สุชาติ ชมกลิ่น ชี้แจงวัตถุประสงค์นโยบายการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และส่งเสริมการจดทะเบียนแรงงานทั้งที่มีและไม่มีนายจ้าง โดยเน้นการลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเสริมสร้างความมั่นคงของข้อมูลแรงงานต่างด้าว พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันที่แรงงานผิดกฎหมายส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดิมที่ไม่ได้ต่อ MOU ขณะที่แรงงานใหม่มีจำนวนไม่มาก และย้ำความคืบหน้าการลดค่าตรวจโรคเหลือไม่เกิน 2,300 บาท รวมถึงเหตุผลด้านต้นทุนและประโยชน์ของการจัดทำประกันสุขภาพสำหรับแรงงานต่างด้าวที่อยู่นอกระบบ โดยชี้ว่ามีการลดภาระค่าใช้จ่ายและมีกลไกคืนเงินเมื่อเข้าสู่ระบบประกันสังคม ทำให้ไม่เป็นภาระต่อทั้งนายจ้างและรัฐ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ขออนุญาตชี้แจงคำถามของเพื่อนสมาชิกนะครับว่าค่าใช้จ่าย ในการตรวจโรคหรือค่าดำเนินการในการที่จะให้คนงานต่างด้าวที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบ ผมจะเรียนอย่างนี้นะครับว่านโยบายรัฐบาลในเรื่องนี้ การที่เราทำเรื่องนี้วัตถุประสงค์มี ๓ ประเด็น
ประเด็นแรกที่ได้คือทำให้การควบคุมโรคแพร่ระบาดโควิด (COVID) สามารถ เจาะเชิงรุกเชิงลึก ๆ ลงไปได้ว่าแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้อยู่ในระบบเอาขึ้นมาสู่ระบบเพื่อตรวจ โควิด (COVID) ให้ได้
เรื่องที่ ๒ ที่นโยบายเรื่องนี้ทำไปแล้ว เรื่องที่ ๒ ที่ได้คือจากการขึ้นทะเบียน ขอตอบข้อนี้ไปเลยทีเดียว การขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ณ ปัจจุบันตั้งแต่เราเปิดให้ขึ้น เมื่อวันที่ ๑๕ ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้นะครับ มีขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่มีนายจ้างประมาณ ๑๐๐,๘๕๔ คน แรงงานต่างด้าวที่ไม่มีนายจ้างประมาณ ๗,๐๐๐ คน ตรงส่วนนี้ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าถ้าเราไม่เอาคนเหล่านี้ขึ้นมาสู่ในระบบ นายจ้างประมาณ ๓๐,๐๐๐ ราย ที่มีลูกจ้างอยู่ ๑๐๐,๐๐๐ คนที่ขึ้นทะเบียนตอนนี้ นายจ้างก็ต้องมีผลกระทบ อีก ๓๐,๐๐๐ ราย ถ้ามีการดำเนินหรือการตรวจ ตรวจแล้วก็มีการดำเนินคดีนี่นายจ้างก็จะ ทำให้ธุรกิจที่เขาเดินอยู่มันกระทบไปด้วย เพราะเราไม่ได้ให้นำเข้าเอ็มโอยู (MOU) ในช่วงนี้ นะครับ ในส่วนนี้ก็คือเป็นการทดแทนแรงงานที่นายจ้างหรือผู้ประกอบการยังจำเป็นต้อง ใช้อยู่ นี่คือข้อที่ ๒
