สุทิน อภิปรายตามหลักอริยสัจ ๔ วิเคราะห์วิกฤตเศรษฐกิจการเมือง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๙ กันยายน ๒๕๖๓

นายสุทิน คลังแสง อภิปรายตามหลักอริยสัจ ๔ เพื่อวิเคราะห์วิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง โดยเน้นการซักถามปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อประโยชน์ในการบริหารบ้านเมืองต่อไป

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธาน แล้วก็ทางตัวแทนจากรัฐบาลที่ได้กรุณา ผมจะพยายาม ทำหน้าที่ให้ได้ตามเป้าหมายแล้วก็เวลาที่น้อยที่สุด สั้นที่สุด เผอิญผมเป็นคนสุดท้าย แม้ข้อบังคับจะไม่จำเป็นต้องมีการสรุปแต่ว่าเพื่อการอภิปรายให้ได้คุณภาพ การทำหน้าที่ ให้ได้คุณภาพวันนี้บรรลุวัตถุประสงค์ ผมก็จะพยายามรวบรวมกลุ่มก้อนความคิดอันเป็น ข้อเสนอแนะ แล้วก็ข้อซักถาม เพื่อประมวลให้กับรัฐบาลได้นำไปประกอบในการที่จะบริหาร บ้านเมืองต่อไป ที่จริงแล้วการอภิปรายกันตามมาตรา ๑๕๒ นี้ โครงสร้างหลักจริง ๆ คือ ซักถามปัญหารัฐบาล แล้วก็เสนอแนะ แต่ว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านวันนี้บางท่านก็เลือก ว่ากันครบถ้วน บางท่านก็จะว่าเฉพาะซักถามอย่างเดียว บางท่านก็จะว่าเสนอแนะอย่างเดียว แต่ก่อนจะเสนอแนะหรือซักถามใด ๆ ก็ตามหนีไม่พ้นต้องบรรยายสภาพปัญหา เพราะฉะนั้นดูไปแล้วผมก็เลยจำลองว่าการอภิปรายมาตรา ๑๕๒ ผมเป็นชาวพุทธ เทียบแล้ว ก็คือหลักอริยสัจ ๔ คือมาดูเรื่องความทุกข์ ว่ากันมันทุกข์อย่างไร แล้วก็มาว่าที่ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มันทุกข์ขนาดไหนเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการเมือง อะไรคือเหตุแห่งทุกข์ แล้ววันนี้ ก็เสนอแนะทางดับทุกข์กัน แล้วสุดท้ายเราก็วิเคราะห์ถึงวิถีการพ้นทุกข์กัน หลักก็อยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นผมพยายามสรุปตามนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ทำไมต้องมาซักถามกันวันนี้ อริยสัจ ๔ ก็คือการหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจแล้วก็มาสู่การเมือง ที่จริงเรื่องนี้ พูดกันมานาน พูดกันมาตลอด ไม่ว่าจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายอะไร ก็แล้วแต่ และล่าสุดเมื่อ ๓ เดือนที่แล้ว ๓ เดือนเศษ ๆ การที่รัฐบาลบอกว่าเพราะโควิด (COVID) แล้วก็เลยเข้ามาขอกู้เงิน ใช้ พ.ร.ก. กู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท แล้วก็ใช้มาตรการ การเงินอีก ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คราวนั้นเราคิดว่ารัฐบาลเองก็มาขอเงิน สภาก่อนจะอนุมัติ ก็ซักกันละเอียด ทั้งซักทั้งฝากข้อเสนอแนะแล้วก็ให้ไปด้วยความหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น เรารู้ว่าโควิด (COVID) แล้วก็รู้ว่าก่อนโควิด (COVID) เกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อได้อนุมัติเงินไปแล้ว เราก็ตามประเมินดู แต่หลังจากนั้นมา ๓ เดือน วันนี้สัญญาณเศรษฐกิจมันไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระดับมหภาคก็ตัวเลขหลายตัว หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น หลายอย่างมันบ่งบอกว่าเรากำลังดำดิ่ง ในเรื่องจุลภาคหรือเศรษฐกิจฐานรากความเป็นอยู่ ของชาวบ้านยิ่งชัดเจนว่าวันนี้ชาวบ้านลำบาก เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราซึ่งเป็นสภาก็จำเป็น ที่จะต้องติดตามแล้วก็ฝากแล้วก็บอกกระตุ้นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งจึงเกิดวันนี้ขึ้น แต่แล้ววันนี้ ก็ได้คำตอบจริงก็ต้องขอบคุณรัฐบาลหลายท่านที่ตอบ เริ่มตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรีมา เสียดายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนับแล้วท่านมานั่งแล้วดีใจแต่กลับไปก่อน ท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ด้วย หลายท่านกรุณาตอบ ซึ่งถ้าจะให้ความจริงวันนี้ก็ต้องบอกกันว่า ที่ท่านพูดไม่จริงอยู่เยอะ อาจจะด้วยรู้ไม่จริงหรืออาจจะสำคัญข้อมูลผิด สิ่งแรกที่ได้รับ คำตอบจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานชี้แจง ท่านเป็นน้องใหม่ก็ดูว่าท่านจะ มองโลกสวยแล้วท่านอาจจะยังอินโนเซนต์ (Innocent) เกี่ยวกับการบริหารการเมืองกันอยู่ สิ่งแรกท่านบอกว่าวันนี้โลกยกย่อง โลกยอมรับเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง การเงินการคลังดี แล้วเรตติง (Rating) การจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับดี สูง ถ้าฟังท่านพูดอย่างนั้น ก็เหมือนว่าไม่มีปัญหาเลย จริง ๆ แล้วผมคิดว่าอยู่ในประเทศเดียวกันหรือเปล่าด้วย แต่เรื่องที่ท่านพูดประการนี้ผมกราบเรียนว่าถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอยู่ หรือฝากเรียนท่านด้วย หรือรัฐมนตรีทุกท่านที่อยู่ก็ฝากเรียนด้วยว่ามันไม่ผิดหรอกครับ ถ้าจะไปเอาสายตาต่างชาติมาประเมินเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะเขาประเมิน เศรษฐกิจมหภาค มหภาคเขาก็ดูตัวเลข แต่เขาไม่ได้ดูจุลภาคหรือไม่ได้ดูฐานราก และไม่ได้ดู ความเป็นอยู่ของคนไทยวันนี้จริง ๆ สิ่งซึ่งผมอัดอั้นใจมาตลอดก็คือทุกครั้งที่เราสะท้อน ความเป็นอยู่ของชาวบ้านว่าชาวบ้านลำบาก