วรภพ ชี้ปัญหาทุจริตแรงงานต่างด้าว หนุนแก้ซอฟต์โลนช่วยเอสเอ็มอี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๓

วรภพ วิริยะโรจน์ ชี้ปัญหาการระบาดเริ่มจากความล้มเหลวในการควบคุมแรงงานต่างด้าวและข้อบกพร่องของรัฐ พร้อมวิพากษ์มาตรการล็อกดาวน์ที่กระทบเศรษฐกิจและเอสเอ็มอีอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนเยียวยา จึงเรียกร้องให้ทบทวน พ.ร.ก. ซอฟต์โลนให้เอื้อต่อผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ได้รับผลกระทบจริง โดยเสนอให้ชดเชยความเสี่ยงสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เงินกู้เฉพาะกลุ่มรายย่อยไม่เกิน 5 ล้านบาท สนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และใช้วงเงินจาก พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาทที่เหลือกว่า 460,000 ล้านบาทอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม เพื่อป้องกันการผูกขาดโดยทุนใหญ่

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมอยากเริ่มต้นจากว่าจุดเริ่มต้นของการระบาดครั้งนี้ คือการที่รัฐบาลไม่มีมาตรการกักตัว แรงงานต่างด้าวอย่างเป็นระบบครับ ซึ่งเรื่องนี้ ศบค. ก็รู้เรื่องดีครับ แต่ว่าไม่เข้าใจสถานการณ์ ความเดือดร้อน มันก็เลยเกิดกระบวนการลักลอบนําเข้านี่ละครับ ซึ่งรัฐบาลก็ออกมายอมรับ แล้วครับว่ามันเกิดจากการที่มีเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตเกี่ยวข้องด้วย หักค่าหัวคิวการนําเข้า หลักหมื่นบาทต่อราย ซึ่งประชาชนก็ไม่ได้ผิดอะไรนะครับ และในขณะเดียวกันหลายจังหวัดก็เริ่มมีมาตรการล็อกดาวน์ (Lockdown) เกิดขึ้น แต่รัฐบาลเองก็ไม่ได้มีมาตรการรองรับความเสียหายจากภาคธุรกิจ กับความเสียหายจาก เอสเอ็มอี (SMEs) เลย เหมือนไม่เคยคิดจะรับผิดรับชอบใด ๆ กับความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งผมก็คงต้องย้ําอีกครั้งครับว่าเอสเอ็มอี (SMEs) ทุกวันนี้อยู่ในสภาวะโคม่าครับ ถ้าดูตาม ตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย ๓๔ เปอร์เซ็นต์นะครับ ที่ยังอยู่ในการปรับโครงสร้างหนี้ ตัวเลขรวมคือ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ยังไม่รวมมาตรการพักชําระหนี้ ๑.๘ ล้านล้านบาท ที่เป็นตัวเลขที่ยืนยันว่าเอสเอ็มอี (SMEs) ก็คือเดือดร้อนจากตั้งแต่ล็อกดาวน์ (Lockdown) ครั้งแรก ล็อกดาวน์ (Lockdown) ครั้งใหม่ก็คงหนีไม่พ้นเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ยังพอมีความหวังอยู่บ้างก็คงต้องเลิกความหวังไป ล้มเลิกปิดกิจการ เลย์ออฟ (Lay off) กันอีกรอบหนึ่ง ดังนั้นถ้าพิจารณาจากมาตรการรัฐบาลที่ผ่านมาก็ต้องบอกว่ามาตรการ ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) รัฐบาลที่ผ่านมาถือว่าล้มเหลว ไม่เข้าเป้า เอสเอ็มอี (SMEs) เข้าไม่ถึงเลย มาตรการหลักอย่าง พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft loan) ที่ออกมาในเดือนเมษายน วงเงินตั้งไว้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายผ่านมาเกือบปีหนึ่ง ๑๐ กว่าเดือน ผลลัพธ์ ก็คือว่าเอสเอ็มอี (SMEs) เข้าถึงเพียง ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เอสเอ็มอี (SMEs) เพียงแค่ ๗๘,๐๐๐ กว่ารายที่เข้าถึง ต่อให้มีมาตรการเพิ่มขึ้นมาในเดือนสิงหาคม ซอฟต์โลนพลัส (Soft loan plus) จาก บสย. สุดท้ายแล้วก็ทําให้เอสเอ็มอี (SMEs) เข้าถึงซอฟต์โลน (Soft loan) ได้เพิ่มขึ้นเพียง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมคิดว่า ๒ ตัวเลขนี้มันยืนยัน ความล้มเหลวชัดเจนว่ามาตรการของรัฐบาลที่ออกมาที่เจตนาจะช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) สุดท้ายก็ทําให้เอสเอ็มอี (SMEs) เข้าไม่ถึงครับ ดังนั้นถ้าไปดูเองแม้แต่ธนาคารรัฐ ถ้าดู ตามมติ ครม. ก็ยังพบว่าสุดท้ายธนาคารรัฐเองก็ปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เดือดร้อนเพียงแค่ ๒-๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง คือธนาคารรัฐเองยังไม่ปล่อยให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เดือดร้อน ธุรกิจท่องเที่ยวก็ยังเข้าไม่ถึง ดังนั้นก็คงขอเป็นข้อแนะนําให้กับทาง รัฐบาลว่าการแก้ไข พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft loan) เพื่อรองรับวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่ มันคือทางออกเดียวที่จะทําให้เอสเอ็มอี (SMEs) สามารถก้าวข้ามวิกฤตินี้ไปได้ ถ้าให้ผม รวบรวมมาจากปัญหาก็ขอสรุปเป็น ๕ ประเด็นที่เกี่ยวข้องครับ