ข้อที่ ๓ คือเรื่องของความมั่นคงในเรื่องของแรงงานต่างด้าว ซึ่งอยู่ใน ประเทศไทย เราจะได้บุคคลเหล่านี้ขึ้นมาสู่ในระบบ ขึ้นสู่ของดาต้า (Data) ข้อมูลต่าง ๆ ว่า เขาทำงานที่ไหน นายจ้างชื่ออะไร พักอยู่ตรงไหน รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ในส่วนนี้ คือสิ่งที่เราทำนโยบายเรื่องการขึ้นทะเบียนต่างด้าวได้ ๓ ข้อนี้นะครับ
ผมกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าแรงงานต่างด้าวที่หลาย ๆ ท่านได้กลัวกันว่า มีการเข้ามาจำนวนเยอะมากมายเป็นแสน ๆ คน ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าแรงงานต่างด้าว ที่ผิดกฎหมายหรือแรงงานเถื่อนที่ผ่านมามีหลายกลุ่มนะครับ กลุ่มที่ผมวิเคราะห์ให้ทราบ นะครับว่ากลุ่มหลัก ๆ คือกลุ่มที่มีเอ็มโอยู (MOU) แล้วก็ไม่ได้ต่อเอ็มโอยู (MOU) หรือผิดนายจ้าง กลุ่มนี้เป็นหลักแสนแน่นอน แต่กลุ่มนี้คืออยู่ในประเทศไทยก่อนที่จะเกิด โควิด (COVID) ส่วนกลุ่มที่จะเข้ามานี่ผมเชื่อว่ามีแค่หลักหมื่น เช่น วันนี้แรงงานต่างด้าว ที่ไม่มีนายจ้างมีลงทะเบียนแค่ ๗,๐๐๐ คน สังเกตไหมครับว่าถ้ามีนายจ้างมี ๑๐๐,๐๐๐ คน ไม่มีนายจ้างมีแค่ ๗,๐๐๐ คน นี่คือประเด็นที่ผมกำลังนำมาวิเคราะห์นะครับ
ในส่วนที่ถามเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าตรวจโรคนะครับ เมื่อวานนี้ผมมีการประชุม คณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าว โดยท่านรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขมาประชุมด้วย ก็ได้ตกผลึกในราคาค่าตรวจโรคโควิด (COVID) ก่อน โดยทางกระทรวงสาธารณสุขนั้น ก็จะอนุญาตให้กับโรงพยาบาลที่เป็นเอกชนก็ได้ หรือโรงพยาบาลที่มีการได้รับรองห้องแล็บ (Lab) จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ค่าตรวจนั้นก็ให้อยู่ในราคาของการประกาศ ราคาประกาศของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์นั้นอยู่ประมาณ ๒,๒๐๐ บาท หรือ ๒,๓๐๐ บาท ในส่วนนี้จาก ๓,๐๐๐ บาท นั่นคือการประเมินไว้เบื้องต้นว่าไม่น่าเกินจากนี้ แต่เมื่อวานนี้ ตกผลึกแล้วว่าประมาณไม่เกิน ๒,๓๐๐ บาท ส่วนนี้ก็จะลดไป
