วัชรพล ประสารราชกิจ ชี้แจงความคืบหน้าการสอบสวนกรณีทุจริตในโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์การเรียนรู้ตามรอยเท้าพ่อ การจัดซื้อรถยนต์ และการก่อสร้างเตาเผาศพ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ปกติในการจัดซื้อเตาเผาไร้มลพิษในวัดหลายแห่งที่มีค่าก่อสร้างสูงผิดปกติ และเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 64 เนื่องจากยังมีประเด็นคลุมเครือที่ต้องสอบเพิ่มเติม รวมถึงชี้แจงกลไกการพิจารณาคดีของ ป.ป.ช. ที่มีขั้นตอนชัดเจน โปร่งใส และเน้นความรอบคอบในการตัดสินใจ ทั้งการฟ้องคดีเองเมื่อพยานหลักฐานเพียงพอ การจัดการคดีที่อาจขาดอายุความในบางบท แต่ยังดำเนินการได้ในบทอื่น และการตรวจสอบกรณีผู้แจ้งเท็จตามมาตรา 184 โดยรับจะรายงานผลการดำเนินการต่อไปตามความเหมาะสม
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขออภัย ท่านรังสิมานะครับ ความจริงเรื่องของท่านรังสิมาก็ได้มีการบันทึกในครั้งที่แล้วที่ท่าน ได้อภิปราย แล้วก็คงจะกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า โครงการฮั้วในโครงการพัฒนา ศูนย์การเรียนรู้ตามรอยเท้าพ่อของแผ่นดิน คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีวิธีชี้มูลความผิด เมื่อ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๔ นะครับ ว่ามีความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต มาตรา ๑๕๗ ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความ ลงในเอกสารรับรองเป็นหลักฐาน ซึ่งข้อความอันเป็นเท็จตามมาตรา ๑๖๒ (๔) พ.ร.บ. ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ มาตรา ๑๒ ได้ส่งสำนวนให้อัยการไปแล้วนะครับ ส่วนเจ้าหน้าที่ อบจ. ก็ได้ชี้มูลความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ก็ส่งให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการต่อไป นะครับ
ในเรื่องการจัดซื้อรถยนต์จดประกอบราคาเท่ากับรถใหม่ ไม่สามารถใช้งานได้ ได้ดูแล้วเรื่องอยู่ระหว่างการไต่สวน วันนั้นได้ชี้แจงไปว่าอยู่ระหว่างการไต่สวน รถหมายเลข ทะเบียน กข ๕๖๗ ได้สรุปสำนวนแล้วนะครับ และตอนนั้นบอกรอเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. วินิจฉัย วันนี้ก็จะกราบเรียนว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติไม่รับไว้ดำเนินการ ไต่สวนนะครับ ส่งให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการแทน เราส่งไปแล้วนะครับ
ส่วนเรื่องการก่อสร้างเตาเผาศพแบบไร้มลพิษในองค์การบริหารส่วนจังหวัด สมุทรสงคราม ๑๑ เตา ตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีเรื่องดังกล่าวเข้ามาในสำนักงาน ป.ป.ช. นะครับ เราก็ไปตรวจสอบเรื่องเตาเผานี้ ปรากฏว่าเรื่องเตาเผาได้มีเรื่องกล่าวหาที่เข้ามา เตาเผา ไร้มลพิษวัดปากน้ำ ๒ เตา วัดฝาง ๑ เตา วัดกำแพง ๑ เตา วัดกลางบางซื่อ ๒ เตา วงเงิน ๘.๑ ล้านเศษ โดยมีการกำหนดรายละเอียดอันมีลักษณะเป็นการกีดกันผู้เสนอราคารายอื่น มิให้มีการเสนอแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม ในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ป.ป.ช. ก็มีมติว่า ไม่รับไว้ไต่สวนและคณะกรรมการก็ได้ไม่รับเรื่องไว้แล้วนะครับ
