สาธิต แจงนโยบายรับมือโควิดคู่ฟื้นฟูเศรษฐกิจ เน้นควบคุมโรค-รักษาความเชื่อมั่น

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๑ มกราคม ๒๕๖๔

สาธิต ปิตุเตชะ ชี้แจงนโยบายรัฐบาลในการรับมือโควิด-19 โดยเน้นการควบคุมการแพร่ระบาดควบคู่กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ พร้อมยกตัวอย่างจากจังหวัดต่าง ๆ ทั้งชลบุรี สมุทรสาคร และระยอง เพื่อแสดงความท้าทายจากคลัสเตอร์การพนันและผลกระทบต่อชีวิตประชาชน ย้ำความจำเป็นในการควบคุมเข้มข้นในพื้นที่เสี่ยง และยืนยันเจตนาดีของรัฐในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบผ่านมาตรการเศรษฐกิจและการสอบสวนโรคอย่างมีประสิทธิภาพตามบริบทของแต่ละพื้นที่

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุขได้มาตอบคำถามกระทู้ถามสดของเพื่อนสมาชิกนะครับ คุณหมอเรวัต วิศรุตเวช ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีรวมไทย ผมเข้าใจว่าที่ท่านได้ลำดับเหตุการณ์แล้วก็ สถานการณ์การติดเชื้อโควิด-๑๙ (Covid-19) ในประเทศเราจนมาถึง ณ ปัจจุบันนี้ เพื่อนำไปสู่คำถาม ๒-๓ ข้อ ผมเรียนในเบื้องต้นนะครับว่า นโยบายของรัฐบาลในการที่จะ ต่อสู้กับโควิด (COVID) เรามียุทธศาสตร์ใหญ่ ๆ อย่างนี้นะครับว่าเราพยายามที่จะเดินหน้า ลดการติดเชื้อ เราพยายามที่จะเดินหน้าลดการเสียชีวิตพร้อมกันไปกับการเดินหน้าเรื่อง เศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนที่สุดในเรื่องใหญ่ ๆ เหล่านี้ก็ทำคู่ขนานกันไป แต่ในการบริหารจัดการกับ การควบคุมโรค กับเรื่องของเศรษฐกิจมันมีมุมมองทั้งเพื่อนสมาชิกเอง ท่านคุณหมอเรวัต หรือมุมมองของพี่น้องประชาชนที่อาจจะมีมุมมองแตกต่างกันใน ๒ มิติ

