เอกภพ เพียรพิเศษ หารือการจัดการวิกฤตโควิด-19 ที่ยังคงเน้นการกำจัดให้เหลือศูนย์ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงเกณฑ์การล็อกดาวน์และการรองรับของระบบสาธารณสุขอย่างชัดเจน เพื่อลดความสับสนและผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคม รวมทั้งย้ำถึงความจำเป็นในการจัดสรรทรัพยากรสนับสนุนระบบสาธารณสุข ตรวจโควิด-19 อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และฟรี พร้อมเรียกร้องนโยบายที่ชัดเจนและรับผิดชอบในการจัดหาและกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึง
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย จากพรรคก้าวไกล ก่อนอื่นผมขอให้กําลังใจชาวไทยทุกท่าน แรงงานข้ามชาติ แล้วก็โดยเฉพาะชาวสมุทรสาคร ที่กําลังประสบปัญหาความเดือดร้อนอยู่ในตอนนี้นะครับ ผมอยากให้ทุกท่านมีความเชื่อมั่น ในระบบสาธารณสุขของประเทศไทย แล้วก็อยากให้ทุกคนขอบคุณ แล้วก็นับถือ ในความเสียสละของบุคลากรสาธารณสุขของประเทศไทยที่ทํางานอย่างหนักในปัจจุบันนี้นะครับ ปัญหาเรื่องของการระบาดของโคโรนาไวรัส (Coronavirus) เป็นสิ่งที่สภาของเราติดตามมา ตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลาร่วม ๑ ปีแล้วครับที่เราติดตามเรื่องนี้มา มีการอภิปรายในสภาเกี่ยวกับโคโรนาไวรัส (Coronavirus) หลายรอบ มีการติดตาม ในชั้นกรรมาธิการหลายคณะ จากวันนั้นจนถึงวันนี้วงการแพทย์เราเข้าใจเรื่องของ โคโรนาไวรัส (Coronavirus) มากขึ้น ถึงขนาดตอนนี้มีหลายประเทศเริ่มมีการฉีดวัคซีน กันแล้ว แต่สังเกตไหมครับว่าการรับมือกับโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ของประเทศไทยยังอยู่บน ฐานคิดเดิมเมื่อ ๑ ปีที่ผ่านมาอยู่เลย เรายังคงมองโคโรนาไวรัส (Coronavirus) เป็นภัย ความมั่นคง เป็นอริราชศัตรู เรายังคงมองโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ว่าต้องกําจัดไปให้ เหลือตัวเลขเป็น ๐ ไม่สามารถอยู่ร่วมกับโรคนี้ได้ ที่ผ่านมาร่วม ๑ ปีระบบสาธารณสุข ของเรามีการเตรียมการเตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง ตรงนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้อง ให้คําตอบ เรามีการเตรียมเตียงคนไข้ที่พร้อมสําหรับการรับมือผู้ติดเชื้อ มีการเตรียมชุดตรวจ มีการเตรียมหน้ากากอนามัย อุปกรณ์ป้องกันให้กับบุคลากรทางการแพทย์ มีการเตรียมยา รักษาโรคไว้ มีการเตรียมเครื่องช่วยหายใจ พร้อมกว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมาอย่างมาก สิ่งที่ผมย้ํา มาเสมอครับว่าเมื่อไรเราต้องล็อกดาวน์ (Lockdown) วันนี้มีการพูดกันครับ มีข่าวลือกัน มากมายว่าตรงนั้นจะต้องล็อกดาวน์ (Lockdown) ตรงนี้จะต้องล็อกดาวน์ (Lockdown) เรามีการพูดในสภาวันนี้หลายรอบว่าล็อกดาวน์ (Lockdown) ตรงนั้นล็อกดาวน์ (Lockdown) ตรงนี้ ผมต้องเรียนกลับไปที่ต้นเหตุครับว่าเราจะล็อกดาวน์ (Lockdown) ก็ต่อเมื่อผู้ติดเชื้อ มีแนวโน้มว่าจะเกินศักยภาพของระบบสาธารณสุขจะรับได้ ณ ตอนนี้บางจังหวัดมี ๕ คน ๔ คน ๘ คน ๑๐ คนบ้าง ยังอยู่ในศักยภาพของระบบสาธารณสุขที่จะรับมือได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้รัฐบาลต้องตอบครับว่าในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศมีความพร้อมที่จะรับมือ กับผู้ติดเชื้อต่อวันเท่าไร แล้วก็ต้องบอกให้ชัดเจนว่าเกณฑ์ของการล็อกดาวน์ (Lockdown) คืออะไร เมื่อไรจะต้องล็อกดาวน์ (Lockdown) ทําไมเราถึงต้องทํา และสิ่งที่ควรจะเน้น ให้ชัดคือว่าการล็อกดาวน์ (Lockdown) ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือโควิด (COVID) ครับ คือตอนนี้มีความสับสนอลหม่าน มีความกลัว มีข่าวลือไปหมด ซึ่งความกลัวของโควิด (COVID) นั้นเป็นการกลัวตัวโรคก็ส่วนหนึ่งครับ แต่อีกส่วนหนึ่งและส่วนใหญ่คือการกลัวว่า ถ้ามีผู้ติดเชื้อโควิด (COVID) เยอะ ๆ จะเกิดการล็อกดาวน์ (Lockdown) แล้วเขาจะต้องไป อดอยาก อดตาย ไม่มีเงินซื้อข้าว เราต้องกลับไปสู่สภาพที่ต้องไปแจกข้าว เราต้องไปแจกนมให้เด็ก ต้องไปแจกแก๊สให้บ้านประชาชนอีก
ตรงนี้ท่านประธานครับ ผมก็อยากจะบอกอีกครั้งว่าระบบสาธารณสุขของเรา มีประสิทธิภาพเพียงพอครับ ขอเพียงแต่มีการจัดสรรทรัพยากรให้บุคลากรให้ระบบสุขภาพ ดําเนินการตามระบบของเขาได้ อย่าให้มีการขาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ อย่าให้มีการขาด หน้ากากอนามัย อย่าให้มีการกักตุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ตรงนี้เราจะสามารถจัดการได้ สถานการณ์ปัจจุบันยังเป็นสถานการณ์ที่ถ้าตัดสินใจอยู่ด้วยบนพื้นฐานของสติปัญญาแล้ว เราจะเห็นว่าการติดเชื้อตรงนี้เป็นกลุ่มก้อนครับ อยู่ในบริเวณหนึ่งเป็นส่วนมาก แล้วก็ที่กระจายไปตามแต่ละจังหวัดนี่อยู่ในจํานวนที่เราสามารถติดตามและตรวจสอบ แล้วก็รวมถึงเฝ้าระวังได้ สิ่งที่ต้องเน้นย้ําไปทางรัฐบาลคือว่าคนที่มีความเสี่ยงทุกวันนี้คนกลัว ครับ ทําอย่างไรเมื่อคนที่เข้าใจว่าตัวเองมีความเสี่ยงอาจจะไปสัมผัสผู้ติดเชื้อเขาต้องได้รับ การตรวจโควิด (COVID) ฟรีครับ การตรวจได้เร็ว การตรวจได้เยอะ และการตรวจฟรีจะทํา ให้เราสามารถติดตามผู้ติดเชื้อแล้วก็ป้องกันการระบาดต่อได้
เรื่องของวัคซีนขณะนี้มีหลายประเทศฉีดวัคซีนไปแล้ว ประเทศไทยยังไม่มี กําหนดที่ชัดเจนว่าจะมีการฉีดเมื่อไร แต่มีตัวเลขที่บอกว่าเราจัดซื้อวัคซีนประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร ตามหลักวิชาการโควิด (COVID) โคโรนาไวรัส (Coronavirus) ต้องมีเฮิร์ด อิมมูนิตี (Herd Immunity) คือมีภูมิคุ้มกัน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรครับ แสดงว่าเราซื้อมาแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์อาจจะไม่เพียงพอ ถึงแม้ว่าไม่เพียงพอก็ตาม ณ ตอนนี้ ยังไม่ชัดเจนนะครับว่าจะมีการกระจายวัคซีนให้ใคร ให้คนกลุ่มไหน และให้ที่จังหวัดไหนบ้าง การรับมือกับโควิด (COVID) ต้องใช้ความรู้ทางการแพทย์และความเข้าใจ ไม่ใช่ความกลัว จนลนลานไปหมดแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ จากกรณีของโควิด (COVID) เราได้เห็นตัวอย่างที่ดี ของผู้นําต่างประเทศหลายประเทศ ------------------------------------------------------------------ - ๑ ๐ ๔ / ๑ ประชาชนคนไทยเฝ้าแต่มองดูข่าวต่างประเทศ แล้วก็อยากมีผู้นําแบบนั้นบ้าง สิ่งที่ผม อยากจะสื่อสารไปถึงคุณประยุทธ์นะครับ ผู้รับผิดชอบ ศบค. ให้มีความชัดเจนในการจัดการ ปัญหาโควิด (COVID) ครับ ถ้าจะล็อกดาวน์ (Lockdown) ก็ต้องมีการช่วยเหลือเยียวยา อย่าให้ประชาชนต้องอดตายเหมือนที่เป็นอยู่ในรอบแรก ถ้าจะใช้ระบบสาธารณสุขที่มี ประสิทธิภาพจัดการกับโควิด (COVID) ก็ต้องสนับสนุนทรัพยากรให้ทั่วถึงและให้เพียงพอ ผู้นําที่ดีครับ ต้องมีความรับผิดชอบและมีภาวะผู้นํา ขอบคุณครับ