ประเด็นใหญ่ ๆ ประเด็นแรกครับ เพราะ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft loan) ครั้งที่แล้ว เจตนามันคืออุ้มแบงก์ คือช่วยเหลือเฉพาะเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีวงเงินกับธนาคารเท่านั้น ผลลัพธ์ก็คือเอสเอ็มอี (SMEs) อีกเกือบครึ่งหนึ่งที่ไม่มีสินเชื่อเดิมกับธนาคารก็เข้าไม่ถึง

ประเด็นที่ ๒ ด้วยการกําหนดระยะเวลา ๒ ปี และดอกเบี้ย ๒ เปอร์เซ็นต์ มันคือเงื่อนไขที่สําคัญที่ทําให้ผมมั่นใจว่าแสนกว่าล้านที่ได้ไป สุดท้ายก็เป็นธุรกิจที่ ไม่เดือดร้อนเป็นคนได้ ธุรกิจที่เดือดร้อนก็ไม่เคยได้ เหตุผลมันง่ายมากเลยครับ ระยะเวลา ๒ ปีนี้มันทําให้ระยะเวลาที่ปล่อยกู้ได้ ๒ ปี ทําให้ธุรกิจที่สามารถผ่อนหนี้ที่ก่อขึ้นใหม่ภายใน ๒ ปีนั้น คือธุรกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เลย ธนาคารถึงมั่นใจถึงจะปล่อยกู้ซอฟต์โลน (Soft loan) ให้ แต่ถ้าเป็นธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ธนาคารไม่มีความมั่นใจเลยครับ ว่า ๒ ปีนี้จะรอดได้อย่างไร ดังนั้นธุรกิจกลุ่มนี้ก็จะไม่มีวันได้ และอีกเงื่อนไขหนึ่งก็คือดอกเบี้ย ๒ เปอร์เซ็นต์ครับ ผมคงต้องขอยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลควรจะเลิกนโยบายสินเชื่อดอกเบี้ยต่ํา ได้แล้ว เพราะสินเชื่อดอกเบี้ยต่ําคือมาตรการที่คนที่ได้คือคนที่ไม่ควรจะได้ เอสเอ็มอี (SMEs) ที่เดือดร้อนนะครับ ดอกเบี้ยจาก ๒ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๗ เปอร์เซ็นต์ มันไม่มี ความหมายครับ คนทําธุรกิจรู้ดีครับว่าดอกเบี้ยไม่เคยเป็นสาระสําคัญ สาระสําคัญคือการกู้ ได้ครับ เพราะถ้ากู้ไม่ได้เขาก็ต้องไปหาดอกเบี้ยนอกระบบ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๕ เปอร์เซ็นต์นี่ ต่อเดือนนะครับ ดังนั้นสิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือต้องเปิดให้ธนาคารมีแรงจูงใจในการปล่อยกู้ให้กับ เอสเอ็มอี (SMEs) ที่เดือดร้อน เอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีความเสี่ยง