อันแรก ก็คือว่าถ้าเราจะวางมาตรการให้ควบคุมโรคให้เสร็จเด็ดขาดในบาง พื้นที่ก็จำเป็นต้องมีมาตรการที่มีความเข้มงวดเพราะโรคระบาดมันเป็นเรื่องของการเดินทาง ของเชื้อที่ติดอยู่กับคน เมื่อมีการวางมาตรการไม่ให้มีการเดินทางได้สะดวก แน่นอนที่สุด นะครับทั้งความเชื่อมั่น ทั้งการทำธุรกิจ และการใช้ชีวิตปกติประจำวันก็กระทบกับ การดำเนินการในเรื่องของทางการเงิน ในเรื่องของทางเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาล ได้มีประสบการณ์ในการต่อสู้กับโควิด (COVID) ในรอบแรกเหมือนที่ท่านได้ลำดับมา แล้วเราก็มาพบกับโควิด (COVID) ระลอกใหม่ ซึ่งในส่วนของระลอกใหม่เราก็ยังขับเคลื่อน ในการที่จะพยายาม เขาเรียกว่าการแก้ไขปัญหาในการควบคุมโรคแบบเหมือนกับการรักษา มะเร็งที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น คือการให้คีโม (Chemo) ที่ตรงเป้า เพื่อให้ไม่ให้มี ผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจในภาพรวม แต่แน่นอนที่สุดครับคุณหมอเรวัตทราบดีว่าทั้งเรื่อง มาตรการหรือทั้งเรื่องข้อกำหนดที่เรากำหนดขึ้น ไม่สำคัญเท่าความเชื่อมั่นของพี่น้อง ประชาชนในเรื่องของการป้องกันตัวเองหรือการกลัวที่จะติดเชื้อในโรคระบาดนี้ เพราะฉะนั้น ในเรื่องของการขับเคลื่อนหรือการดำเนินงานในเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในรอบนี้ จึงมีผลกระทบทั้งในแง่มาตรการถึงแม้ว่าบางพื้นที่มาตรการอาจจะไม่เข้มข้น แต่เราก็อาจจะ พบว่ามีผลกระทบในแง่เชิงเศรษฐกิจเนื่องจากความเชื่อมั่นของคนที่จะเดินทางจากพื้นที่หนึ่ง ไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง ผมยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่จังหวัดชลบุรีขณะนี้ ท่านก็ทราบดีว่าอำนาจ ในการที่จะวางมาตรการขณะนี้ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อในแต่ละจังหวัด ซึ่งคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อในแต่ละจังหวัดก็มีอำนาจ มีหน้าที่ที่จะวางมาตรการ เพื่อป้องกัน เพื่อที่จะควบคุมตัวเลขที่มีผู้ติดเชื้อที่สูงและน้อยหรือมากแตกต่างกันออกไป ที่ยกตัวอย่างในส่วนของชลบุรี เนื่องจากว่าประกาศคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อ ในจังหวัดชลบุรีไม่ได้ประกาศปิดโรงแรมนะครับ แต่ในขณะเดียวกันในช่วงแรก ๆ ในคลัสเตอร์ (Cluster) บ่อนในจังหวัดชลบุรีมีตัวเลขผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้น จึงทำให้ความเชื่อมั่น ของคนที่จะเดินทางไปจังหวัดชลบุรีนั้นแทบจะเป็น ๐ นะครับ เราก็จะเห็นภาพ ผู้ประกอบการโรงแรมในจังหวัดชลบุรีในพัทยาว่ามีความเงียบเหงาเป็นอย่างมาก ซึ่งอันนี้ ก็อาจจะไม่เกี่ยวกับมาตรการแต่เกี่ยวกับความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนซึ่งเราก็ต้องถือว่า เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นตามมาตรการหรือตามนโยบายที่รัฐบาล ได้เดินหน้า แล้วก็ควบคุมโรคระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่เดินหน้ามาถึงขณะนี้ ผมเรียนว่าเราเดินหน้าใน ๓ ยุทธศาสตร์ใหญ่ ก็คือเราลดการติดเชื้อ เราลดการเสียชีวิต แล้วก็เดินหน้าควบคู่กับเรื่องเศรษฐกิจไปด้วย หนึ่งในการยกตัวอย่างการจัดการที่ภายใต้ ยุทธศาสตร์นี้ก็คือตัวเลขคลัสเตอร์ (Cluster) ที่ ๒ ที่ต่อจากสมุทรสาครนะครับ สมุทรสาคร ท่านก็ทราบดีว่าเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ที่ท่านบรรยายว่ามาจากแรงงานต่างด้าวที่เรายังไม่มี ข้อสรุป ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เราอนุมานได้ว่าหญิงอายุ ๖๗ ปีที่มีอาการและมาพบแพทย์และ ตรวจพบเชื้อน่าจะอนุมานได้ว่ามาจากแรงงานต่างด้าวเพราะว่าในตลาดกลางกุ้งนั้นมีแรงงาน ต่างด้าวจำนวนมาก ในจังหวัดสมุทรสาครเองมีแรงงานต่างด้าวทั้งผิดและถูกกฎหมาย ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ คน