หากินไม่ได้ วันนี้ฝืดเคือง ท่านรัฐมนตรีที่ฉลาด ก็มักจะเอาเศรษฐกิจมหภาคมากลบ คือบรรยายตัวเลขมหภาคมากลบ แต่ปีนี้คราวนี้ แม้มหภาคจริงก็ต้องยอมรับว่าหนี้สินมันเยอะ หนี้ครัวเรือนมันเยอะ เอ็นพีแอล (NPL) มันเยอะ แต่ที่ท่านนำมาอธิบายผมอยากฝากท่านว่าท่านพูดไม่ผิดหรอก แต่ว่าต่างชาติเขา ดูตัวเลขมหภาคเท่านั้น เขาไม่ได้มาดูจีดีพี (GDP) จังหวัด แน่จริงมาดูจีดีพี (GDP) ครัวเรือนสิ มาดูคุณภาพชีวิตชาวบ้านสิ ดูอย่างไร สิ่งซึ่งเราอยากบอกวันนี้กับท่านรัฐมนตรีและรัฐบาล และท่านนายกรัฐมนตรีคือเราอยากบอกว่าสภาพความเป็นอยู่ชาวบ้านเป็นอย่างไร ลำบาก ลำบากอย่างไรเดี๋ยวผมจะบอก เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีท่านขาดนิดหนึ่ง ผมจะยกตัวอย่าง ให้เห็นง่าย ๆ นะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็อยู่ บางครั้งเขาประเมินผล การเรียนของเด็กไทย ดูตัวเลขคะแนนโดยรวมดี อุปมาเหมือนกันเลย ทำไมมันดี เพราะไป เอาตัวเลขคะแนนของเด็กของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียน เตรียมอุดมศึกษาของท่าน มาบวกใส่กับโรงเรียนในจังหวัดมหาสารคามบ้านผม มาเฉลี่ยใส่กับตำบลโคกสง่า มันเลยสูง แต่จริง ๆ แล้วภาพรวมมันสูงเฉพาะเด็กที่กรุงเทพฯ แต่ชาวบ้านจริง ๆ เด็กต่างจังหวัดไม่ดี เหมือนกับเศรษฐกิจ ที่ตัวเลขเศรษฐกิจมันดีที่ต่างชาติ เขาดูก็คือทรัพย์สินของ ๒๔ ตระกูลมันสูง แต่อีกกี่ตระกูลในประเทศวันนี้ไม่มีอะไรเลย แต่มาเฉลี่ยใส่กันปั๊บ หรือเอาทรัพย์สินเหล่านั้นมาใส่ปั๊บมันดูดี อันนี้เองที่เราอยากจะบอก เพราะว่าเส้นแบ่งตรงนี้มันคืออะไรที่บังตารัฐมนตรีอยู่ บังตานักเศรษฐกิจมหภาคอยู่ ก็คือความเหลื่อมล้ำ ประเทศใดรวยตลอด รวยตลอด แต่ทำไมอีกพวกหนึ่งจน จน จน ความเหลื่อมล้ำ เพราะฉะนั้นถ้าจะเอาสายตาต่างชาติมาแล้วมาเป็นฐานของการบริหาร ประเทศนี้อันตราย ต้องดูให้ลึก ดูให้ชัดว่าตัวเลขเศรษฐกิจของไทยแล้วเอาความเหลื่อมล้ำ มาจับ คนส่วนใหญ่ไม่ใช่แบบนั้น นี่คือสิ่งที่ต้องบอกท่าน

ประการที่ ๒ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานท่านพูดด้วยความภูมิใจ บอกว่าวันนี้รัฐบาลได้แก้หนี้ ได้ช่วยหนี้ วันนี้มีลูกหนี้ภาคธุรกิจ ๑๒ ล้านบัญชี ขอพักหนี้ เป็นเงิน ๗ ล้านกว่าล้านบาท ท่านก็บอกว่าภูมิใจว่ารัฐบาลได้ช่วยแล้ว จริงครับ ๑๒ ล้านบัญชี ๗ ล้านกว่าล้านบาท ขอช่วยเหลือพักหนี้ จริงเลย แต่ท่านไม่รู้หรอกว่าในการพักหนี้ ธนาคาร พาณิชย์ทำอะไรกับลูกค้าเหล่านี้ และที่สำคัญที่สุดวันนี้ที่เราห่วงเราไม่ได้ห่วงตรงนั้น เราห่วงว่า เดือนตุลาคม มาตรการพักหนี้หมดแล้วโพรโมชัน (Promotion) นี้หมดแล้ว ลูกหนี้ ๑๒ บัญชี วันนี้ต้องถูกลอยแพแล้ว หนี้ก้อนมหึมาคือ ๗ ล้านกว่าล้านบาท ทำอย่างไร ใครจัดการ จัดการอย่างไร นี่คือระเบิดสำคัญเลย ผมบอกเลยว่าหนี้ที่พักหนี้วันนี้ถ้าไม่มีระบบบริหาร จัดการที่ดีต่อไปนี้ หลังเดือนตุลาคมเดี้ยงเลยเศรษฐกิจไทย ๑๒ ล้านบัญชี ก็ ๑๒ ราย ๑๒ ล้านธุรกิจเดินไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดวันนี้ที่ไปขอพักหนี้ทั้งหมดเกิดอะไรขึ้นรู้ไหมครับ วันนี้แบงก์แจ้งกับเขาว่าเอ็นพีแอล (NPL) นะ ขอพักหนี้ก็เท่ากับคุณเบี้ยวหนี้ เท่ากับคุณ ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ จัดเรต (Rate) ลูกค้าใหม่เลย นี่มาปรับทุกข์กับผมเยอะ ถ้ารู้อย่างนี้ไม่ไปพักหนี้พอพักหนี้เสร็จปั๊บจัดอยู่ในลูกค้าที่เอ็นพีแอล (NPL) และเตรียม เอ็นพีแอล (NPL) เครดิตหายเลย อันนี้คือท่านจะต้องไปดู ผมอยากฝากบอกตัวหนึ่งว่า ท่านจะแก้ปัญหาหนี้ก้อนใหญ่กับ ๑๒ ล้านบัญชี อย่างนี้ต่อไปอย่างไร ถ้าแก้ตัวนี้ไม่ได้ นี่แหละครับคือมะเร็งของเศรษฐกิจซึ่งจะเดินไม่ได้ใน ๔-๕ เดือน แล้วก็ปีนี้

อีกประการหนึ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานท่านบอกว่าวันนี้รัฐบาล ก็มีมาตรการออกมาเยอะ มีความหวัง แล้วน่าจะเป็นความหวังของชาวบ้านได้ด้วยคือการ บริหารเศรษฐกิจวันนี้ รัฐบาลได้ตั้ง ศบศ. องค์กรใหม่ขึ้นมา ใช่เลย เราก็มีความหวังนะ ศบศ. คือศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ แก้ปัญหาเศรษฐกิจในสถานการณ์โควิด (COVID) ท่าน ประธานครับ ท่านรัฐมนตรีท่านไม่ไปดูเบื้องลึกว่าเขาวิจารณ์อย่างไร จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ศบศ. คือรวมภาครัฐ เอกชนเข้ามา ระดมความคิด แก้ปัญหาร่วมกัน สมัย พลเอก เปรม ทำมาก่อนเลย นี่นานไปเลยตั้งแต่ท่าน พลเอก เปรม กรอ. คณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำมาแล้ว แล้วก่อนหน้านี้เขาก็เรียกว่า ครม. เศรษฐกิจ วันนี้แปลงร่างเหล้าเก่าในขวดใหม่มาเปลี่ยนชื่อเป็น ศบศ. ก็คือคณะรัฐมนตรี เศรษฐกิจบวกกับเอกชน และต้น ๆ ของรัฐบาลชุดนี้ก็คือประชารัฐ พีพีพี (PPP) นั่นแหละ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ความหวังหรอกถ้าเขารู้จริง แล้วท่านก็ตั้งความหวังไว้สูง ท่านบอกว่ามีตั้งอนุกรรมการลงไปจนถึงจังหวัด ประชารัฐก็มีประชารัฐจังหวัด แต่วันนี้ เหลวหมด เพราะฉะนั้นตัว ศบศ. ไม่ใช่ยาวิเศษที่ท่านจะไปหวังอย่างเดียว แล้วพวกผม ก็ดูออก ศบศ. วันนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่จะไปทำได้มากกว่าเดิม นี่สำหรับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน ท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ อันนี้ท่านก็ตอบนะครับ แต่ท่านตอบคลาดเคลื่อน แล้วจะเข้าใจผิด ท่านบอกว่าตัวเลขส่งออก ที่ท่านมิ่งขวัญถามบอกว่าติดลบ ติดลบ ท่านจุรินทร์บอกว่าที่จริง มันติดลบกันทั่วโลก การส่งออกมันติดลบหมดเพราะมันโควิด (COVID) พอมีโควิด (COVID) มันก็ติดลบหมด จริง ๆ ไม่ใช่หรอก ท่านไปดูได้ก่อนโควิด (COVID) ติดลบมาตลอด ๓ ไตรมาส หรือ ๓ ปีหลัง ๆ ผมจำแม่นเลย ตัวเลขการส่งออกติดลบมาตลอดก่อนโควิด (COVID) แล้วมาเริ่มติดลบมาตั้งแต่เมื่อไร ยึดอำนาจปี ๒๕๕๗ พอยึดอำนาจปี ๒๕๕๗ ปั๊บ เริ่มแล้วครับ รายได้จีดีพี (GDP) เราซึ่ง ๗๐ ได้จากต่างประเทศ มีท่องเที่ยว มีส่งออก ๓๐ ในประเทศ ๗๐ หาย มันเริ่มริบหรี่ลงมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ แล้วมาเหลือตอนนี้นิดเดียว เพราะฉะนั้นการ ส่งออกมันก็ส่งออกไม่ได้ อียู (EU) ๒๘ ประเทศ เขาบอยคอตต์ (Boycott) เพราะฉะนั้นการ ส่งออกมันติดมานาน มันไม่ใช่มาติดตอนโควิด (COVID) แล้วตัวเลขที่รัฐบาลและ ท่านนายกรัฐมนตรีชอบอ้าง ใครก็ชอบอ้าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชอบอ้าง ท่านบอกว่าจีดีพี (GDP) มันติดลบวันนี้มันติดลบนะ เขาบอกไตรมาสที่ ๓ ติดลบ ๑๒ ก็มัก อ้างกันว่าติดลบทั่วโลก ท่านนายกรัฐมนตรีก็บอกประเทศนั้นติดเท่านั้นติดเท่านี้ ลบเท่านั้น ลบเท่านี้ ถูกครับ บางประเทศลบมากกว่าเราอีก แต่ความจริงซึ่งเรารู้หรือไม่รู้ก็ตามท่าน ต้องดูนะครับว่าตัวเลขก่อนที่จะโควิด (COVID) ประเทศอื่นเขาขยายตัวเท่าไรจีดีพี (GDP) ของเราเท่าไร ก่อนโควิด (COVID) ของเราต่ำเตี้ยเรี่ยดินคือ ๑ เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ย ๖ ปี โต ๑ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ประเทศอื่นติดลบแต่เขาลบลงจากจุดที่เขาสูงแต่เราลบลงจากจุดที่เราต่ำ ก็เหมือนคนโย่งกับคนแคระ คนสูงมันเตี้ยลงบ้างไม่เป็นไรนี่ แต่คนแคระอยู่แล้วมันเตี้ยลงอีก ตายเลย เมืองไทยเป็นคนแคระทางด้านเศรษฐกิจแล้วมันเตี้ยลงอีก คนแคระแล้วมันยังเตี้ยอีก แต่ญี่ปุ่นเขาเป็นคนสูงแต่เขาเตี้ยลงนิดเดียว เขาลบ ๑๔ แต่เราลบ ๒ ก็ตายแล้ว คนแคระ เขาเพียงลบ ๒ มันตายแล้ว แต่คนสูงมันลบ ๑๕ มันยังไม่ตายเลย ให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ คนรวยจนลงบ้าง คนรวยจนลงสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์เขาก็ไม่ตายนะ แต่คนจนมันจนอีก ๒ เปอร์เซ็นต์ตายเลย ตัวเลขจีดีพี (GDP) ที่มันลบ เราต้องดูฐานที่มาว่ามันลบจากจุดไหน แต่ที่สำคัญที่สุดครับจะดูจีดีพี (GDP) ลบไม่ลบ สำคัญที่สุดต้องดูสภาพความเป็นอยู่ ดูคุณภาพชีวิต ดูรายได้ต่อหัวของประชากรแต่ละประเทศ ถ้าประเทศสิงคโปร์สมมุติปีหนึ่ง ๑ ล้านต่อหัว เขาลดลงครึ่งหนึ่งเขาก็เหลือ ๕๐๐,๐๐๐ ของเราปีหนึ่ง ๘๐,๐๐๐ ต่อหัว มันลดอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์มันก็ตายแล้ว เราไม่เข้าใจกันเราก็ไปชอบอ้างอิงว่าโควิด (COVID) เขาลบกันทั่วโลก ลบกันทั่วโลก เขาลดลงแต่เขาไม่ตายแต่เราลบนิดเดียวเราตาย ตรงนี้เอง ที่เราห่วง เศรษฐกิจที่เราห่วง ท่านจุรินทร์ท่านก็บอกว่าเรื่องข้าวเศรษฐกิจหลักที่เสียแชมป์ (Champ) ไปเสียแชมป์ (Champ) มากตอนจำนำข้าว วันนี้ได้แชมป์ (Champ) กลับมา จริง ๆ ถูก แต่ว่าเราคิดอย่างนี้ครับ ได้แชมป์ (Champ) นักมวย คนรวยคือหัวหน้าค่าย แต่นักมวยตายตลอดไม่เคยได้เงิน เปรียบแล้วก็คืออะไรครับ ข้าวบางยุคได้แชมป์ (Champ) แต่คนได้สตางค์คือพ่อค้าส่งออก คือโรงสีรวย เพราะซื้อจากชาวนาราคาถูกก็ขายเมืองนอก ราคาถูก แต่ตัวเองได้ส่วนต่าง ก็หัวหน้าค่ายได้เงินสูงครับได้แชมป์ (Champ) แต่หัวหน้าค่าย เอารางวัลไปหมด แต่นักมวยจริง ๆ คือชาวนาตาย แต่ตอนยุคจำนำข้าวไม่ต้องเอาแชมป์ (Champ) หรอก ขายน้อย ๆ แต่ได้เยอะ ๆ ให้นักมวยได้สตางค์ วันนั้นพ่อค้าส่งออกถึงโวย หัวหน้าค่ายไม่ได้สตางค์ เทรนเนอร์ (Trainer) ไม่ได้สตางค์แต่นักมวยได้สตางค์ เงินถึงชาวนาหมด ต้องอธิบายอย่างนี้ แล้วท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านบอกว่าตัวเลขสินค้าเกษตร ตัวนั้นดี ตัวนี้ดี จริง แต่ท่านไม่ได้อธิบายเบื้องหลังว่าที่มันดีเพราะมันไม่มีขาย ซัพพลาย (Supply) มันต่ำ ข้าวปีก่อนก็ดีแต่เพราะมันแล้ง ผลไม้ที่ท่านบอกว่าดี ๆ พวกล้งมาซื้อ บางอย่างมันดีด้วยตัวมัน เช่น ทุเรียน ทุเรียนคนกินมากเมืองนอก รัฐบาลไม่ต้องเก่งหรอกครับ ทุเรียนมันไปของมันได้ แต่ตัวอื่นล่ะ ลำไยจะตาย แถวภาคเหนือ โวยกันแทบตายแล้วตัวอื่น อย่างนี้ต้องดูรายละเอียดว่าถ้าสินค้าเกษตรดี สูง ต้องไปดูด้วย ว่ามันสูงเพราะอะไร มันแล้ง มันไม่มีจะขาย ของไม่มีมันก็สูง สูงจริงแต่ไม่มีข้าวขาย แล้วผมไปที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เมื่อวันก่อน ผมก็ถามชาวประจวบคีรีขันธ์ทำอะไรอยู่ สับปะรด ว่าน แล้วก็เขาทำอะไรอีกตัวหนึ่ง ถามเขาราคาดีไหม เขาว่าดี ทำไมมันดีอิจฉาจัง เพราะมันไม่มีขาย มะพร้าว มันแล้ง เพราะฉะนั้นหลายตัวที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์บอกนี่ถูก สูงจริงแต่สูงเพราะมันไม่มีขาย ท่านประธานที่เคารพ ตัวเลขบางตัว มันเป็นอย่างนี้ที่ได้อนุญาตท่านตอบมา แต่เอาเถอะครับ อย่างไรก็ตามท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานมาพอดี ตัวเลขที่ท่านชื่นชมว่าต่างชาติเขาชื่นชมเราว่าการคลังดี อะไรดี ดีเยอะ อันนั้นมันเป็นมหภาค แต่เศรษฐกิจฐานรากไม่ใช่ มันมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ มันไปรวยอยู่ที่พวกหนึ่ง มันไม่ได้กระจายลงข้างล่าง แต่ถ้าจะดูความจริง ขอดูสไลด์ (Slide) ต่อไปนี้ครับ เป็นชีวิตจริง เป็นภาพชีวิตของชาวบ้านจริง ๆ วันนี้ นี่คือเศรษฐกิจเรียลลิตี (Reality) ครับ ดูสิครับ ไม่ได้เขียนมาเอง นี่สำนักข่าวนะ โควิด (COVID) สะเทือนเศรษฐกิจ ดิ่งเหวหนัก กลางปีหน้า ๑๙ ล้านคนถูกลดชั่วโมงทำงาน ต่อไปครับ วิกฤติหนี้ วิกฤติชาติ นี่เขาอธิบายไว้เสร็จ หนี้ ๕ ประเภท เดี๋ยวผมจะลงให้ดู หนี้สาธารณะพุ่งเท่าไร หนี้ครัวเรือน พุ่งไม่หยุด แล้วหนี้ภาคธุรกิจ ที่บอกแล้วว่า ๗ ล้านบัญชี แล้ววันนี้เป็นอย่างไรเดี๋ยวจะดูสไลด์ (Slide) ต่อไป แล้วหนี้สถาบันการเงิน เอ็นพีแอล (NPL) เดี๋ยวผมจะให้ดู แล้ววันนี้หนี้อันที่ ๕ ก็คืออะไรครับ หนี้นอกระบบ

เอากลับมาสไลด์ (Slide) เดิมครับ หนี้เสียแบงก์รัฐปูดแสนล้าน ต่อเวลาชำระหนี้ หวั่นโควิด (COVID) ดันเอ็นพีแอล (NPL) ทะลัก นี่ประชาชาติธุรกิจ ต่อไปอีกจะได้เห็น ความเป็นจริง ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไปดู เดอะ สแตนดาร์ด (The standard) เขาพยากรณ์หนี้ครัวเรือนสูงสุด ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๔ หนี้ครัวเรือนจะไปถึง ๑๒ ล้านล้านบาท คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เท่าไร วันนี้ ๙๓ ปลายทาง ปี ๒๕๖๔ เขาประมาณการว่า ๑๑๖ เปอร์เซ็นต์ หนี้ในประเทศนะครับ รู้กันนะ แต่ต่างชาติ มองอีกแบบ นี่ท่านจะเชื่อใครก็ว่าไป แผ่นต่อไปครับ อันนี้ก็คือจำนวนลูกหนี้เอ็นพีแอล (NPL) เดี๋ยวนี้เท่าไรครับ ปลายทาง ๕.๔๓ ล้านบาท นี่ก็คือภาพสะท้อนของประชาชาติธุรกิจ บอกว่าธุรกิจอ่วม โดนเบี้ยวหนี้ ทุกวงการตั้งการ์ด (Guard) ขอเงินสด วันนี้ค้าขายกันไม่ได้ แล้วครับ ไม่เชื่อกันแล้ว เช็ควันนี้เหมือนกระดาษใบเดียว การค้าขายวันนี้ไม่มีเครดิต ไม่เชื่อใจกันแล้วครับ แล้วนี่คืออะไรครับ ช็อก (Shock) บริษัทซับคอนแทร็กต์ (Subcontract) สายการบินชื่อดัง ปลดพนักงาน ๒,๖๐๐ คน ข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้เองนะครับ ข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นี่คือเศรษฐกิจฐานรากครับ นี่ไม่ใช่มหภาค พ่อไม่มีค่าเทอมลูก เครียด ฆ่าตัวเองตาย ๓ ศพที่กำแพงเพชร วันที่ ๒ กันยายนเอง ลูกกลับบ้านขอเงินค่าเทอม ไม่มีให้ ยืมญาติไม่มีให้ ลงไลน์ (LINE) บอกว่าชาตินี้วาสนาน้อย ตาย ๓ ศพเลย แล้วนี่ ที่เชียงใหม่ หนุ่มเชียงใหม่มาสมัครงานไม่มีงานทำ หมดแรงเดินต่อไม่ไหว นอนขวางทางรถไฟ ให้เหยียบ นี่คือภาพฐานรากของจริงครับ นี่คือสภาพชีวิตจริงคนไทยครับ แล้วดูอีกเรื่องสิครับ ถ้ามีกินแล้วใจก็เป็นบุญกุศล ทำบุญก็สนุก สารทจีนหาดใหญ่สุดเหงาหงอย มันชี้วัดอะไรครับ เศรษฐกิจไม่ดี ไม่มีอารมณ์ทำบุญ สารทแท้ ๆ นี่เงียบ แผ่นต่อไปครับ ให้ดูอีกทีหนึ่งแล้วครับ มีตาคนหนึ่งนอนเฝ้าไร่ข้าวโพด ยายคนหนึ่งนั่งขายของ นอนเฝ้า เมก (Make) ไหมภาพนี้ ใครไปจับเขานอนเมก (Make) ได้ เอาละครับแผ่นต่อไป วันนี้ก็ดูตัวเลขความเป็นจริงเลยว่า สำหรับการกู้เงินของรัฐบาล ก็กู้เรื่อย กู้เรื่อย วันนี้พูดกันเยอะแล้ว ผ่านไปครับ

แผ่นต่อไปครับ ดูคนจนดีกว่า ถ้าบอกว่าเศรษฐกิจดี การเงินเข้มแข็ง รัฐบาล มาถูกทาง ปี ๒๕๕๘ คนจน ๔.๘ ล้านคน ปี ๒๕๖๑ พุ่งขึ้นมา ๖.๗ ล้านคน นี่ปี ๒๕๖๑ ๖.๗ ล้านคน ปี ๒๕๖๔ ล่าสุดยังไม่เป็นทางการ ๘ ล้านกว่าคน ๒ เท่า นี่คนจนมันเพิ่มขึ้น แล้วเศรษฐกิจไทยดีตรงไหน แข็งแกร่งอย่างไร ในที่สุดนี่คือภาพรวม นี่คือเศรษฐกิจฐานราก นี่คือสภาพความเป็นจริงของชาวบ้านที่อยู่วันนี้ เราอยากให้ดูตรงนี้ แก้ตรงนี้ เอาตรงนี้ให้พ้น เอาตรงนี้ให้ผ่าน แผ่นต่อไปครับ ในที่สุดพอการเมืองมันแย่เหตุมันคืออะไร การเมืองวันนี้ ขอวงเล็บรัฐบาล อย่ามาเหมาสภา พอรัฐบาลแย่ปั๊บเศรษฐกิจทรุด สังคมเสื่อม วันนี้มันมาสู่ อีกซีกหนึ่งแล้วก็คือการเมือง การชุมนุมวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียน ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านจะคิดว่าใครอยู่เบื้องหลังหรืออะไรก็แล้วแต่ เดิมผมก็คิดเหมือน ท่านนายกรัฐมนตรีนั่นแหละ ผมก็ระแวงพรรคนั้นพรรคนี้เหมือนกัน แต่ดูไปดูมา ดูไปดูมา ดูแล้วมันไม่ใช่ เด็ก เยาวชน ซึ่งเขาหลับใหลไปนานแล้วเราเรียกร้องว่ายุค ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา มีเยาวชนออกมา หายไปไหนหมด โผล่มาแล้วครับ ถ้าใครเป็นคนไปปั่นม็อบ (Mob) ให้เด็ก ออกมาได้ขนาดนี้ผมจะกราบลอยเลย เป็นเทวดาจริง ๆ ถ้าปั่นเด็กให้ออกมาขนาดนี้นะ แล้วปั่นนักศึกษาด้วยนะ ไม่ใช่ชาวบ้านตาสีตาสานะ แต่เพราะอะไรครับ ฟังครับ เคยมี ท่านนายกรัฐมนตรีหรือใครผมจำไม่แม่น บอกว่าเด็กอย่ามายุ่งการเมือง กลับไปเรียนหนังสือ ไปหาอนาคตตัวเอง เดี๋ยวเสียอนาคต ไม่ใช่เรื่องของเด็ก แล้วเด็กตอบว่าอย่างไรที่ม็อบ (Mob) ผมชอบใจแล้วผมสะเทือนใจด้วย ผมเป็นผู้ใหญ่เป็น ส.ส. คนหนึ่งแม้ไม่ใช่รัฐบาล เราเป็น ส.