พรรณี แจงการจัดการหนี้-ความปลอดภัยทางถนน ชี้ลดอุบัติเหตุจริง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

พรรณี พุ่มพันธ์ ชี้แจงความคืบหน้าการบริหารหนี้ค้างชำระของกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ที่ลดลงถึงร้อยละ 60 จากการปรับปรุงกระบวนการเก็บหนี้และคัดกรองผู้ประมูลอย่างเข้มงวด พร้อมเสนอให้ทบทวนการตั้งสำรองลูกหนี้สงสัยจะสูญที่ไม่เหมาะสม และปรับปรุงกระบวนการจัดซื้ออุปกรณ์ผู้พิการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อจัดสรรรถวีลแชร์ตามลำดับความจำเป็นภายในเดือนมกราคม รวมถึงนำเสนอความสำเร็จของโครงการความปลอดภัยทางถนน เช่น โครงการเช็กคน เช็กรถ เช็กกิงพอยต์ การใช้จีพีเอสควบคุมความเร็ว การยกระดับมาตรฐานใบขับขี่ และการสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยให้เยาวชน พร้อมผลักดันการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพในระดับท้องถิ่นและการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อลดอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง

นางพรรณี พุ่มพันธ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ฝ่ายบริหาร

กราบเรียน ท่านประธานสภาและท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน นางพรรณี พุ่มพันธ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็นผู้ขอชี้แจงข้อมูลนะคะ

ลำดับแรกของท่าน ส.ส. ดะนัย มะหิพันธ์ ที่สอบถามในเรื่องของลูกหนี้ ค้างชำระของกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนว่ามีจำนวนสูง เนื่องจาก เดิมที่ผ่านมาระเบียบในการจัดเก็บชำระหนี้ค่าหมายเลขทะเบียน ซึ่งยังไม่ครอบคลุม ในด้านต่าง ๆ นะคะ ต่อมาในปี ๒๕๖๓ กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ก็มีการกำหนดปรับปรุงทบทวนหลักเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดเก็บ ชำระค่าหมายเลขทะเบียนรถ รวมถึงหนี้ที่ค้างชำระด้วยนะคะ จากการปรับเปลี่ยน หลักเกณฑ์โดยเรามีการวางเงินหลักประกันให้สูงขึ้น แล้วมีการคัดกรองผู้เข้าประมูลว่า จะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการเข้าประมูลและไม่ติดแบล็กลิสต์ (Black list) ว่าเป็นลูกหนี้ค้างชำระของการประมูลหมายเลขนะคะ แล้วก็มีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่า เมื่อประสงค์จะลงทะเบียนเข้าร่วมประมูลแล้วต้องวางหลักประกัน เมื่อวางหลักประกันแล้ว เมื่อคุณชนะการประมูลจะต้องจ่ายเงินจำนวน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของค่าหมายเลขภายใน ๗ วัน ถ้าหากไม่ชำระเงินภายใน ๗ วัน ทางกองทุนก็จะยึดเลข แล้วก็นำขึ้นประมูลใหม่ สำหรับ ส่วนที่เหลือก็สามารถชำระได้ภายใน ๓๐ วันค่ะ แล้วถ้าหากมีติดภารกิจหรืออย่างไรก็ตาม ไม่สามารถชำระหนี้ได้ภายใน ๓๐ วัน เราก็จะให้ขยายเวลาได้ ๒ ครั้ง ครั้งละ ๓๐ วัน รวมทั้งสิ้น ๙๐ วัน ซึ่ง ณ ขณะนี้จากยอดลูกหนี้ของปี ๒๕๖๒ ที่มีถึง ๒,๑๖๖ ล้านบาทเศษ ปัจจุบันในปี ๒๕๖๔ ลูกหนี้ได้ถูกบริหารจัดการแล้วลดลง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือลูกหนี้ ในปี ๒๕๖๔ ๘๔๘ ล้านบาทเศษค่ะ ซึ่งตรงนี้ทางกองทุนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจพยายาม หามาตรการต่าง ๆ เพื่อควบคุมการบริหารจัดการหนี้ให้เป็นไปตามข้อสังเกตของสำนักงาน ตรวจเงินแผ่นดินนะคะ

