นิคม เสนอตั้งกรรมาธิการตรวจสอบงบโควิด-19 โปร่งใส-ประชาชนมีส่วนร่วม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๓

นิคม บุญวิเศษ เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบการใช้งบประมาณและมาตรการแก้ปัญหาโควิด-19 อย่างโปร่งใส โดยเฉพาะเงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาทที่ใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท พร้อมตั้งข้อสังเกตความโปร่งใสในการพิจารณาโครงการเร่งด่วนกว่า 4 หมื่นโครงการและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการเอื้อประโยชน์หรือทุจริต

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออภิปรายญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้งบประมาณ และมาตรการแก้ไขปัญหาภายใต้วิกฤติการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุใดเราจึงเสนอญัตติด่วนเข้ามาเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ ก็เพราะเราไม่มีความมั่นใจในการใช้งบประมาณก้อนมโหฬารนี้ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน ที่อยู่ทางบ้านก็เห็นดีเหมือนพวกเรา ส.ส. ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่เราทำหน้าที่เป็นปาก เป็นเสียงตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ คงไม่มีใครคัดค้านนะครับ เพราะการ อภิปรายที่ผ่านมาทุกคนเห็นดีเห็นงามกันหมด แต่การที่จะตรวจสอบรัฐบาล ถึงแม้จะมี คณะกรรมาธิการชุดนี้เกิดขึ้นมาก็ตาม กรรมาธิการที่จะตรวจสอบงบประมาณได้ดีที่สุด จะต้องไม่มีส่วนได้เสียกับงบประมาณก้อนนี้ ถ้านำคนที่มาตรวจสอบแต่มีส่วนได้ส่วนเสีย ในการใช้งบประมาณ การตรวจสอบก็จะไม่เข้มข้นเท่าที่ควร กระผมเองในฐานะที่เป็น พรรคเล็กคงจะไม่มีโอกาส ไม่มีสัดส่วนแน่นอน แต่กระผมก็จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ในฐานะที่เป็น ส.ส. และจะเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนมาร่วมกันตั้งคณะกรรมาธิการ นอกสภาครับ การตรวจสอบครั้งนี้ต้องเข้มข้นมากที่สุด เพราะทุกคนเป็นหนี้ด้วยกันครับ ท่านประธาน