ส่วนเรื่องเตาเผาอีกเช่นกันที่วัดบางหลวง ในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ ก็ได้มีมติ เรื่องดังกล่าวแล้ว ก็ให้ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามมาตรา ๖๓ เพราะเห็นว่า เป็นเรื่องไม่ใช่ความเสียหายอย่างร้ายแรงนะครับ และส่งผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามอำนาจ หน้าที่ตามมาตรา ๖๔ ไป
เรื่องเตาเผาไร้มลพิษที่วัดอัยยิการามและวัดนาบุญอีก ๓ เตา เตาละ ๓ ล้านบาท โดยมีราคาก่อสร้างสูงกว่าวัดอื่น เพื่อประโยชน์ให้กับตนเองกับพวก คณะกรรมการ ในการประชุมเมื่อ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๔ ก็วินิจฉัยเรื่องดังกล่าวแล้ว มีมติให้ส่งผู้บังคับบัญชา ผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนดำเนินการตามมาตรา ๖๔ ความไม่ชัดเจนตรงนี้นะครับ
ส่วนเรื่องที่เกิดท่านถามเพิ่มเติมอย่างไรเดี๋ยวก็จะดำเนินการตรวจสอบ รายงานให้นะครับ
เรื่องเมื่อสักครู่นี้ท่านสฤษฏ์พงษ์เรื่องการชี้มูล เรียนอย่างนี้ครับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีการดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานทุกประการ แล้วก็จะให้ โอกาส ถ้าเราคิดว่ามีมูลพอแจ้งข้อกล่าวหาเราจะแจ้งข้อกล่าวหา ให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง ข้อกล่าวหาจนครบถ้วน หากมีความประสงค์จะนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวน เราจะให้ โอกาสอย่างเต็มที่ตามกฎหมายนะครับ หลังจากนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็จะวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานนะครับ ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. วินิจฉัยชี้มูล ไม่ว่าจะเป็นด้วยเอกฉันท์หรือเสียงข้างมากก็ถือว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูล แต่ถ้าเสียงไม่เกินกึ่งหนึ่ง คือคณะกรรมการ ป.ป.ช. มี ๙ คนนะครับ ถ้าให้ตกไปก็ถือว่า ให้ข้อกล่าวหาตกไปนะครับ แต่ถ้าชี้มูลก็แสดงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มั่นใจในการรวบรวม พยานหลักฐานของพนักงานเจ้าหน้าที่นะครับ เราชี้มูล เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้ถ้าเราชี้มูล คือเรามั่นใจ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเป็นกระบวนการตรวจสอบ เรื่องก็จะส่งไปท่านอัยการสูงสุด ท่านก็จะดูสำนวนเรา ถ้าท่านเห็นว่ามีความไม่สมบูรณ์ที่ผมเรียนแล้ว ท่านก็จะตั้งข้อ ไม่สมบูรณ์มาเพื่อตั้งกรรมการร่วมในการพิจารณาดำเนินการให้มันสมบูรณ์ แต่ถ้าผู้แทน อัยการฝ่ายอัยการสูงสุดเห็นว่าไม่มีมูลพอที่จะฟ้อง เสนอความเห็น ให้ อสส. นะครับ มีความเห็นว่าไม่ฟ้อง ท่านก็จะส่งสำนวนคืนให้กรรมการ ป.ป.ช. กรรมการ ป.ป.ช. ก็จะนำ ประเด็นข้อไม่สมบูรณ์ ประเด็นการดำเนินการในชั้นกรรมการร่วมมาพิจารณา ด้วยความรอบคอบว่า พยานหลักฐานที่เราชี้มูลไปเรามีความมั่นใจแค่ไหนกับข้อท้วงติง ของอัยการสูงสุด ถ้าเรามั่นใจ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีทางเลือก ๒ ทาง คือ ๑. ไม่ฟ้อง ตามอัยการสูงสุด ๒. ฟ้องคดีเอง ฟ้องคดีเองตามที่เราวินิจฉัยชี้มูล เพราะฉะนั้น ถ้าเรื่องไหนเราวินิจฉัยชี้มูลก็คือเราดำเนินการตามการวินิจฉัยชั้นแรกของเรา ก็จะยื่นฟ้อง ต่อศาลเอง เพราะฉะนั้นการยื่นฟ้องต่อศาลเองไม่ใช่เรายื่นฟ้องแบบพยานหลักฐาน ไม่ครบถ้วนนะครับ แต่เป็นมุมมองของกระบวนการตรวจสอบ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มั่นใจว่า