economy) มีผลต่อการเมืองสหรัฐอย่างยิ่ง ครอนี อีโคโนมี (Crony Economy) หรือเศรษฐศาสตร์พวกพ้อง เศรษฐกิจแบบพวกพ้องคืออะไร คือการที่มีเจ้า น้อยรายครับท่านประธาน ไม่สำคัญว่าเขาจะควบรวมหรือเปล่า แต่บางครั้งอย่างเช่น อุตสาหกรรมค้าปลีกหรืออุตสาหกรรมน ้ามันในอเมริกาเขาก็จะมาจับกลุ่มกันเพื่อกันรายใหม่ ไม่ให้เข้ามาในตลาด สุดท้ายก็จะไม่มีรายใหม่มาแข่งกับพวกเขาเลย สุดท้ายมีแค่ ๒ เจ้า ๓ เจ้า ๔ เจ้าบ้างที่เป็นผู้ครองตลาดแล้วก็แบ่งเค้กกัน ทีนี้มันส่งผลอย่างไรกับการเมืองครับ ในหัวข้อ ที่ผมบอกท่านประธานไป สุดท้ายบริษัทเหล่านี้ถามว่านโยบายต่าง ๆ หรือกฎหมายต่าง ๆ ที่ออกมานี้เอื้อพวกนี้ได้อย่างไรครับ ก็จากการบริจาคเงินให้พรรคการเมือง ให้แคมเปน (Campaign) การหาเสียงเลือกตั้งต่าง ๆ หรือว่าในเมืองไทยก็อาจจะเป็นโต๊ะจีนบ้าง อะไรบ้าง เพื่อส่งหลาย ๆ คน ลอว์เมกเกอร์ (Lawmaker) หรือ ส.ส. หรือนักการเมืองเข้ามา เพื่อให้ผลประโยชน์กับทางบริษัทตัวเองให้ออกนโยบายหรือออกกฎหมายเพื่อเอื้อตัวเองนะครับ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่เป็นการทำให้ประชาธิปไตยมันด้อยค่าลง เพราะว่า ๑ เสียงของนายทุน มันไม่เท่ากับ ๑ เสียงของประชาชนอีกต่อไปครับ คนที่มาจากสตางค์ ๑๐ ล้าน กับคนที่ ไปออกเสียงเลือกตั้ง ๑ เสียงของประชาชน หรือคนที่บริจาคเงินอย่างให้พรรคก้าวไกล ที่เสียภาษีในปลายปีนี้คือ รหัส ๑๖๔ นะครับทุกคน ก็บริจาคได้มากสุด ๕๐๐ บาท คงไม่เท่ากับนายทุนที่บริจาคเป็น ๑๐ ล้าน หรือนอกระบบอีกเป็นร้อยล้านหรือพันล้าน ก็ไม่ทราบได้ ผมก็ได้มีโอกาสได้คุยกับคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า เนื่องจากผมนั่ง อยู่ในคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจของสภานะครับ เราเคยคุยเรื่องแม็คโคร โลตัส ที่ควบรวมกันไป ปรากฏว่าไปมาเหมือนการเลือกตั้งเลยท่านประธาน ขีดแบ่งเขตว่าเราจะนับ อย่างไรไม่ให้ครอบงำตลาด สุดท้ายขีดไปขีดมา ไม่มีอำนาจเหนือตลาดเฉยเลยนะครับ สุดท้ายมันก็เป็นอะไรที่ผมก็ไม่รู้มีนอกมีในกันหรือเปล่า ผมก็ไม่ได้กล่าวหานะครับ แต่ผมก็ เชื่อว่าถ้ามีครั้งหน้าหรือครั้งต่อไป คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ฝากเลยครับท่าน เพื่อประโยชน์ของประชาชนในระยะยาวลูกหลานท่านจะได้ไม่เติบโตมา ในสังคมที่มันมีแค่คนเดียวที่ยึดครองประเทศ ประเทศนี้ตอนนี้ท่านประธานพูดตรง ๆ นะครับ เจริญเอา เจริญเอา มีอยู่ ๒ เจริญเท่านั้นที่มีอยู่ในประเทศตอนนี้ ไม่เอ่ยชื่อแล้วกัน เดี๋ยวถูกฟ้อง เขาน่าจะมีสตางค์ฟ้องผมได้ไม่จำกัดอยู่แล้ว
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมก็อยากฝากถึงเพื่อนกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมา อยากให้ศึกษาเรื่องของการควบรวมของ ๒ รายนี้ การมีอำนาจเหนือตลาดที่จะส่งผลเสีย ต่อการเมืองในภาพรวมและความไม่ยั่งยืนของประชาธิปไตยในประเทศไทยด้วยครับ ขอบคุณมากครับ