วิรัตน์ วรศสิริน วิพากษ์โครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ว่าขาดวิสัยทัศน์และบริบทที่เปลี่ยนไป พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความคุ้มค่าของงบประมาณลงทุนกว่า 6 แสนล้านบาทในยุคที่ไทยสูญเสียข้อได้เปรียบทางการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทยนะครับท่านประธาน กระผมเองก็ได้อ่าน รายงานของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเล่มนี้นะครับ ก็ได้อ่านแล้ว แม้ว่าจะเป็นรายงานของปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมาแล้ว แล้วก็ล่วงเลยมาแล้วก็ตามนะครับ แต่ก็จะขออภิปรายไว้เพื่อเป็นแนวทางในอนาคตต่อไป กระผมเห็นว่าเป็นโครงการ ที่ขาดทั้งความเข้าใจในบริบทที่แท้จริง ขาดทั้งวิสัยทัศน์แห่งความเป็นจริงนะครับ ใช้งบประมาณ ที่ไม่คุ้มค่า งบลงทุนร่วม ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่เกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่นะครับ ท่านประธานครับ โครงการอีอีซี (EEC) เป็นโครงการที่ต่อยอดโครงการอีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ในอดีต ที่เป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหลักของประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลังงาน และยานยนต์ มีจีดีพี (GDP) รวม คิดเป็นสัดส่วน มากถึง ๑ ใน ๕ ของทั้งประเทศนะครับ และประกอบกับมีความพร้อมของระบบโครงสร้าง พื้นฐาน ถนน รถไฟ ท่าเรือ และนิคมอุตสาหกรรม เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางเรือ ของอาเซียน (ASEAN) เชื่อมโยงไปยังท่าเรือทวายของพม่า สีหนุวิลล์ของกัมพูชา และหวุงเต่า เวียดนาม รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการอีอีซี (EEC) โดยคาดหวังจะให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำ ของอาเซียน (ASEAN) ส่งเสริม ๑๐ อุตสาหกรรมเป้าหมายให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่ออนาคต ภาษาอังกฤษใช้คำว่า นิว เอนจิน ออฟ โกรว์ท (New engine of growth) เครื่องยนต์ตัวใหม่ของระบบเศรษฐกิจ ตัวเก่าพังครับท่านประธาน ใบพัดหักไปแล้วครับ ท่านประธาน ทั้งหมดนี้จึงนำมาซึ่งการทบทวนแผนการลงทุนรอบใหม่ ที่จะต้องลงทุน มากกว่า หวังผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงกว่า ใช้เม็ดเงินลงทุนมากกว่า ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านประธานครับ รัฐบาลอาจลืมไป นะครับว่าบริบทในวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เดิมทีการที่โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ในอดีตประสบความสำเร็จนั้นก็เพราะว่าปัจจัยทางการเมือง ในยุคสงครามเย็นมีส่วนเกื้อหนุน สนับสนุนให้ประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ ท่านประธานครับ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ลัทธิคอมมิวนิสต์ โซเวียต แผ่ขยายมายังเวียดนาม ลาว เขมร จนเขมร เป็นเขมรแดงและพยายามจะเข้าไทย คอมมิวนิสต์นะครับ ท่านประธานครับ ในช่วงเวลานั้น จึงได้เกิดตำนานวีรบุรุษนาแก ร้อยตำรวจเอก เสรี เตมียเวส ขึ้น โอ้ท่านประธาน เป็นวีรบุรุษ ตั้งแต่ร้อยตำรวจเอกนะครับหนุ่ม ๆ และต่อมาในปี ๒๕๒๒ ก็มีข่าวว่าเวียดนามจะเตรียม บุกไทย คอมมิวนิสต์จะบุกไทย ก็เป็นข่าวใหญ่โตเลยทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ลงเต็มไปหมด ผมจำได้ท่านประธาน แล้วก็เกิดสงครามจีนสั่งสอนเวียดนามขึ้นมา ทำให้เวียดนาม ต้องถอนทัพกลับไปทันทีนะครับ ทำให้ไทยรอดพ้นจากการคุกคามของคอมมิวนิสต์ ในตอนนั้น