พยานหลักฐานที่เรารวบรวมนี้ เรามั่นใจในพยานหลักฐานก็ส่งให้ศาลท่านเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจ วินิจฉัยตรงนั้นนะครับ และส่วนเรื่องผล แต่ก่อนนั้นก็จะน้อย ครั้งสุดท้ายที่ผมเรียนท่านว่า ทั้งหมดที่เราส่งไปถึงวันนี้ในปีหลัง ๆ ก็จะมีมากขึ้นนะครับ ทั้งหมดที่ชี้แล้วที่ส่งไป ๑๒๕ เรื่อง ฟ้องเอง ใน ๑๒๕ เรื่องนี้จ้างทนาย ๖ เรื่อง ตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ปี ๒๕๕๙ ตั้งแต่ผมเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่ ป.ป.ช เราไม่เคยจ้างทนายเลย เราฟ้องคดีเองครับ วันนี้สำนักคดีเรามีพนักงานไต่สวนทำหน้าที่เป็นผู้ว่าคดี เขาจบเนติบัณฑิตฟ้องคดีเอง มีคุณวุฒิเหมือนอัยการ เขาฟ้องคดีเองครับ แล้วก็คดีที่ถึงที่สุด ๓๐ คดีที่ผมกราบเรียน ศาลตัดสินตามที่ ป.ป.ช. ฟ้อง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ยกฟ้อง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ที่เราดีใจเพราะว่า คดีเหล่านี้ที่เราฟ้องคดีเอง ท่านอัยการสูงสุดเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอครับ แต่ว่าเราเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอ ซึ่งเป็นการเช็กแอนด์บาลานซ์ (Check and Balance) ที่ท่านได้กรุณามอบอำนาจให้ ป.ป.ช ฟ้องเองครับ และข้อเท็จจริงหลาย ๆ เรื่อง ที่เป็นคดีสำคัญ ๆ มักจะมีข้อไม่สมบูรณ์ แล้วก็ผลที่สุดกรรมการ ป.ป.ช. ต้องฟ้องเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแฟลต เรื่องโรงพัก ต่อไปก็จะมีเรื่องการประดับไฟปีใหม่ของ กทม. หรือเรื่องเกี่ยวกับโรดโชว์ (Roadshow) ซึ่งเกี่ยวข้องกับระดับรัฐมนตรี ระดับสื่อมวลชน อะไรพวกนี้ครับ ก็เป็นเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยว่าเราจะฟ้องคดีเองครับ เพราะฉะนั้นเรามอนิเตอร์ (Monitor) ทุกสเต็ป (Step) ครับตอนนี้ ก็สามารถจะเปิดเผย ให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบด้วยนะครับ
ในเรื่องของท่านวิโรจน์ ผมก็รับเรื่องไว้แล้วนะครับ เดี๋ยวจะนำเรียนว่า ความคืบหน้าเป็นอย่างไรนะครับ
เรื่องท่านวิสารได้พูดครับ ยืนยันครับ ผมและคณะจะดำเนินการมุ่งมั่น เพื่อจะเป็นมืออาชีพและให้ความเป็นธรรม วิธีบริหารจัดการขอเรียนว่า คดีขาดอายุความ ที่ท่านพูดว่ามีอยู่ในมือเท่าไร ผมคิดว่าอาจจะสื่อกันไม่เข้าใจเช่นกันนะครับ น้อยมาก น้อยมากแทบจะไม่มีเลย แต่ที่ขาดอายุความต้องยอมรับว่าการกระทำผิด กรรมเดียว ของผู้ถูกกล่าวหาของเรานี้แต่เขาผิดหลายบท ที่เขาเรียกว่ากรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท บทที่มีอายุความอย่างสั้นก็จะขาดอายุความ แต่บทที่มีอายุความอย่างยาว ก็ยังอยู่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็สามารถจะดำเนินคดีถ้ามีมูลเราก็ชี้ไป ก็ไปสู่อัยการสูงสุด ยกตัวอย่าง ถ้าเป็นเรื่องของรับรองเอกสารเป็นเท็จตาม ป. อาญา มาตรา ๑๖๒ อายุความ ๑๐ ปีครับ ถ้าเป็นเรื่อง ๑๕๗ ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ อายุความ ๑๕ ปี แต่ถ้าเป็นเรื่องจัดซื้อ จัดการ เป็นเรื่องยักยอกทรัพย์ มาตรา ๑๔๗ มาตรา ๑๕๑ อายุความ ๒๐ ปีครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของเราบางทีกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท เพราะฉะนั้นที่ถามว่า