ส่วนคลัสเตอร์ (Cluster) ที่ ๒ ก็คือคลัสเตอร์ (Cluster) บ่อนการพนัน ที่เริ่มต้นที่จังหวัดระยอง ซึ่งผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่นะครับ กระจายตัวมายัง จังหวัดชลบุรี จังหวัดจันทบุรี ซึ่งคลัสเตอร์ (Cluster) นี้ส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นคลัสเตอร์ (Cluster) จากบ่อนการพนันทั้งสิ้นนะครับ เพราะว่านักเล่นบ่อนการพนัน ก็นอกจากเดินทางไปเล่นในแต่ละจังหวัดก็สามารถที่จะเดินสายไปรอบ ๆ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือว่าคลัสเตอร์ (Cluster) บ่อนการพนันนั้น การสอบสวนโรคของเรา เราไม่ได้รับความร่วมมือ แล้วเราก็ตามหลังผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือสัมผัสเสี่ยงสูงกับในสถานที่ ที่เป็นซุปเปอร์สเปรดเดอร์ (Super Spreader) ในบ่อนการพนันที่แพร่เชื้อ แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็เดินหน้าที่จะควบคุมในประกาศ ๕ จังหวัด เดิมเราประกาศ ๒๘ จังหวัดควบคุม สูงสุด แต่ว่ากระทรวงสาธารณสุขก็พยายามมุ่งเป้าคลัสเตอร์ (Cluster) ในส่วนของคลัสเตอร์ (Cluster) บ่อนการพนันใน ๕ จังหวัด รวมทั้งจังหวัดสมุทรสาครว่าควรจะเป็น ๕ จังหวัด นอกจากควบคุมสูงสุดแล้วต้องเป็น ๕ จังหวัดที่ต้องเข้มงวดพิเศษในมาตรการต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในส่วนของ ๕ จังหวัดนี้จึงมีความจำเป็นที่ต้องออกมาตรการที่พิเศษ เหมือนที่ ท่านเรียนว่าคล้าย ๆ กับล็อกดาวน์ (Lockdown) หรือกึ่งล็อกดาวน์ (Lockdown) แต่คำว่า ล็อกดาวน์ (Lockdown) หรือกึ่งล็อกดาวน์ (Lockdown) หรืออะไรก็ตามนะครับ มันก็มี ความแตกต่างกันในความหมายหรือนิยามในแต่ละประเทศนะครับ ประเทศสิงคโปร์อาจจะ ใช้คำว่าเซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit breaker) ประเทศอังกฤษอาจจะใช้คำว่าเทียร์ ๓ (Tier 3) เทียร์ ๔ (Tier 4) ประเทศสก็อตแลนด์อาจจะใช้คำว่าเทียร์ (Tier) เหมือนกัน แต่ทั้งหมดนี้เป็นการกำหนดมาตรการเพื่อปิดกั้นการแพร่ระบาดเชื้อของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในแต่ละประเทศ รัฐบาลก็เดินหน้าในส่วนของการที่จะควบคุมการป้องกันพื้นที่ ที่มีความเสี่ยงสูงใน ๕ จังหวัด มาตรการเดินทางเข้าออกมีการตั้งด่านตรวจนะครับ แต่ว่า จะตรวจขาเข้าหรือตรวจขาออก จะดำเนินการอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายความมั่นคงและ กระทรวงมหาดไทยที่จะไปดำเนินการ ผมเรียนสรุปสั้น ๆ กับท่านว่าในเขต ๕ จังหวัดควบคุม สูงสุดและเข้มงวด จนถึงขณะนี้ที่ผมใช้คำว่าขอเจ็บแต่จบ เจ็บแต่จบเร็ว เจ็บหมายความว่า มาตรการก็ต้องมีความรุนแรงเข้มข้นมากกว่าที่อื่น เหมือนที่ท่านอาจจะยกตัวอย่างที่เดินทาง ไปภูเก็ต อันนั้นเดี๋ยวมาว่ากันอีกทีหนึ่งว่าประกาศในแต่ละจังหวัดมีความแตกต่างกันอย่างไร แต่คำว่าเจ็บแต่จบเร็ว วันนี้ผมเรียนกับท่านได้เลยครับว่าใน ๔ จังหวัดควบคุมสูงสุดและ เข้มงวดเป็นพิเศษ ยกเว้นสมุทรสาครนะครับ ใน ๔ จังหวัด ระยอง ชลบุรี จันทบุรี ตราด และเพิ่มสมุทรปราการเข้ามาด้วยนะครับ อาจจะมีฉะเชิงเทราที่มีสะเก็ดไฟเล็กน้อยที่ไปโผล่ ที่ฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี ขณะนี้ในส่วนของจังหวัดเหล่านี้ ผมเรียนกับท่านว่ารัฐบาล สามารถควบคุมโรคระบาดไว้ได้เรียบร้อยแล้วนะครับ ที่ผมพูดอย่างนี้เนื่องจากว่าเราตาม กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงหรือเสี่ยงกลางได้ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่อาจจะมีหลงเหลือ ในส่วนของการที่สัมผัสวงก่อน ๆ ที่จะมาถึงวงที่เราตรวจพบ แต่เราก็ตรวจเชิงรุกในส่วนของ ๕-๖ จังหวัดนี้ไปกว่า ๕๐,๐๐๐ เคส (50,000 Case) นะครับ แล้วก็ยังพบอย่างประปราย วันนี้ที่ผมเรียนกับท่านว่าเราสามารถควบคุมในส่วนนี้ที่เป็นพิเศษได้แล้ว แต่เราก็ไม่ได้ส่ง สัญญาณหรือสื่อสารกับพี่น้องประชาชนว่าต้องเสพติดกับคำว่า ๐ เราส่งสัญญาณว่าวันนี้ ถ้าสมมุติเกิดเคส (Case) ที่มันเป็นสะเก็ดไฟ เป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ที่อาจจะเริ่มต้น หรือเป็นสะเก็ดไฟจากสมุทรสาครไปที่ไหน ในโซน (Zone) เขตสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ ๖ ทีมเราสามารถที่จะตามไปควบคุมสอบสวนโรคให้เสร็จภายใน ๔๘ ชั่วโมง และไม่ให้ แพร่กระจายไปในกลุ่มที่เป็นซุปเปอร์สเปรดเดอร์ (Super Spreader) ได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมมีความมั่นใจว่าตามมาตรการที่เราเดินหน้ามาขณะนี้เราสามารถทำได้สำเร็จ แต่แน่นอนที่สุดนะครับว่าในส่วนของสมุทรสาคร หรือที่จะมีผู้ติดเชื้อในตัวเลขที่บางครั้ง อาจจะสูง บางครั้งอาจจะต่ำ ก็ขึ้นอยู่กับการตรวจเชิงรุกที่เราจะต้องตรวจเชิงรุกให้มากที่สุด เพราะเราทราบว่าในสถานการณ์ที่เราพบผู้ติดเชื้อตามหลังผู้แพร่ระบาดในวง ๒-๓ วงก่อน มันจำเป็นต้องมีการตรวจเชิงรุกให้มากที่สุด เพราะเราจะพบว่าเป็นผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ ที่ซ่อนอยู่ในชุมชน เราจึงจำเป็นต้องไปตรวจเชิงรุกเพื่อหาผู้ติดเชื้อให้ได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นผมตอบคำถามท่านว่าโดยมาตรการเราได้ดำเนินการมาอย่างถูกต้อง แล้วก็ จะสามารถควบคุมได้ในที่สุด