ส. ที่จะต้องมีส่วนในการที่จะขับเคลื่อนประเทศผมน้ำตาตกใน มีเด็กคนหนึ่ง ขึ้นปราศรัยที่ภาคเหนือเขาบอกว่าอย่างไรครับ บอกว่าไม่ให้พวกหนูยุ่งการเมือง แต่การเมือง มันมายุ่งหนู มันมายุ่งอย่างไร วันนี้หนูเรียนหนังสือจบมาวาดฝันไว้ คุณวิโรจน์พูดแล้ว วันนี้ อนาคตพวกหนูไม่เหลือแล้ว มันพังหมดแล้วอนาคตก็เพราะการเมืองทำพวกหนู มันพังตรงไหนล่ะผมก็คิด อ้าวเขาก็คิดได้ก็หนี้มันเต็ม วันนี้หนี้สาธารณะมันจะพุ่งขึ้นเป็น ๖๐ ท่านกำลังคิดกันจะมาขยายเพดานหนี้เงินกู้แล้ว หนี้ครัวเรือนก็ไปขนาดนี้ เพราะหนี้ มันไปขนาดนี้ หนี้ครัวเรือนขนาดนี้ หนี้สาธารณะขนาดนี้ ในที่สุดมันจะถึงจุดที่ ไม่มีความสามารถในการใช้หนี้แล้วประเทศจะไปอย่างไร เด็กมีสิทธิคิด นั่นก็หมายความว่า ปัญหาเศรษฐกิจมันมีส่วนทำให้เด็กเขาคิดแล้วก็ออกมา แล้วผมเชื่อนะ ใครไม่คิดก็ช่าง พ่อแม่อยู่เบื้องหลัง พ่อแม่จน พ่อแม่ลำบากยังไม่ออกมาหรอกให้ลูกออกมา ลูกออกมาเขาก็ ไม่ห้าม ผมไม่ได้มาใกล้ม็อบ (Mob) ผมระมัดระวังตัวมาก เด็กแถวจังหวัดมหาสารคาม พูดเก่ง ๆ ลูกหลานลูกศิษย์ผมแหละแต่ผมไม่ไปใกล้เลยแอบฟังข้างนอก แต่เขามาเล่าให้ผม ฟังว่าม็อบ (Mob) ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พ่อแม่ขับรถเก๋งมาปล่อยลูกลงแล้วมาตาม กลับบ้านด้วย เด็กหน้าใส ๆ หน้าขาว ๆ ทั้งนั้นมาเดิน แสดงว่าพ่อแม่เขาเขาก็ลำบากสุดแล้ว แต่ถ้าเขาออกมาเดินเขาก็จะถูกป้ายว่าสีนั้นสีนี้ แต่ลูกเขาออกมาก็น่าจะดี เป็นกำลังใจให้ลูก แล้วในที่สุดอะไรจะเกิด ท่านดูสไลด์ (Slide) ต่อไป ผมอยู่มหาวิทยาลัยมา ทุกปีลูกศิษย์ผม จบผมมีหน้าที่จัดให้ลูกศิษย์รับปริญญา มีความสุขมากวันที่ลูกศิษย์รับปริญญา ดูพ่อแม่ ก็แจ่มใส ลูกก็แจ่มใส แต่งตัวโก้ ๆ มารับปริญญา นั่นคือในอดีต แต่วันนี้ผมได้รับเชิญกลับไป มหาวิทยาลัยไปเป็นเกียรตินั่งดูเด็กมารับปริญญา มันไม่ใช่แบบทุกวันนี้หรอก ปีนี้รับปริญญา ๒ ปีข้างหน้ารับหมายศาล หมายจากไหนครับ กยศ. ครับ วันนี้ฟ้องเด็กเต็มเลย ถ้าลูกท่าน เป็นคนรวยท่านจะไม่รู้หรอก ลูกชาวบ้านวันนี้กู้ยืมเรียนกันเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ กู้ยืมเรียน กู้ กยศ. ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วจบมาปั๊บมีหนี้ ก็หวังว่าจะมาทำงาน ราชการก็กว่าจะเข้าได้ เอกชนปิดลงทุกวัน เจ๊งลง ทุกวัน เด็กไม่มีเงินใช้หนี้ กยศ. ก็อัดเลย ฟ้อง เพื่อนผมเป็นทนายความ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านอาชีพทนายความท่านรู้ เพื่อนผมตอนแรกคิดว่าโอ๊ยหนีแล้ว ว่าความรายย่อยไม่เอาแล้ว ไปเป็นว่าความให้ กยศ. แห่ไปเป็นทนายความ กยศ. เพื่อนผม เป็นได้ ๕ เดือนลาออก ผมถามออกทำไม ทำใจไม่ได้ แต่ละวันฟ้องแต่เด็ก แล้วตามไปยื่นหมายศาลที่บ้าน ไปดูบ้านเด็ก แล้วยึดทรัพย์เด็กไม่ได้ก็ยึดผู้ปกครอง เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการครับ เด็กจบปริญญาตรีจบปีนี้ จบปีก่อน รับหมายศาลกันเต็มเลย ปีนี้รับปริญญา อีก ๒ ปีข้างหน้ารับหมายศาล แล้วเขาอยู่อย่างไร บวกกับความอัดอั้นทางการเมือง ความไม่ชอบ ทางการเมือง บวกกับระบบยุติธรรมที่เขาเข้าใจว่ามันไม่ใช่ วันนี้จึงเกิดการชุมนุมทาง การเมืองขึ้น แล้วการชุมนุมทางการเมืองวันนี้มันมีสิ่งซึ่งบอกเหตุหลายอย่างที่คิดว่า มันจะไม่หยุดนะ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านนายกรัฐมนตรีดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา ถือว่า เป็นคนที่ต้องรักษาราชบัลลังก์ วันนี้รู้สึกไม่สบายใจบ้างไหมครับ ทำไมมันเลยไปขนาดนั้นครับ ไปวิเคราะห์มูลเหตุดี ๆ สิ ถ้าการเมืองแก้ปัญหาให้เขาได้ หรือถ้ากลไกทางสภามันใช่ มันจะไปขนาดนั้นไหม แล้วท่านนายกรัฐมนตรีครับ เหตุการณ์ในอดีตท่านจำได้นะ ๑๔ ตุลา ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ดื้อนั้น นายกรัฐมนตรีท่านนั้นลาออกนะ จะไม่มีประวัติศาสตร์ บันทึกไว้วันมหาวิปโยค แต่เพราะนายกรัฐมนตรีท่านนั้นดื้อ ไม่ยอม วันนั้นเกิดมหาวิปโยค พร้อมกับได้คำว่าทรราชติดตัวไป แล้วเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ ชื่ออะไรครับ ถ้าท่านไม่ดื้อนะ ท่านลาออกเสีย ไม่เกิดประวัติศาสตร์ แต่ปีที่มันน่าจะเกิดแต่มันไม่เกิดเพราะนายกรัฐมนตรี ชื่อ ชวลิต ยงใจยุทธ เดินขบวนไล่ที่กรุงเทพฯ ไม่นานท่านลาออก จบ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ชวลิตดื้อ วันนั้นผมว่าจบไม่ต่างจากพฤษภาทมิฬ ๑๔ ตุลา วันนี้กำลังมาอีก ท่านจะสร้าง ประวัติศาสตร์อย่างไรท่านเลือก

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมบรรยายมาสรุปสั้น ๆ ว่าเศรษฐกิจมันเป็นผล ผลักดันให้เด็ก ให้ผู้ปกครองออกมา บวกกับสภาพการเมืองที่เราต้องยอมรับว่ามันเป็นการเมือง ที่บูดเบี้ยว กติกาที่มันยอมรับกันไม่ได้ การยุบพรรคหรือการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง หรือการแจกกล้วย หรือการดึงเอานักการเมืองไปอะไรก็แล้วแต่ มันเป็นภาพที่เขาคิดว่า เขาหาทางออกไม่ได้หรอก มันจะตัน วันนี้เกิด ผมไม่ได้เชียร์ม็อบ (Mob) นะ แต่ผมจะเชียร์ ท่านนายกรัฐมนตรีว่าให้ท่านเป็นวีรบุรุษดับปัญหาให้จบ แล้วที่ท่านดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยามา ท่านจะได้ทำหน้าที่ครั้งนี้สำคัญที่สุด สาเหตุทั้งหมดมันคืออะไรเศรษฐกิจที่มันมีปัญหา พูดกันมาทั้งวัน