กนก วงษ์ตระหง่าน อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฉบับที่เสนอโดยเทพไท เสนพงศ์ เพื่ออนุญาตการผลิตและใช้พืชใบกระท่อมให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของอย. ในการส่งเสริมการใช้ใบกระท่อมเพื่อประโยชน์ด้านอาหาร ยา และเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกประกาศที่ชัดเจนและง่ายต่อการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับเกษตรกรรายย่อย และยืนยันว่า พ.ร.บ. นี้ต้องเป็นกฎหมายเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพียงทุนใหญ่เท่านั้น
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่จะอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดยท่านเทพไท เสนพงศ์ ซึ่งผมเป็นคนหนึ่งที่ร่วมลงชื่อด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ การเสนอแก้ไข พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ นั้น เพื่อที่จะได้อนุญาตให้การผลิต และการใช้พืชใบกระท่อมให้เกิดประโยชน์ขึ้น ตัวอย่างของการเสนอ พ.ร.บ. นี้เพื่อที่จะบอกว่า การใช้ประโยชน์ของพืชสมุนไพรของประเทศไทย ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่า และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อประเทศและของประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่ควรจะต้องทำอย่างยิ่ง ผมขออนุญาตอภิปรายใน ๓ ประเด็นครับท่านประธาน
ประเด็นที่ ๑ ผลการวิจัยในปัจจุบันนี้ได้ยืนยันแล้วว่าพืชใบกระท่อมสามารถที่จะ ใช้ได้อย่างปลอดภัยและก็เกิดประโยชน์ การวิจัยบอกชัดเจนว่าพืชใบกระท่อมมีสารกลุ่ม อัลคาลอยด์ (Alkaloid) และที่สำคัญคือมีสารไมทราไจนีน (Mitragynine) ที่อยู่ในใบกระท่อม ที่มีฤทธิ์ในการระงับการปวดเช่นเดียวกับมอร์ฟีน (Morphine) แต่ขนาดของฤทธิ์นั้นอาจจะ ต่ำกว่ามอร์ฟีน (Morphine) ซึ่งก็เป็นประโยชน์ในแง่ของการใช้งานในบางประเภท ผลงานวิจัย ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้บอกชัดเจนว่าสารกลุ่มอัลคาลอยด์ (Alkaloid) ที่อยู่ในใบกระท่อมนั้นได้พบสารไมทราไจนีน (Mitragynine) ถึง ๖๖ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเรา สามารถสกัดสารอันนั้นออกมาได้ในประเทศไทยของเรา และสารนี้จะมีส่วนช่วยในเรื่องของ การบรรเทาอาการปวด ส่วนเรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดัน ก็เป็นรายละเอียด อีกเยอะมากนะครับที่เป็นประโยชน์จากสารดังกล่าวนี้ ในขณะที่ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗ ได้จัดใบกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ซึ่งมีการห้ามมากมาย แล้วก็มีโทษจำสูงสุดถึง ๑๕ ปี จำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขครับท่านประธาน แน่นอนครับ ท่านประธาน การใช้ใบกระท่อมดังกล่าวนี้จะต้องไปคิดมาตรการการควบคุมและป้องกัน การใช้ที่ผิดที่เป็นอันตราย อย่างเช่นหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วสี่คูณร้อยเป็นต้น ซึ่งส่วนนี้ ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่จะบอกว่าเราห้ามใช้ใบกระท่อม ตรงนั้นเป็นรายละเอียดที่เราจะต้องไป จัดการ ส่วนประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นนั้นมีอีกมากมาย
ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน ใบกระท่อมนี้ในการใช้จะต้องควบคุมครับ ในการควบคุมนี้จะต้องใช้ความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ใช้ความรู้สึก ใช้ความคิดเห็น หรือใช้สามัญสำนึกของคนบางคน ตัวอย่างที่ชัดเจนครับท่านประธาน สำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยาหรือ อย. จะต้องตอบให้ได้ว่า สารไมทราไจนีน (Mitragynine) ที่จะเสพเข้าไปนั้น เสพในลักษณะที่เป็นอาหารจะต้องมีปริมาณเท่าไร ถ้าจะเสพในลักษณะที่เป็นยาจะต้องมี ปริมาณเท่าไร ผมลองไปค้นดูครับท่านประธาน พบว่าถ้าเรากินใบกระท่อมทางปากซึ่งมีสาร ดังกล่าว ในปริมาณ ๒๐๐ มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว ๑ กิโลกรัม ก็เท่ากับฤทธิ์ของมอร์ฟีน (Morphine) ๕ มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก ๑ กิโลกรัมของตัวเรา ถ้าพูดภาษาง่าย ๆ ก็คือว่า ถ้าน้ำหนักของเรา ๕๐ กิโลกรัมครับท่านประธาน เราจะกินใบกระท่อมได้ถึง ๑๐ กรัมต่อวัน ซึ่งตรงนี้ถือว่าน่าจะเป็นอาหารได้ เปิดเสรี เปิดกว้างได้ อย่างนี้เป็นต้น ในทางกลับกันถ้าเราจะ กินใบกระท่อมที่มีน้ำหนักเกินกว่า ๑๐ กรัมต่อวัน ตรงนี้อาจจะถือว่าเป็นยา ซึ่งก็อาจจะต้อง มีการควบคุมหรือมีการสั่งจากแพทย์ เป็นต้น ความชัดเจนที่ อย. จะต้องทำนี้จะเป็น ประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน แล้วก็ผู้ที่เกี่ยวข้องในการทำธุรกิจเรื่องนี้ที่จะได้ทราบว่า อะไรทำได้และทำไม่ได้ จากการวิจัยเช่นเดียวกันถ้าจะให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ผมคิดว่า มหาวิทยาลัยจะต้องมีคำตอบมากกว่านี้ ในขณะนี้นะครับเราพบว่าพฤติกรรมการกินใบกระท่อม ของคนในภาคใต้ก็จะกินทุก ๆ ประมาณ ๓ ชั่วโมง ครั้งหนึ่งประมาณ ๑ ถึง ๓ ใบต่อครั้ง คำถามก็คืออย่างนี้ปลอดภัยไหม การจะตอบได้ก็หมายความว่าเราจะต้องมีงานวิจัยตอบว่า ใบกระท่อม ๑ ใบมีสารออกฤทธิ์จำนวนเท่าไร ถ้าไม่เกิน ๑๐ กรัมต่อวันก็น่าจะถือว่ากินได้ ซึ่งในส่วนนี้ด้วยสมมุติฐานเบื้องต้นครับท่านประธาน ผมเข้าใจว่าถ้าเรากินใบกระท่อมครั้งหนึ่ง ไม่เกิน ๓ ใบ ในทุก ๆ ๓ ชั่วโมง เรากินได้ตลอดนะครับ อันนี้เป็นสมมุติฐานของผมเองนะครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องมีงานวิจัยเพิ่มเติม เพื่อที่จะได้ให้เกิด ความชัดเจนว่าเรากินใบกระท่อมนี้เป็นอาหารหรือเป็นยาครับท่านประธาน
ประการสุดท้ายครับท่านประธาน ก็คือว่าเมื่อเราได้อย่างนี้แล้วความชัดเจน ในทางความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์เช่นนี้แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย. จะต้องออกประกาศให้ชัดเจนครับ อย. ทุกวันนี้มีบทบาทในเรื่องของการควบคุมเป็นหลัก เช่น ควบคุมในเรื่องของความปลอดภัยซึ่งเป็นบทบาทสำคัญของ อย. แต่อีกด้านหนึ่งที่ อย. ยังไม่ได้ทำเลยหรือทำน้อยมากก็คือการส่งเสริมครับท่านประธาน ผมอยากเห็น พ.ร.บ. นี้ ส่งเสริมให้ อย. ได้ทำหน้าที่ในการส่งเสริมที่จะนำใบกระท่อมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งในทาง ที่เป็นอาหารและยา และที่สำคัญก็คือเกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชน ของเรา นั่นหมายความว่าความหลากหลายทางชีวภาพที่ใบกระท่อมนี้เป็นตัวอย่างก็จะทำให้เกิด ประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรแล้วก็ประชาชนด้วย นั่นหมายความว่า อย. หรือส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมในเรื่องของการใช้ผลิตแล้วก็เสพใบกระท่อมนั้นนะครับ จะต้องเข้าใจ สิ่งเหล่านี้และทำให้ชัดเจน ทั้งนี้เพราะว่าถ้าไม่ชัดเจนนะครับ ความคลุมเครือของกฎระเบียบ ของทางราชการ โดยเฉพาะของ อย. ทำให้บริษัทขนาดใหญ่เท่านั้นที่เป็นผู้ได้เปรียบ เพราะว่า ประชาชน เกษตรกรตัวเล็กตัวน้อยไม่มีกำลังที่จะไปทำการวิจัย ไม่มีเวลาและต้นทุนที่จะไป วิ่งเต้นที่จะขออนุญาตได้ ด้วยเหตุผลนี้ผมขออนุญาตฝากไปยังกระทรวงสาธารณสุขด้วยครับ ท่านประธานว่าจะต้องทำให้ อย. ออกระเบียบที่ชัดเจนและง่ายต่อการปฏิบัติ ไม่ให้เหมือนกับ กรณีที่มีผู้อภิปรายไปแล้วเกี่ยวกับสุรานะครับว่ามีเฉพาะบริษัทใหญ่เท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ ผมอยากเห็น พ.ร.บ. นี้เป็นตัวอย่างของ พ.ร.บ. ที่จะทำให้เกิดการใช้พืชสมุนไพร ซึ่งเป็น ความหลากหลายทางชีวภาพและเป็นสมบัติที่สำคัญของชาติของเรา ให้เกิดประโยชน์กับ พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากคนจน เพราะถ้าเราไม่ทำเช่นนี้ พ.ร.บ. นี้ในที่สุด ผมยืนยันได้ครับท่านประธานว่าจะเป็น พ.ร.บ. สำหรับทุนใหญ่เท่านั้น เราอยากเห็น พ.ร.บ. นี้ เป็น พ.ร.บ. เพื่อเกษตรกรรายย่อย เพื่อคนตัวเล็กตัวน้อยที่มีอยู่ทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่สำคัญ เพื่อที่จะบอกกับพี่น้องประชาชนว่าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ไม่ได้เป็นสภา ของทุนใหญ่เท่านั้น แต่เป็นสภาของประชาชน เป็นสภาของเกษตรกรและคนตัวเล็กตัวน้อย ด้วยครับท่านประธาน ขอขอบพระคุณครับ