จากการที่ผมได้อภิปรายในเรื่องนี้ ขออภิปรายเพิ่มเติมเพื่อที่จะให้ประชาชน ที่ไม่ได้ฟังจะได้รับทราบว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร รัฐบาลชุดนี้มีการกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท รวมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทช่วยตราสารหนี้ รวมแล้ว ๑.๙ ล้านล้านบาท การกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ในส่วนแรกก็คือ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลให้กระทรวงสาธารณสุข ช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาเรื่องไวรัสโคโรนา (Corona) ส่วนอีก ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยเหลือ เยียวยาประชาชน เกษตรกร ผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ตามที่เราได้ทราบแล้ว อีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ในส่วนของเงิน ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาทรัฐบาลเอามาใช้อย่างนี้ ๒๔๐,๐๐๐ ล้านบาทช่วยเหลือภาคประชาชน และกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยเหลือภาคเกษตรกรรม ๓๙,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยเหลือกลุ่มอาชีพเปราะบาง ยังมีเงินอีกก้อนหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ ก็คือวงเงิน ๑๒๖,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลได้นำเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจาก ๑๒๖,๐๐๐ ล้านบาท มาช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) รายย่อยตามที่ผมได้อภิปรายครั้งที่แล้ว เพราะครั้งที่แล้วรัฐบาล ตั้งงบประมาณไว้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) แต่ดันไปเขียนเงื่อนไขไว้ ว่าจะต้องช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เป็นหนี้ในธนาคารตั้งแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ ช่วย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของหนี้คงค้าง ผมได้อภิปรายว่าถ้าเป็นเช่นนั้นเท่ากับท่านไม่ได้ช่วยเหลือ เอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีปัญหาในช่วงวิกฤติโคโรนา (Corona) เพราะเอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็ก รายน้อยที่เกิดปัญหาเขาจะเกิดในช่วงหลังจากที่มีการติดเชื้อไวรัสตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม เดือนเมษายน เป็นต้นมา ผมได้อภิปรายอย่างนั้นครับ รัฐบาลก็คงจะเอาอันนี้ ไปแก้มาว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เหลือจาก ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท เอามาช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ๒ ประเภทครับ ประเภทที่ ๑ เอสเอ็มอี (SMEs) ที่ยังไม่เข้าถึงแหล่งเงินทุน ไม่สามารถกู้เงินได้จากสถาบันการเงิน และตกหล่นจากมาตรการภาครัฐประมาณ ๒ ล้านราย ครอบคลุมกับเอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดเล็กที่เขาเรียกว่าไมโคร (Micro) นะครับ เอสเอ็มอี (SMEs) นอกระบบ คือจะมาช่วยพวกนี้ ประเภทที่ ๒ คือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล (NPL) จากทั้งหมด ๓ ล้านราย แนวทาง การช่วยเหลือจะมีรูปแบบและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน อัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน เพราะปัญหาเอสเอ็มอี (SMEs) แต่ละรายไม่เหมือนกันครับ บางรายไม่มีหลักประกัน บางรายไม่ใช่ลูกค้าสถาบันการเงินเลย หรือบางรายเป็นลูกค้า สถาบันการเงินแต่เป็นหนี้เสีย ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐออกมาได้ นี่ถือว่า เป็นเรื่องดี ผมเห็นด้วย แต่ในส่วนหนึ่งที่ผมเป็นกังวลก็คือว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐบาล บอกว่าจะนำมาใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม เงินก้อนนี้จำนวนมหาศาล ไม่มีการเขียน ในรายละเอียด เรากังวลว่าท่านจะเอาไปแจกจ่ายให้กับการเมืองท้องถิ่น หรือเพื่อปูทาง ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ จากการที่ตั้งข้อสังเกตปรากฏว่าอาจจะเป็นเรื่องจริงครับ เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น รัฐบาลบอกว่าจะมาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ปรากฏว่า ให้สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งมีจำนวนพนักงานหรือข้าราชการ จำนวนน้อยต้องมาวิเคราะห์กลั่นกรองโครงการต่าง ๆ ที่เสนอเร่งด่วนเข้ามาให้แล้วเสร็จ ภายในเดือนมิถุนายนนี้ ปรากฏว่ามีผู้เสนอโครงการเข้ามาประมาณ ๔๐,๐๐๐ โครงการ โดยเสนอเป็นงบประมาณเข้ามา ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ที่สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติเองกับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องซึ่งมีไม่กี่ท่านจะมีความสามารถ ในการคัดกรองโครงการ ๔๐,๐๐๐ โครงการ ได้อย่างไร ฉะนั้นผมเห็นว่าเป็นช่องทาง ในการที่จะช่วยเหลือพวกพ้อง หรือหน่วยงานราชการที่เสนอโครงการเข้ามา ท่านอาจจะเอา โครงการเก่าที่เสนอมาแล้วไม่ผ่านไปปัดฝุ่นใหม่ เขียนชื่อโครงการใหม่ให้เกี่ยวข้องกับ ไวรัสโคโรนา (Corona) แล้วมีการเอื้อผลประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกพ้องตัวเองหรือไม่ ก็เป็นไปได้ ไม่มีทางหรอก ๔๐,๐๐๐ กว่าโครงการที่จะมาพิจารณาให้แล้วเสร็จ เป็นการเร่งด่วนเพื่อที่จะใช้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีหน่วยงานที่ตรวจสอบ ท่านบอกว่าท่านมีองค์กรตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ถามว่า เราจะเชื่อท่านได้อย่างไร เพราะองค์กรตรวจสอบก็อยู่ภายใต้กำกับของนายกรัฐมนตรี ฉะนั้น การตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นมาจึงมีความสำคัญยิ่ง เพื่อเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ถ้าคณะกรรมาธิการชุดนี้ทำงานอย่างเข้มข้น ตรวจสอบทุกอย่าง รับรองว่าจะต้องมีคนติดคุก ผมเชื่อว่าโครงการต่าง ๆ ที่เสนอมารับรองว่ามีการยัดไส้มาแน่นอน ผมเองในฐานะที่เป็น พรรคการเมืองพรรคเล็ก มี ส.ส. ๑ คน ถึงแม้จะไม่ได้เป็นกรรมาธิการชุดนี้ก็จะทำหน้าที่ ส.ส. ในการตรวจสอบ เพราะผมมีสิทธิในการตรวจสอบ แล้วก็จะเชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วมกันตั้ง คณะกรรมาธิการนอกสภาในการตรวจสอบโครงการทุกโครงการ ขอบคุณท่านประธานครับ