สฤษดิ์ บุตรเนียร หารือผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ที่ส่งผลต่อทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสุขภาพจิตในหลายพื้นที่ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการร่วมมืออย่างเป็นระบบระหว่างภาครัฐ สถานศึกษา องค์กรท้องถิ่น และภาคประชาชน ทั้งในด้านการควบคุมโรค การรักษา การเข้าถึงวัคซีน การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการเสริมสร้างความตระหนักรู้เรื่องการดูแลตนเอง พร้อมเรียกร้องให้มีการจัดการข้อมูลอย่างทันท่วงที โปร่งใส และการสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันเพื่อรับมือสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ อําเภอกบินทร์บุรี อําเภอนาดี พรรคภูมิใจไทยครับ จากวิกฤติของโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งได้กลับมาอีก ๑ รอบ ผมคิดว่ามันเริ่มต้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เพียงเดือนเดียวครับ กระจายไปถึง ๓๒ จังหวัดซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก มิใช่เพียงแต่ด้านสุขภาพร่างกายเท่านั้น แต่วันนี้มันกระทบไปถึงปากท้อง เศรษฐกิจ ปัญหาอาชีพการงาน จนต่อเนื่องไปถึง สุขภาพจิตซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวครับ เพราะวิกฤติครั้งนี้มันเป็นวิกฤติโลก ทุกประเทศ ทุกจังหวัด ทุกตําบล หมู่บ้านหมดเลยครับ มันกระทบทุกคนในแผ่นดินไทย คนไทยทุกคน ต้องหันมาช่วยกันแก้ปัญหาครับ ช่วยกันบริหารจัดการว่าทําอย่างไร มันจะแก้ปัญหาได้ เราคงไม่อยากจะมาพูดกันถึงว่าปัญหามันมาจากไหน ต่างด้าวหรือคนไทย เชื้อโรคมันไม่มี สัญชาติหรอกครับ มันอยู่ได้กับทุก ๆ คนนั่นละ ดังนั้นเราควรจะมองภาพแบบองค์รวม คิดแบบองค์รวม แล้วร่วมแก้ปัญหาทํางานกันแบบองค์รวม เพื่อจะแก้ปัญหาไปด้วยกัน เพราะปัญหานั้นเราจะแก้เพียงคนใดคนหนึ่งไม่ได้ แต่ขั้นต้นเราทําอย่างไรเราจะควบคุม โควิด (COVID) ได้ก่อน ทําอย่างไรจะควบคุม และถ้าเป็นแล้วเราจะรักษาอย่างไร จะเข้าควอรันทีน (Quarantine) แบบไหน และถ้าติดแล้วตอนนี้ที่ดีที่สุดเราก็ต้องรอวัคซีนครับ แต่เมื่อไรล่ะ ยังไม่มีใครบอกได้เลยครับ แล้วเราจะแก้ปัญหาเป็นระยะต่อไปว่าทําอย่างไร จะแก้ปัญหา จะเยียวยา จะฟื้นฟู จะแก้ปัญหาปากท้อง อาชีพ ยังเป็นเรื่องใหญ่มากครับ ที่ทุกคนต้องหันหน้ามา ดังนั้นผมในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคภูมิใจไทย มีความห่วงใยทุกภาคส่วน ดังนั้นผมก็จะมีข้อเสนอแนะหรือเป็นข้อที่อยากจะส่งเสริม ให้กําลังใจและการทํางานทุกคนครับ ทุกคนเหนื่อยลําบาก แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับ คําแนะนําที่จะบอกในส่วนต่าง ๆ ก็คือในภาคประชาชนครับ ทุกคนต้องตระหนักในหน้าที่ของ ตนเองก่อน ก่อนที่จะขอให้ใครช่วย เราต้องช่วยตัวเราเองก่อนครับ
ดังนั้นผมอยากวิงวอนครับ ทุกคนในแผ่นดินไทยต้องปฏิบัติตนให้ถูกต้อง เราก็วางกันอยู่แล้ว ๑. ใส่หน้ากาก มีแอลกอฮอล์ ล้างมือทุกชั่วโมงถ้าเป็นไปได้ เว้นระยะห่าง ลดภารกิจที่จะทําดีที่สุด และผมอยากจะมุ่งไปที่โรงเรียนครับ ซึ่งเป็นทั้งประชาชน เยาวชน และสถานศึกษา ซึ่งมีกลุ่มนี้ละครับ มีโรงเรียนไม่ว่าจะเป็น สพฐ. ไม่ต่ํากว่า ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมกันทุก ๆ ที่ผมคาดว่าเกือบถึง ๔๐,๐๐๐ สถาบัน ตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม จนถึงมหาวิทยาลัย จํานวนไม่ต่ํากว่า ๑๐ ล้านคนทีเดียวนะครับ ที่อยู่รวมกัน อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็กเล็ก ซึ่งเว้นไม่ได้เลยครับ เด็กมาโรงเรียน คุณครูก็ต้องเข้าไปกอด เข้าไปจับ มันไม่สามารถจะเว้นระยะด้วยธรรมชาติของการดูแลเด็ก