ต่อไปของท่านนิยมค่ะ ประเด็นปัญหาเรื่องที่ว่ามียอดค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นนะคะ ค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ารายได้ก็คือเหตุเนื่องจากว่า แต่เดิมกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถ ใช้ถนน เราได้ตั้งมูลค่าลูกหนี้สงสัยจะสูญไว้ต่ำคือ ลูกหนี้ทุกประเภทเรากำหนดไว้ว่า มีความเสี่ยง ๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วจะต้องมาแยกกลุ่มลูกหนี้ตามอายุ ของหนี้นะคะ ในกรณีที่ลูกหนี้มีอายุเกิน ๓๐ วัน แต่ไม่เกิน ๑๘๐ วัน เราจะตั้งค่าเผื่อลูกหนี้ สงสัยจะสูญ ๕ เปอร์เซ็นต์ สำหรับลูกหนี้ที่มีอายุหนี้เกิน ๑๘๐ วัน แต่ไม่เกิน ๖๐๐ วัน จะตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญกำหนดเอาไว้ร้อยละ ๒๕ นะคะ สำหรับลูกหนี้ที่มีอายุเกิน ๖๐๐ วัน จะตั้งค่าเผื่อลูกหนี้สงสัยจะสูญไว้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะ และรวมถึงส่วนต่าง ของที่จะเกิดจากการชำระหนี้ด้วยนะคะ

แล้วอีกประเด็นหนึ่งที่บอกว่า มีผู้พิการขอรับรถวีลแชร์ (Wheelchair) นะคะ เนื่องจากว่าปีที่ผ่านมากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนได้จัดสรรอุปกรณ์ คนพิการให้กับผู้พิการทั่วประเทศ มีหน่วยงานตรวจสอบ เช่น สตง. และ ป.ป.ช. ได้ตั้ง ข้อสังเกตว่าการจัดซื้อไม่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นไปตามสเปก (Spec) ที่กำหนด จึงเห็นควรให้กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ให้หน่วยงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญทางด้านอุปกรณ์คนพิการเป็นผู้จัดซื้อจัดหาให้ ณ ปัจจุบันนี้กองทุน เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนได้ขอความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลโรงพยาบาลทั่วประเทศ แล้วก็ศูนย์สิรินธร ที่ดูแลในส่วนกลางเพื่อร่วมกันจัดหาอุปกรณ์ให้กับคนพิการ โดยจะมีการลงนาม เอ็มโอยู (MOU) ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ค่ะ และมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้พิการ ภายในเดือนมกราคมนี้ค่ะ ซึ่งตรงนี้คำขอต่าง ๆ ของผู้พิการที่เคยยื่นขอไว้กับ กปถ. หรือกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เราจะนำมาจัดสรรให้ตามลำดับ โดยพิจารณาตามความเหมาะสมของความพิการ และจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้พิการดีขึ้นค่ะ

ต่อไปของท่านวาโย เรื่องหนี้สงสัยจะสูญเหมือนกันนะคะ ซึ่งตรงนี้ทาง กปถ. ก็ได้นำบทเรียนที่ผ่านมาเพื่อปรับปรุงทบทวน แล้วก็ทำให้งบรายงานการเงินเป็นปัจจุบัน แล้วก็มีความสมบูรณ์นะคะ ซึ่งอาจจะต้องแก้ไขในหลักการค่าหนี้สงสัยจะสูญ จึงทำให้ ปี ๒๕๖๒ มีงบประมาณรายจ่ายมากกว่ารายได้ สำหรับผลงานที่โครงการต่าง ๆ ปัจจุบันนี้ ทางกองทุนได้พิจารณาโครงการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ สะท้อนถึงความปลอดภัย แล้วก็สามารถลดอุบัติเหตุได้ โดยในทางที่กรมเคยปฏิบัติผ่านมาก็คือ โครงการที่ประสบ ความสำเร็จและเห็นได้ชัดก็คือ โครงการเช็กคน เช็กรถ เช็กกิงพอยท์ (Checking Point) โดยมีการตรวจสภาพรถจากสถานีขนส่ง อาจดูความพร้อมของคนขับและดูสภาพรถจะต้องมี ความมั่นคงแข็งแรง และจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจการประจำอยู่ตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งสถิติ การเกิดอุบัติเหตุของรถโดยสารลดลงถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ จากปี ๒๕๖๓ มาถึงปี ๒๕๖๔ ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้กรมได้พัฒนา โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ในการบริหารจัดการ รวมถึงเรื่องการควบคุมความเร็วโดยจีพีเอส (GPS) ด้วย แล้วก็ในเร็ว ๆ นี้ก็มีการยกระดับ การออกใบอนุญาตขับรถกับผู้ประจำรถ ไม่ว่ารถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถบรรทุก รถโดยสาร โดยจะมีเรื่องใบรับรองแพทย์ เรื่องการอบรมให้ความรู้ เรื่องการจำลองสถานการณ์ การคาดการณ์จะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งตรงนี้กรมได้นำนวัตกรรมต่าง ๆ มาปรับใช้ ในเรื่องของ การสร้างจิตสำนึกเยาวชน ก็จะมีเรื่องนักเรียนรุ่นใหม่มีใบขับขี่ แล้วก็อีกรายการหนึ่งก็คือ การจัดสรรเงินให้กับสำนักงานขนส่งทั่วประเทศ เพื่อนำไปบริหารจัดการด้านความปลอดภัย ในชุมชน ซึ่งเหมาะสมกับภูมิประเทศ แล้วก็เหตุการณ์ในแต่ละจังหวัด ซึ่งมีความแตกต่างกัน โดยจะมีคณะกรรมการบริหารเงินก้อนนี้อยู่ทั่วประเทศเลย เราจะจัดสรรไปในปี ๒๕๖๕ นี้