ผมก็สรุปรวบรวมได้ว่าเหตุแรกปฐมบทจริง ๆ ก็คือการเมือง ตั้งแต่ ท่านนายกรัฐมนตรียึดอำนาจ มันผิดตั้งแต่นั้นเลย กระดุมเม็ดแรก ท่านยึดอำนาจปั๊บคนมัน เริ่มรับไม่ได้แล้ว ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจไม่มีแล้ว ต่างชาติมันเริ่มบอยคอตต์ (Boycott) แล้ว ความเชื่อถือในตัวท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีแล้ว ความเชื่อมั่น ทรัสต์ คอนฟิเดนซ์ (Trust confidence) ไม่มาแล้ว เริ่มแล้ว ค้าขายกับต่างประเทศไม่ได้แล้ว ส่งออกตกมาจากโน่น นักท่องเที่ยวเริ่มชะลอมาแต่โน่น นั่นคือปี ๒๕๕๗ แล้วท่านยังมาทำอะไรอีกหลายเรื่องเลย สำหรับการที่จะอยู่ในอำนาจต่อมา ทำบิดกฎหมาย ท่านทำอะไรเยอะ มันก็ว่ากันมา จนเจ็บคอแล้วครับ นั่นก็คือเส้นทางที่ท่านเดินมา มันไม่ชอบแต่ต้น เขาก็ไม่ยอมรับ คนก็ ไม่เชื่อมั่นในเสถียรภาพรัฐบาล การลงทุนใครกล้า นั่นคือปฐมบท ตามมาด้วยเวลาท่าน เป็นรัฐบาลปั๊บ เผอิญท่านก็มาใช้วิธีคิดที่ผิด ท่านอาจจะถูก ผมอาจจะผิด แต่ไม่รู้วันนี้มัน มีใบเสร็จแล้ว อย่างไรครับ ท่านคิดว่าวันนั้นท่านแก้เศรษฐกิจโดยปฏิเสธฐานราก ปฏิเสธการซับซิดี (Subsidy) การช่วย ภาคเกษตร ท่านช่วยภาคทุนใหญ่หวังว่าจะเป็นทฤษฎีน้ำหยด ข้างบนรวยแล้วหยดลงมาช่วย คนจน หยดลงมาช่วยชาวบ้าน มันจึงเกิด ๒๔ ตระกูลเข้าไปผนึกกันเป็นประชารัฐ ท่านเชื่อว่า ประชารัฐมันจะเป็นโมเดล (Model) ที่มาช่วยฐานราก ผิดพลาด อะไรคือใบเสร็จ ใบเสร็จก็คือ กลุ่ม ๒๔ ตระกูลรวยขึ้นมหาศาล รวยขึ้นแบบชนิดก้าวกระโดด บางคนจาก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาทใน ๕ ปี แต่ชาวบ้านหนี้ท่วมหัว นั่นก็คือสิ่งซึ่งท่านได้จากการคิด ทฤษฎีน้ำหยดคือความเหลื่อมล้ำอันดับ ๑ ของโลก พอความเหลื่อมล้ำมันสะสม สะสม มันกลายเป็นเชิงโครงสร้าง พอเป็นเชิงโครงสร้างปั๊บทีนี้ท่านก็นึกได้แล้วว่าไม่ได้แล้ว ทิ้งเกษตรกรไปนาน ทิ้งฐานรากไม่ได้ มันต้องอัดที่ฐานราก ท่านมาอัดเอาตอนลึกลงไป โครงสร้างแล้ว มันไม่ฟูแล้ว วันนี้อัดอะไรลงไป อัดอะไรลงไปมันก็ไหลเข้ามือทุนใหญ่ ไหลเข้า ทุนใหญ่ แม้แต่วันนี้มาตรการที่ท่านจะจ้างงานครึ่งต่อครึ่งนี่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันไปเอื้อ โดยท่านไม่ได้ตั้งใจ ทุกโครงการที่ท่านแจก แจก แจก มันก็ไหลไปที่โน่นหมด เพราะวันนี้ ความเหลื่อมล้ำมันลงไปลึก ท่านรู้ไหมว่าห้างใหญ่วันนี้ตั้งอยู่จังหวัดไม่พอ ไปตั้งอำเภอไม่พอ ไปตั้งตำบลไม่พอ วันนี้มีรถเข็นเลย รถเร่เซเว่น รถเร่โลตัส แล้วชาวบ้านตายหมด นี่คือตัวอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นท่านผิดอันต่อมาคือวิธีคิดการทำงานท่านผิด พอวิธีคิดการทำงานท่านผิด ก็คือ ๑. เอื้อทุนใหญ่ เพราะคิดว่าทุนใหญ่จะมาช่วยชาวบ้าน จริง ๆ ไม่ใช่ และอันที่ ๒ ต่อมา คือท่านแจก ท่านคิดว่าการแจก แจกของท่านคือแจกแบบไม่ได้หวังโพรดักทิวิตี (Productivity) คือไม่หวังผลผลิต แจกแบบหมุนเวียน หวังมัลติไพลเออร์ (Multiplier) อย่างเดียว วันนี้แจกมากี่รอบในที่สุดมันไม่ฟู แจกเท่าไรก็หายไป หายไป หายไป อันนี้คือข้อผิดพลาดใน วิธีคิดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของท่านที่พวกเราเห็น เดี๋ยวจะเสนอแนะสุดท้าย และอันที่ ๓ ที่ท่านผิดพลาดก็คือท่านบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ นี่ต้องว่ากันตรง ๆ เลยนะครับ ไร้ประสิทธิภาพคืออย่างไรครับ ถ้าท่านไปดูทฤษฎีการบริหาร ประสิทธิภาพคือ ได้งาน ลงทุนต่ำ ได้งานเหมาะสมในเวลาที่ทันการณ์ทันเกม ท่านล่าช้าหลายเรื่อง ท่านครับ ๓ เดือนที่แล้ว ท่านมาขอกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท แล้วท่านแถมแนบแผนการดำเนินงานมาด้วยว่าจะไป เยียวยา ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาฟื้นฟู แล้วก็บอกว่าจะรีบฟื้นฟูด้วย วันนั้นคือเดือนพฤษภาคม วันที่ ๒๗ เข้าประชุมที่นี่ เดือนต่อมาคือมิถุนายน ท่านบอกว่า พิจารณาโครงการจบ เซ็นสัญญาในเดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคมเงินลงสู่พื้นที่ ทำแบบนั้น แก้ปัญหาทันท่วงที ท่านเสนอแผนมาเสร็จ เราก็อนุมัติ ท่านครับวันนี้คือเดือนกันยายน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เบิกจ่ายเพียง ๔๐๐ ล้านบาท โครงการยังไม่อนุมัติเป็นแทบ ผ่านอนุมัติ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริง ๔๐๐ ล้านบาท แล้วมันจะไปทันที่ไหนล่ะครับ มันจะไปทันปัญหาที่ไหนล่ะครับ นี่คือความล่าช้า นี่คือความไม่มีประสิทธิภาพ ผมยังคิดว่า ท่านออก พ.ร.ก. เพราะท่านเร่งรีบ การออก พ.ร.ก. คือเร่งรีบถึงอนุมัติ ถ้ารู้ว่าช้าอย่างนี้ มาออก พ.ร.ก. ทำไม ทำไมไม่ออก พ.ร.