ซึ่งปัญหานี้ละครับ เป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่มาก ดังนั้นผมอยากให้ภาคส่วนต่าง ๆ หน่วยราชการที่รับผิดชอบอยู่ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการได้หันมามองเด็ก ๆ เหล่านี้ ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงปีใหม่ มีกิจกรรม มีนันทนาการต่าง ๆ มากมาย ซึ่งโรงเรียนต่าง ๆ ก็คงจะประกาศงดเว้นกันไปแล้ว แต่ไม่ใช่ เพียงเท่านี้ครับ อุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นแอลกอฮอล์ หน้ากากอนามัยล่ะครับ ครั้งที่แล้วที่ผ่านมา รอบแรกก็มีแต่คําสั่งให้โรงเรียนปฏิบัติการ หน่วยงานต้องทําอย่างนั้น ต้องทําอย่างนี้ เข้าไปตรวจ แต่อุปกรณ์ล่ะครับ ได้เคยมองบ้างไหมว่าควรจะให้อย่างไรบ้าง ระดับชุมชนหมู่บ้านครับ ซึ่งโดยเฉพาะ ต่างจังหวัดเรานี่ก็มีสังคมที่อบอุ่น เรามีจุดเด่นวัฒนธรรม เรามีความรักเป็นพี่เป็นน้องกัน ตรงนี้ละครับ ซึ่งเป็นภาคสังคมซึ่งเรามองเห็นว่า เรามี อสม. ที่เข้มแข็งครับ มีบุคลากรที่เก่ง ที่ผ่านครั้งที่แล้วมาแล้วนี่ เรามีกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน มีองค์การบริหารส่วนตําบล โดยเฉพาะวันนี้ เรามีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ได้รับเลือกตั้งมาใหม่ ๆ เรามีสมาชิกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดซึ่งผมคิดว่าตรงนี้ละครับน่าที่จะหันหน้าเข้ามาร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นวัด โรงเรียน บ้าน ห้างร้าน บริษัทต่าง ๆ ควรจะเข้ามาจับมือผนึกกําลังกันเถอะครับ เพราะรัฐคนเดียว รัฐบาลอย่างเดียวนั้นคงไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาทั้งหมดได้ ถ้าหากว่า ห้างร้าน บริษัท วัด โรงเรียนหรือภาคสังคม อย่าง อสม. ร่วมมือจับมือกัน เราเชื่อว่า โอกาสครั้งนี้ละครับจะทําให้เรารอดพ้นจากโควิด (COVID) ดังที่ท่านหลาย ๆ ท่านกล่าวไว้ นะครับบอกว่าตอนนี้ภาครัฐบาลก็เช่นเดียวกัน ทุกกระทรวง ทบวง กรม ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ควรจะมีการประสานงานกันอย่างเข้มงวดกวดขันจริง ๆ หันมือเข้ามาจับมือร่วมกันครับ เราคงไม่แบ่งเป็นภาคส่วน เราเชื่อว่าเรามีการแพทย์ ที่มีคุณภาพอยู่แล้ว ดังนั้นถ้ารัฐบาลจริงจังแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่มาโทษกัน โดยเฉพาะเอาวันนี้ หรือกฎหมายแรงงานเราก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นแรงงานเถื่อน แต่ทําไมล่ะครับ อย่างที่ท่านรังสิมา รอดรัศมี ขอเอ่ยนามนะครับ อีกทั้งท่านสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ก็ได้ กล่าวกันว่าตรงนี้ล่ะครับท่านแรงงานในโอกาสหนึ่งเราก็ต้องการเขา เขาเป็นส่วนหนึ่ง ในการที่จะมาพัฒนาเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน แต่พอวันนี้มีปัญหาขึ้นมาเราก็โทษเขาอย่างเดียว เราจะมัวโทษกันทําไมล่ะครับ จับแรงงาน ตอนนี้ก็ไม่ใช่พม่าอย่างเดียวครับ ไหนจะ แรงงานเขมร แรงงานลาว จริง ๆ แล้วเราก็ต้องการเขามาเป็นแรงงาน ทําให้เศรษฐกิจเรา เคลื่อนตัวไปได้ในอนาคต ดังนั้นผมเชื่อว่ารัฐบาลควรจะจริงจัง และจัดข่าวสาร ซึ่งตอนนี้ ข้อมูลข่าวสารล่าช้า ควรจะรวดเร็วและชัดเจน กระชับส่งให้กับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้นําในจังหวัดนั้น ๆ ให้เป็นศูนย์กลางแห่งการช่วยเหลือ ระดมสรรพกําลังทุกอย่าง ที่มีอยู่ของเราในแต่ละจังหวัด ผมในนามของจังหวัดปราจีนบุรีขอสื่อข่าวไปยังท่าน ทุก ๆ ท่านในภาคส่วน ประชาชน สังคม และรัฐบาล ให้ร่วมจับมือกันเถอะครับ เพื่อแก้ผ่าวิกฤติครั้งนี้ให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนครับ ขอบพระคุณมากครับ