หลังจากเหตุการณ์นี้สหรัฐอเมริกากลัวไทยจะกลายเป็นประเทศนิยมคอมมิวนิสต์จีน ขึ้นมา เมื่อรัฐบาลของ ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้ริเริ่มโครงอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ขึ้นภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ ๕ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาอำนาจทุนนิยมประชาธิปไตยจึงคิดใช้ไทยเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมือง เพื่อต่อสู้กับการขยายอุดมการณ์นิยมคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคนี้ด้วยการใช้ไทยเป็นฐานการผลิต สินค้าอุตสาหกรรมเพื่อทำให้เห็นว่าประเทศประชาธิปไตยจะมีความเจริญทางเศรษฐกิจ และประชาชนจะอยู่ดีกินดีกว่าค่ายคอมมิวนิสต์ แล้วก็ประกอบกับญี่ปุ่น ในขณะนั้นจำเป็น จะต้องย้ายฐานการผลิตออกจากนอกประเทศญี่ปุ่น เพราะว่าค่าเงินเยนแข็งค่าอย่างมาก สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรสำคัญต่าง ๆ รวมทั้งญี่ปุ่นได้ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้า อุตสาหกรรม โดยให้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีจีเอสพี (GSP) กับไทย ทำให้สินค้าที่ผลิต เพื่อการส่งออกจากประเทศไทยได้เปรียบด้านราคา ส่วนไทยเองก็ออกกฎหมายสนับสนุน เรียกว่าบีโอไอ (BOI) ให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีแก่นักลงทุน ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้ จึงทำให้นักลงทุนทั้งโลกหันมาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ซึ่งเป็นการลงทุน โดยตรงจากต่างประเทศทำให้ไทยมีรายได้จากการส่งออกกลายเป็นประเทศที่พึ่งพา การส่งออกเป็นหลัก รายได้จากการส่งออกที่เพิ่มมากขึ้นนี้ทำให้กลายเป็นประเทศที่มีรายได้ ปานกลาง สุดท้ายจึงถูกตัดสิทธิจีเอสพี (GSP) ไปในที่สุด รัฐบาลในอดีตจึงเปลี่ยนวิธีการ ไปเจรจาเขตการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าหวังจะขยายตลาดและจูงใจให้นักลงทุนไม่ย้ายฐาน การผลิตหนีประเทศไทยไป หนีไปลงทุนที่อื่น แต่ผลจากการยึดอำนาจในปี ๒๕๕๗ จึงทำให้ ประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา อียู (EU) ไม่ยอมเจรจาเอฟทีเอ (FTA) กับไทย และยังตัดจีเอสพี (GSP) อีกด้วย แม้ประเทศไทยจะมีคนจน ๑๔.๕ ล้านคนนะครับ ทำให้หมดความได้เปรียบทั้งด้านภาษีและไม่เหมาะที่จะเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรม อีกต่อไป ท่านประธานครับ สถานภาพของไทยขณะนี้เป็นอย่างนี้ แต่รัฐบาลไม่ได้ ตระหนักเลยว่าปัจจัยบวกที่เคยมีอยู่ปัจจุบันมันไม่มีแล้ว แต่ก็ยังจะลงทุนแบบเดิม เม็ดเงิน มากกว่าเดิมในสิ่งที่แทบไม่มีอะไรเหมือนเดิม ผมเกรงว่าจะไม่ประสบความสำเร็จนะครับ เพราะนักลงทุนมองเห็นสิ่งที่รัฐบาลไม่เห็นนั่นคือโอกาส เขาเห็นโอกาสมากขึ้นในประเทศอื่น และน้อยลงในประเทศไทย ๗ ปีมานี้นักลงทุนย้ายฐานการผลิตไปเวียดนาม กัมพูชา ที่ย้ายได้ ก็ย้ายไปแล้ว ที่ยังไม่ย้ายก็กำลังย้ายออกไป ท่านประธานครับ ผลจากการที่ไทยไม่ได้เปรียบ ทางด้านภาษีอีกแล้วทำให้นักลงทุนหนีไปลงทุนที่เวียดนาม ซึ่งได้เปรียบกว่าไทยมาก มีทั้งประชากรที่มากกว่า มีสิทธิทางภาษีจีเอสพี (GSP) เอฟทีเอ (FTA) กับทั้งสหรัฐอเมริกา และยุโรป ในขณะที่ไทยไม่มีนะครับ รวมทั้งการยกเว้นภาษีต่าง ๆ อีกด้วย ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้จะเป็นการลงทุนที่ผมคิดว่าคงจะสูญเปล่า ไม่เกิดประโยชน์กับทั้งความคุ้มค่า ในการลงทุน และจะถือเป็นบทเรียนราคาแพงตามมา ผมจึงขอเสนอไว้เพื่อเป็นแนวทาง ในการปรับปรุงนโยบายในอนาคตต่อไป กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