เรื่องที่ ๓ สิ่งสําคัญที่สุดที่เป็นปัจจัยสําคัญที่ทําให้เอสเอ็มอี (SMEs) สามารถ เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้คือการชดเชยความเสี่ยงครับ คืออัตราการค้ําประกันที่จะเป็น แรงจูงใจให้ธนาคารเองก็กล้าปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เดือดร้อน ให้ธนาคาร กล้าปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอี (SMEs) ก้าวข้ามวิกฤตินี้ไปได้ครับ ซึ่งก็คงต้องยืนยันอีกครั้งว่า เอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดเล็กก็จําเป็นที่จะต้องได้รับการชดเชยความเสี่ยงที่มากขึ้น ซึ่งอัตรา ที่ผมคิดว่าเหมาะสมสําหรับเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ไม่มีสินเชื่อมาก่อน แล้ววันนี้จะดึงเขา เข้าระบบก็อยู่ที่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้ก็คงต้องไปปรับแก้กันครับ

ประเด็นที่ ๔ คือควรจะต้องมีการกันวงเงินไว้ว่าอย่างน้อยครึ่งให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดเล็ก สินเชื่อไม่เกิน ๕ ล้านบาท ไม่มีหลักประกัน สามารถเข้าถึงได้ เพราะว่า นี่คือคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้จริง ๆ ครับ ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ อีกครึ่งหนึ่งสามารถ กําหนดได้ว่าธุรกิจที่เดือดร้อน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มาใช้ซอฟต์โลน (Soft loan) ได้

ประเด็นสุดท้ายครับ คือเงื่อนไขการรักษาการจ้างงาน จริง ๆ ก็ต้องบอกว่า ทั้งหมดจุดประสงค์หลักที่ต้องการช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ก็คือเพื่อรักษาการจ้างงาน ดังนั้น รัฐบาลควรจะกําหนดผลประโยชน์จูงใจให้ธุรกิจรักษาการจ้างงานได้ ซึ่งกําหนดวิธีการ ที่เรียบง่ายที่สุดนะครับ ก็คือว่าถ้าธุรกิจไหนสามารถรักษาจ้างงานต่อไปได้ รัฐบาลก็ช่วยเหลือ ภาระดอกเบี้ยได้

สุดท้ายครับ ก็คงต้องขอยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลมีวงเงินเพียงพอครับ เพราะจาก พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาท วันนี้ก็ใช้ไปเพียงแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่บอกครับว่า เหลือตั้ง ๔๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นวงเงินนี้ก็อยากจะให้รัฐบาลพิจารณาในการช่วยเหลือ เอสเอ็มอี (SMEs) มากขึ้นครับ รัฐบาลต้องรู้จักเรียนรู้ความผิดพลาดของมาตรการที่ผ่านมา ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ให้ก้าวข้ามวิกฤตินี้ไปได้ครับ อย่าปล่อยให้ทุนใหญ่กินรวบ เศรษฐกิจไทยมากไปกว่านี้ครับ ขอบคุณครับ