ส่วนคำถามของท่านใน ๒-๓ ข้อนะครับ เรื่องรัฐบาลสอบสวนหาผู้กระทำผิด เรื่องบ่อน เรื่องแรงงานต่างด้าวได้หรือไม่ ผมคิดว่าอันนี้ผมไม่สามารถตอบแทน ท่านนายกรัฐมนตรีได้ ก็ต้องเรียนกับท่าน ต้องขออภัยท่านนะครับ เพราะอันนี้ก็เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงที่ต้องไปดำเนินการ ส่วนเรื่องมาตรการเยียวยา ๓,๕๐๐ บาท ท่านก็ต้องถามกระทรวงการคลัง แต่ผมเรียนว่ารัฐบาลและกระทรวงการคลัง มีเจตนาดี เพราะเราพบว่าเหมือนที่ท่านเรียนให้ทราบนะครับว่ามีความเดือดร้อน ของประชาชนในทุกหย่อมหญ้า รัฐบาลจึงจำเป็นที่ต้องไปเยียวยาเพื่อบรรเทาอาการ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน หนึ่งในการที่จะบรรเทาความเดือดร้อนคือเงินที่จะมี จับจ่ายใช้สอย มาตรการ ๓,๕๐๐ บาท หรือมาตรการที่จะออกไปแต่ละมาตรการต่อไปนี้ล้วน แล้วแต่มาจากการที่เราคำนึงถึงความเดือดร้อนในทางเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น

แล้วสุดท้ายก็คือว่าส่วนการกักตัวและมาตรการในแต่ละจังหวัดนั้นเดี๋ยวค่อย ตอบกันเป็นรายจังหวัดว่าท่านมีความขัดข้องตรงไหนจะได้แจ้งให้กัน แต่อยู่ภายใต้ การดำเนินการในการที่จะควบคุมโรคของเรา ภายใต้การลดการติดเชื้อ ลดการเสียชีวิตและ เดินหน้าเศรษฐกิจครับ ขอบพระคุณครับ