คดีขาดอายุความเยอะ ๆ มีเยอะครับ แต่ว่าเป็นเรื่องกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท บทยาว ที่อายุความอย่างยาวยังคงอยู่ครับ เพราะถ้าขาดผู้รับผิดชอบคือพนักงานเจ้าหน้าที่ เขาจะต้องถูกสอบสวน ถูกดำเนินการทางวินัย ถ้าขาดอายุความขาดในมือ โทษอาจจะถึงขั้น ออกจากราชการ เพราะฉะนั้นยืนยันนะครับว่าแทบจะไม่มีเลย แต่เป็นเรื่องกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท วิธีบริหารจัดการเรียนว่าเราต้องละเอียดรอบคอบอย่างที่ท่านว่านะครับ ต้องละเอียดรอบคอบ วิธีการตอนนี้ก็คือว่าพอเรารับเรื่องเข้ามาเราจะมีการตรวจสอบ เบื้องต้น การตรวจสอบเบื้องต้นไม่ได้ตรวจสอบเฉพาะพนักงานเจ้าหน้าที่นะครับ จะผ่านอนุกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งมีกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน มีผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เข้ามาร่วมเป็นนักกฎหมาย เป็นผู้เชี่ยวชาญเข้ามา แล้วก็เจ้าหน้าที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารด้วย เจ้าหน้าที่ก็จะมาชี้แจง คณะกรรมการกลั่นกรองก็จะมีความเห็นว่าถ้าเห็นไม่สมบูรณ์ก็ให้เขา ไปตรวจสอบเพิ่มเติม ไปตรวจสอบเบื้องต้นเพิ่มเติม ถ้าสมบูรณ์เรียบร้อยแล้วคณะกรรมการ กลั่นกรองก็จะวินิจฉัยว่ามีข้อมูลพยานหลักฐานเพียงพอที่ดำเนินการในชั้นไต่สวนได้หรือไม่ อย่างไร ถ้าไม่มีเราก็ไม่รับเรื่องกล่าวหาไว้ดำเนินการต่อไป ก็ถือว่าเรื่องก็ตกไป แต่ถ้ามีมูลพอ ก็อาจจะเสนอตั้งไต่สวน การตั้งไต่สวนก็ไม่ใช่ว่าคณะกรรมการอนุกลั่นกรองตรงนี้จะตั้งได้ คณะกรรมการอนุกลั่นกรองตรงนี้ซึ่งมีกรรมการ ป.ป.ช. ๑ ท่าน ไปเป็นประธาน ต้องเสนอ เรื่องให้กรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ ๙ คนวินิจฉัยครับ ว่าจะเห็นชอบให้ตั้งไต่สวนตามนั้น หรือเห็นว่าการดำเนินการนั้นยังไม่ครบถ้วนก็ให้ไปทำเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นมันมีกลไก ในการที่จะตรวจสอบยืนยัน ไม่เป็นการกล่าวหาใครง่าย ๆ เพราะฉะนั้นถึงได้บอกว่า กระบวนการของ ป.ป.ช. นั้นค่อนข้างจะยืดยาว
อีกประเด็นหนึ่งครับ มาตรา ๑๘๔ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ผู้ใดแจ้งเท็จ ฟ้องเท็จ หรือเบิกความเท็จเพื่อจะแกล้งบุคคลใดให้ถูกไต่สวน โทษจำคุกไม่เกิน ๗ ปี ปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพราะฉะนั้นถ้าปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นการดำเนินการ ของเรานั้น มีคนมาแจ้งเท็จ เราก็จะดำเนินคดีนะครับ แต่เราไม่ได้ดำเนินคดีเองนะครับ เราจะไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมให้ดำเนินคดี กับผู้นั้น เพราะฉะนั้นนี่เป็นกลไกที่ได้เรียนนะครับ
เรื่องของท่านปริญญาผมยังไม่มีข้อมูลนะครับว่า มีดำเนินการตามกฎหมาย ว่าด้วยคนพิการอย่างไร ผมจะตรวจสอบข้อมูลและนำเรียนข้อมูลตามที่ผมได้กราบเรียน ทุกเรื่องครับ
ผมต้องขออภัยท่านรังสิมาจริง ๆ นะครับ ความจริงเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการแล้ว แต่ว่าไม่ได้นำเรียนไป แต่ผมได้ประกาศเป็นสัญญาแล้วนะครับว่า เราจะไปตรวจสอบทุกเรื่อง ที่ทั้ง ๑๔ ท่านวันนี้และมีเพิ่มเติมขึ้นมาอีกนะครับ ถ้าเป็นประเด็นอะไรที่ยังตอบไม่ชัดเจน และในข้อมูล ผมจะไปตรวจสอบและจะนำเรียนท่านโดยตรง ขอขอบพระคุณครับ ขอบคุณท่านประธานด้วยครับ