ในส่วนของการที่จะต้องทำประกันสุขภาพ ๓,๒๐๐ บาทนั้นนะครับ ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าแรงงานต่างด้าวเหล่านี้เป็นแรงงานต่างด้าวเถื่อนที่นำขึ้นสู่ระบบ หรือผิดกฎหมาย เราไม่เคยได้รับภาษีจากแรงงานกลุ่มนี้นะครับ แล้วถ้าเกิดเราตรวจโควิด (COVID) ตอนที่จะทำบัตร แล้วสมมุติตรวจเจอเชื้อโควิด (COVID) ขึ้นมา ค่ารักษาจะเอา ตรงส่วนไหน จะเอาเงินภาษีพี่น้องประชาชนทั้งประเทศมารักษาตรงนี้ มันก็เป็นอะไร ที่ไม่ถูกที่ควร ถูกไหมครับ เราก็เลยมีการตรวจมีการทำประกันสุขภาพที่ ๓,๒๐๐ บาท แต่อย่าลืมนะครับว่าการทำประกันสุขภาพนั้น ถ้าแรงงานต่างด้าวที่อยู่นอกระบบแล้วขึ้น สู่ระบบ แล้วพอเขาไปทำงานเข้าสู่ระบบประกันสังคม เขาจ่ายเงินสมทบประกันสังคม ได้ ๓ เดือน เขาเองก็จะขอคืนตรงนี้จากกระทรวงสาธารณสุข เขาจะคืนให้เพราะถือว่า คุณอยู่ในระบบประกันสังคมแล้ว แต่ถ้าแรงงานประเภทเกษตรซึ่งไม่ได้อยู่หรือเป็นแม่บ้าน ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ถ้าเขาเจ็บป่วยค่ารักษาต่าง ๆ จะเอาตรงไหน นี่คือสิ่งหนึ่ง ที่ผมกำลังชี้แจงให้กับหลาย ๆ ส่วนที่ถามผมมา ค่าใช้จ่ายผมจะเรียนอย่างนี้นะครับ เอ็มโอยู (MOU) นำเข้านี่เขาแพงกว่าเราแน่นอน แพงกว่าเคส (Case) นี้แน่นอน เพราะเอ็มโอยู (MOU) นำเข้านี่เขาต้องมีค่าหนังสือเดินทางจากต้นทาง เขามีค่าดำเนินการของประเทศ ต้นทางอีกหลายพัน เขาต้องมีค่าตีวีซ่า (Visa) ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอีก ๑,๙๐๐ บาท ตรงส่วนนี้ที่เขาต้องเสียมากกว่าการทำบัตรชมพู การทำบัตรชมพูนั้น หรือการที่นำคนงานต่างด้าวที่อยู่นอกระบบขึ้นสู่ในระบบ เขาจะไม่เสียค่าตรวจคนเข้าเมือง ๑,๙๐๐ บาท แล้วเขาก็ไม่เสียค่าใช้จ่ายต้นทางเลยนะครับ เบ็ดเสร็จแล้วนี่ ๙,๑๘๐ บาท นี่คือทั้งระบบ แต่ถ้าเกิดว่าเราลดจากการตรวจโควิด (COVID) ไปแล้ว จาก ๓,๐๐๐ บาท ลดออก ๗๐๐ บาท เหลือ ๒,๓๐๐ บาท ตรงนี้ก็เหลือแค่ ๘,๐๐๐ กว่าบาทนะครับ ตกปีละ ๔,๐๐๐ กว่าบาทนะครับ ตรงส่วนนี้ผมถือว่าไม่แพง แล้วก็ผมเชื่อว่านายจ้างที่มีลูกจ้างที่ผิดกฎหมายเอาขึ้นสู่ระบบนี่ เขายินดีที่จะจ่าย เหตุผลเพราะอะไรครับ เพราะเขาทำงาน เขาจะได้เดินหน้าธุรกิจของเขาได้ เต็มตัว เพราะถ้าเกิดเขามีแรงงานต่างด้าวที่ผิดอยู่ในมือ อยู่ในสถานที่ประกอบการ เขาจะ ทำงาน เขาก็กล้า ๆ กลัว ๆ ถูกไหมครับ เขาก็ไม่สามารถเดินธุรกิจของเขาได้เต็มที่ ในส่วนนี้ ผมถือว่าคุ้มค่านะครับ แล้วก็ถ้าเกิดแรงงานนั้นเข้าสู่ระบบประกันสังคมก็ได้รับเงินคืนอีก ๓,๒๐๐ บาท ลบ ๕๐๐ บาท ก็ประมาณ ๒,๗๐๐ บาท ถูกไหมครับ ตรงส่วนนี้ก็ทำให้เขา ลดลงไปอีกนะครับ เงินก็จะใช้จ่ายแค่ไม่ถึง ๙,๑๘๐ บาทแน่นอนนะครับ ในส่วนนี้ขออนุญาต ชี้แจงแล้วก็มีตรงส่วนไหนที่ผมยังตกหล่นอีกไหมครับ