ต่อไปขอเรียนชี้แจงของท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ เรื่องการจัดการชำระหนี้ ซึ่งได้กล่าวมาสักครู่หนึ่งว่า กรมได้มีการทบทวนหลักเกณฑ์ แล้วก็บริหารจัดการหนี้คงค้างอยู่ ซึ่งในส่วนกรุงเทพมหานครเหลือลูกหนี้ค้างแค่จำนวน ๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ จนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนในภูมิภาคก็มีการลดลงอย่างเป็นลำดับ เนื่องจากว่าลูกหนี้ที่ไม่ชำระหนี้ เราจะจัดเก็บเลขกลับคืนมา แล้วก็นำออกประมูลใหม่ เพื่อให้มีการนำรายได้เข้าสู่กองทุน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับตัวเลขเก่าที่ท่านได้เรียนถาม กรมก็ได้มีระเบียบในการจัดการ เรื่องการอนุญาตให้ใช้เลขเก่าที่ไม่ใช่เลขประมูลโดยจะเป็นอำนาจของขนส่งจังหวัด อำนาจของรองอธิบดี แล้วก็อำนาจของอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ซึ่งถ้าหากเจ้าของเก่า อยากกลับมาใช้เลขของตัวเองสามารถขอได้เลย แต่ถ้าเลขตัวไหนที่แจ้งเลิกใช้ หรือย้ายออกไป ก็จะต้องดูด้วยว่า มีภาษีค้างชำระไหม มีการหยุดแจ้งใช้รถอย่างถาวรหรือไม่ กรมจะมีขั้นตอนการตรวจสอบก่อนอนุมัติเลขเก่าออกไป

แล้วอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องงบประมาณที่ว่ามีหลาย ๆ โครงการขอเข้ามา ทำไมไม่ถูกบรรจุไว้ในงบประมาณประจำปี ซึ่งงบประมาณประจำปี ในหน่วยงานของ กรมการขนส่งทางบกได้ขอรับจัดสรรจากงบประมาณแผ่นดินประจำปี ถ้าหากไม่ได้รับอนุมัติ เราก็จะมาขอใช้เงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน โดยเป็นไปตาม วัตถุประสงค์ของกองทุนคือ เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ซึ่งตรงนี้กองทุนนี้จะมีความจำเป็นไม่ใช่ว่าหน่วยงานของกรมการขนส่งทางบก จะใช้หน่วยเดียว หน่วยงานต่าง ๆ ที่ดูแลเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนก็สามารถ ขอรับจัดสรรงบประมาณจากกองทุนนี้ได้ค่ะ โดยที่สนับสนุนทางด้านวิจัยเรื่องความปลอดภัย ด้วยว่า ถ้าศึกษาเรื่องความปลอดภัยและนำไปใช้ประโยชน์ได้ด้วยค่ะ และมีผลสะท้อน เรื่องการลดอุบัติเหตุหรือความปลอดภัยทาง กปถ. ก็จัดสรรให้กับผู้ขอรับจัดสรรด้วย ขออนุญาตชี้แจงเพียงเท่านี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