บ. จนถึงวันนี้มันจะตายกันหมดแล้ว เงินฟื้นฟู ยังเบิกได้แค่ ๔๐๐ ล้านบาท จาก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วนี่มันไม่ทัน แล้วงบภัยแล้งท่าน เสนอมามันแล้งตั้งตอนซัมเมอร์ (Summer) ท่านก็ภัยแล้ง ภัยแล้งก็รีบกัน วันนี้เพิ่งอนุมัติ น้ำท่วมแล้วบางพื้นที่ ใช้ทันที่ไหน นี่คือความล่าช้าในการบริหาร ประสิทธิภาพไม่เกิด นี่ผมยกตัวอย่าง เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านทำงานมันช้ามันไม่ทันปัญหา แม้แต่เยียวยา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานพูดเมื่อบ่ายนี้ ประกันสังคมวันนี้เพิ่งจ่ายกัน ท่านครับ ถ้าหายืมไม่ได้ไม่ตายแล้วหรือ ตั้งแต่โควิด (COVID) รอบแรกไม่ตายไปแล้วหรือ นี่คือความล่าช้า เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ประการต่อมาปัญหาของท่านที่บริหารเศรษฐกิจไม่ได้ ท่านไม่ปฏิรูปประเทศ ก็ระบบราชการที่เพื่อนเขาพูดแล้ว มันไม่ได้ตอบสนองหรอก จะต้อง แก้ปัญหายุคโควิด (COVID) แบบนี้ระบบราชการมันต้องถูกปรับ ท่านไม่ปรับ วันนี้ที่ท่าน บริหารไม่ได้ที่มันล่าช้า ท่านสั่งเร็วนะ ท่านอย่ามาเถียงผมเลย สั่งเร็ว สั่งแล้ว สั่งแล้วแต่ระบบ ราชการมันไม่ตอบสนองท่าน นี่ไม่ปฏิรูป และที่สำคัญที่สุดก็คือปัญหาของท่านที่แก้ปัญหาไม่ได้ ก็คือการเมืองภายในของท่านเองเป็นข้อจำกัด วันนี้ท่านปวดหัวแทบตาย ผมรู้ ท่านจะตั้ง รัฐมนตรีสักคนยังปวดหัวเลย โควตานายกรัฐมนตรี โควตาพรรค ทีมเศรษฐกิจ เห็นนะครับ เห็นประสิทธิภาพ ท่านอาจจะเป็นคนมีความสามารถแต่ถูกกัดกร่อนด้วยการเมือง การเมือง มาจากไหน ก็การเมืองที่ท่านให้กำเนิดมันมา ตั้งแต่ยึดอำนาจมา เขียนรัฐธรรมนูญมา จัดระบบเลือกตั้งมา เลือกปั๊บ ๒ เดือนถึงประกาศผลได้ แล้วก็ได้รัฐบาล ๑๙ พรรค พอได้ ในพรรคเองท่านก็มาขัดแข้งขัดขา แล้วจนวันนี้ไปหาคนดี ๆ มาเขาก็ไม่อยู่ด้วย คนดีกลุ่มหนึ่ง ของท่านก็ต้องถูกไล่ออกไป หามาใหม่เขาก็หนี นี่คือปัญหาที่ผมเชื่อว่าท่านจะแก้ปัญหาไม่ได้

ท่านประธานครับ ที่สำคัญที่สุดคือข้อเสนอแนะที่เพื่อนเสนอกันมาทั้งวัน นี่ผมเร็วที่สุดแล้วนะครับ เสนอกันมาทั้งวันวันนี้ก็คือหลายท่านมาลงที่อยากให้ท่านลาออก แต่ผมไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอก แต่ก่อนจะลาออกมันต้องมีเหตุมีผลครับ สิ่งแรกที่อยากจะ เสนอแนะท่าน ๑. ท่านต้องยอมรับความจริง ผมพูดมาตลอด ท่านต้องยอมรับความจริง ประการหนึ่งว่าเศรษฐกิจมันแย่ ชีวิตชาวบ้านมันลำบากจริง ๆ ท่านฟังแต่คนรอบข้าง รู้ไหมว่าผู้นำในอดีตที่เจ๊งที่หนีไปตายต่างประเทศ แล้วก็หลายคนที่เรียกว่าทรราช มีอำนาจ สูงสุดชอบเชื่อคนด้านข้าง ใครมันเดินขบวนลูกน้องก็มารายงาน มีคนไปยุยงครับ ไม่ได้มา โดยเจตนาหรอกครับ มารู้ตัวว่าเขามาด้วยตัวเองก็ไม่มีที่อยู่แล้ว เศรษฐกิจก็เหมือนกัน ก็มีคนรายงานว่าดี ๆ ท่านครับดูโซเชียล (Social) สิ ง่ายนิดเดียวสมัยนี้ ม็อบ (Mob) ที่ออกมายังนิดเดียว แต่คนที่ติดตามม็อบ (Mob) ทางไลฟ์ (Live) นั่นเท่าไร ผมเชื่อว่า ท่านเป็นทุกข์กับโซเชียล (Social) ผมเห็นท่านบ่นหลายครั้ง นั่นละครับคือกระจกสะท้อนที่ดี อย่าไปเชื่อคน อย่าไปเชื่อลูกน้องมาก ท่านเชื่อโซเชียล (Social) แล้วท่านจะรู้ ท่านครับ ยอมรับความจริงว่าเศรษฐกิจมันแย่ แล้วความจริงอันหนึ่งที่อยากจะให้ยอมรับมาก ๆ รัฐมนตรีทั้งคณะนะครับ ที่ขึ้นพูดวันนี้ดูเหมือนว่าท่านจะละเลย ท่านต้องแยกออกว่า ก่อนโควิด (COVID) กับโควิด (COVID) อะไรคือปัจจัยทำให้เศรษฐกิจมันแย่ ก่อนโควิด (COVID) อะไรคือปัจจัย ตอนโควิด (COVID) อะไรคือปัจจัย ถ้าเอาไปทับซ้อนกันปั๊บท่าน จะหลงตัวเองหรือท่านจะเข้าใจตัวเองสับสน ท่านคิดสิครับว่าวันนี้แม้ไม่มีโควิด (COVID) ท่านก็เดี้ยงนะ ก่อนโควิด (COVID) จะมาท่านร่อแร่แล้ว แต่โควิด (COVID) มามันก็เพิ่มเติม เท่านั้นเอง วันนี้แม้โควิด (COVID) ผ่านไป ผมเชื่อว่าเรายังแย่ แย่เพราะอะไร ทรัสต์ คอนฟิเดนซ์ (Trust confidence) ความเชื่อถือ ความเชื่อมั่นในตัวท่านนายกรัฐมนตรี ต่างชาติไม่เอา เรื่องการท่องเที่ยว รัฐมนตรีพูดแล้ว ท่องเที่ยวทั้งหมดรู้ไหมครับงบที่ท่าน อัดฉีดโครงการที่ท่านทำวันนี้หลายอย่างคิดดี ชื่นชมเลย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงานเพื่อนกันเรียนรู้เร็วมาก โครงการท่านดีนะ จ้างงานครึ่งบวกครึ่งแล้วก็ฉายตัวเลข การจ้างงานถูกแล้วละ แจกอย่างเดียวไม่ดีวันนี้มาจ้างงานดีแล้วแต่มันไม่สมบูรณ์ จะให้ได้ผล จริง ๆ ท่านจ้างงานวันนี้ถูกแต่เอกชนเขาจะเอากับท่านไหม มันเหมือนแซนด์วิช (Sandwich) โปรแกรม แซนด์วิช (Sandwich) ซึกหนึ่งก็คือรัฐ ซีกหนึ่งก็คือเงินเอกชน แซนด์วิช (Sandwich) มันเกิดข้างเดียวไม่ได้ รัฐมีเงินไปสมทบแต่เอกชนเขาไม่เอา ทำไม ไม่เอา วันนี้เอกชนมันจะรัดเข็มขัดเตรียมปิด แล้วไปจ้างงาน เอกชนวันนี้อย่าว่าแต่จ้างช่วย ให้ไปทำฟรีเขายังไม่ทำ เพราะทำแล้วขายที่ไหน ส่งออกที่ไหน ผลิตที่ไหน ตลาดอยู่ไหน เพราะฉะนั้นกระทรวงพาณิชย์ต้องมาช่วยรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน แรงงานจ้างคนให้แล้ว กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ต้องมาช่วยเรื่องผลิต ช่วยการตลาด ขายที่ไหน ส่งออกที่ไหน เพราะฉะนั้นจ้างช่วยอย่างเดียว อย่าว่าแต่จ้างช่วยเลยนะให้มาทำฟรีผมก็ ไม่เอาแล้ววันนี้ ถ้าผมเป็นนักธุรกิจ ผลิตฟรีแล้วเอาไปขายไหน นี่ส่วนหนึ่ง และสำคัญที่สุด วันนี้ที่ท่านอัดลงไปนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวด้วยกัน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท วันนี้เบิก ๗๖๐ กว่าล้านบาท ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่มีคนจองห้องทุ่มลงไปนี้วันนี้เบิกจ่ายแค่ ๗๐๐ กว่าล้านบาท หลายโครงการที่ตั้งแต่เม็ดเงินไว้ แต่เบิกจ่ายจริง ๆ ไม่ได้ กลไกรัฐ ราชการไม่เอื้อและชาวบ้านไม่เชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย ไปเที่ยวฟรียังไม่ไปเลย จองห้องเยอะ ๆ ไม่ไป เพราะอะไร ไม่มั่นใจ ไม่ใช้เงิน เพราะฉะนั้นสิ่งซึ่งท่านทำมาวันนี้ หลายส่วนถูก แต่สิ่งซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องทำนะครับ วันนี้เอกชนที่เป็นคู่แซนด์วิช (Sandwich) กับท่าน เขาจะแซนด์วิช (Sandwich) กับเราไหม ถ้าท่านไม่ทำเรื่องการตลาด ถ้าท่านไม่ทำเรื่องความเชื่อมั่นให้เขา ความเชื่อมั่นวันนี้เป็นเรื่องใหญ่ แห่กันหนี ไปต่างประเทศ วันนี้ไปสำรวจสิ เมื่อสักครู่นี้สวนดุสิตโพลสัปดาห์ที่แล้วประชาชนวิตกอะไร มากที่สุด วิตกกับหนี้ วิตกกับสถานการณ์ทางการเมือง แล้วท่านทำลายความเชื่อมั่นตัวเอง อยู่ตลอด บางครั้งท่านส่งสัญญาณมันทำลายในตัวไม่รู้ตัว ท่านครับ วันนี้อีกส่วนหนึ่งที่ผม จะบอก ทุกโครงการที่ท่านผลิตขึ้นวันนี้ที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นชิมช้อปใช้ รอบใหม่ ๓,๐๐๐ บาทต่อคน ร่วมกันจ้างครึ่งต่อครึ่งกับเอกชน เที่ยวด้วยกัน ทุกตัวนี้มารวมแล้ว เงินทุกตัวมารวมแล้วไม่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะอัดฉีดเข้าในระบบ ถ้าประเทศไทย เป็นคนป่วย คนคนหนึ่งจะต้องการเลือดอยู่ประมาณที่ ๖ ลิตร คนคนหนึ่งต้องการเลือด ๖ ลิตรนะท่านนายกรัฐมนตรี นี่สมมุติประเทศไทยเป็นคน วันนี้เลือดมันหายไปประมาณ ๔ ลิตร มันถึงจืด เงินไม่มีวันนี้ ก็ต่างประเทศหายไป ๗๐ การท่องเที่ยว รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาอยู่ไหน พีก (Peak) สุด ๓ ล้านล้านบาท การท่องเที่ยวได้เงิน ๓ ล้านล้านบาททุกปี พีก (Peak) สุด ๓ ล้านล้านบาท วันนี้เหลือ ๑ ใน ๔ หายไปเท่าไรครับ มาดูเลือดที่มันหายไปกับเลือดที่ท่านเติมเข้าสิ วันนี้ท่านเติมเข้าไปเต็มแมกซ์ (Max) ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ตั้งเป้าไว้แต่เบิกจริง ๆ ไม่ถึง คนใช้บริการจริง ๆ ไม่ถึง แล้วมันจะฟื้น ได้อย่างไรคนไข้ ทบทวนอีกครั้งนะ คนไข้ต้องการเลือด คนไข้ชื่อประเทศไทยต้องการเลือด ๖ ลิตร แต่มันหายไป ๔ ลิตร เหลือ ๒ ลิตร แต่เติมเข้าไปอีกนิดเดียวเอง แล้วที่เติมเข้าไป วันนี้โครงการต่าง ๆ เบิกจ่ายจริง ๆ มันได้เท่าไร ไม่ได้ เพราะนั้นเอสเอ็มอี (SMEs) ที่บอกว่า จะไปช่วยเขา เขาเข้าไม่ถึง ท่านประธานครับ วันนี้เราถึงเป็นห่วงว่ามาตรการดี ๆ ที่ท่านทำ หลายเรื่อง ๑. ปฏิบัติจริงไม่ได้ เอกชนไม่ร่วมมือ ๒. ราชการไม่เอื้อ เบิกช้า ๓. แม้เบิกได้จริง เต็มแมกซ์ (Max) มันก็น้อยเกินไปสำหรับที่จะอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจวันนี้ เอาง่าย ๆ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ๓ ล้านล้านบาท หรือบางปีบอก ๒ ล้านล้านบาท การท่องเที่ยว เขาไปวิจัยแล้วท่านไปดูสภาพเศรษฐกิจจุลภาคที่ภูเก็ต ทุกปีที่พีก (Peak) ที่สุด ท่องเที่ยว ๓ ล้านล้านบาทได้ รู้ไหมว่าเขาไปวิจัยแล้วคนภูเก็ตได้ไปหัวหนึ่ง ๗๘๐,๐๐๐ ต่อปีนะ ส่วนแบ่งของคนภูเก็ตเอาจากเงินนักท่องเที่ยวนะ ๗๘๐,๐๐๐ บาท คนภูเก็ตได้สูงสุด คนกรุงเทพมหานคร ๘๐,๐๐๐ บาทต่อหัว ส่วนแบ่งจากนักท่องเที่ยว ทบทวนอีกครั้ง คนภูเก็ต ๗๘๐,๐๐๐ คนกรุงเทพมหานคร ๘๐,๐๐๐ แล้ววันนี้มันหายไป แล้วเรามาจัด เที่ยวด้วยกันนิดเดียว คนภูเก็ตฟื้นได้อย่างไร เพราะฉะนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่บอกว่าเขาเชื่อมั่นในประเทศการเงินยังดี กำลังจะฟื้น ท่านไปดูภูเก็ตสิ ถ้ายังเที่ยวกันแบบนี้ เที่ยวให้ตายเลยครับท่านนายกรัฐมนตรี อย่าว่าแต่ปิด ๒ วันเลยข้าราชการ ให้เป็นเป็นปี เที่ยวเลยคนภูเก็ตก็ไม่ฟื้น ฟื้นได้อย่างไร รายได้ที่เคยได้ปีหนึ่ง ๗๘๐,๐๐๐ ต่อหัว วันนี้เที่ยว ในไทยเอง ผมว่าไม่ถึงหัวละ ๒๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นขนาดเลือดที่ฉีดเข้าในระบบเศรษฐกิจวันนี้มันไม่สมดุลกับโรค ถึงได้มีนักธุรกิจ หลายคนบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีถ้าจะกู้ทั้งทีก็กู้ให้มันเยอะกว่านี้เลย เจ้าสัวท่านพูดไม่ผิด อย่าทำแค่นี้ ทำไมมันถึงไปเลย ผมกำลังจะบอกว่านี่ท่านผิดพลาดมา แล้วก็เราถึงบอกว่าวันนี้ ไม่ได้ ๑. ให้ยอมรับความจริง ๒. ให้เรียกความเชื่อมั่นขึ้นมา และ ๓. สุดท้ายแล้วครับ วันนี้ ทางที่เพื่อนเสนอแนะไม่ได้เกินความจริง ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านอนุชาท่านก็พูด อยากเรียกร้องให้สภาอยู่กันไปได้ ทางที่จะเป็นไปได้วันนี้มันมาถึงจุดที่ ต้องพูดกันตามความเป็นจริง ท่านนายกรัฐมนตรีท่านขยันทุ่มเทจนผอม แต่ว่าถ้าขยันแล้ว มันไม่เกิด ทุ่มสุดตัวแล้วมือมันไม่ถึงต้องยอมรับ เหมือนฮิตเลอร์ (Hitler) พูด คนขยันมันก็ มีหลายแบบ ฉลาดขยัน โง่ขยัน อะไรขยันก็ว่าไป ทีนี้เมื่อความจริงเป็นที่ประจักษ์วันนี้ มีทางเดียวครับ ผมไม่ได้บอกว่าท่านลาออกนะ ผมบอกว่าเราต้องเปลี่ยนคนทำ รถคันนี้ถ้ามัน ไม่ไหวก็เปลี่ยนโชเฟอร์ (Chauffeur) ประเทศมันไม่เสียหายหรอก สภาตรงนี้จะอยู่นะครับ ท่านรัฐมนตรีอนุชา สภายังอยู่เพียงแต่เราเปลี่ยนคนบริหาร เปลี่ยนคนเดียวไม่ได้ต้องเปลี่ยนทั้งชุด วันนี้ท่านเอาทีมเศรษฐกิจเข้ามากี่คนเขาก็ไปไม่ได้หรอกเพราะหัวหน้าทีมคือ ท่านนายกรัฐมนตรี ถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีแย่เลยหรือ ไม่หรอก ท่านก็เก่งอีกทางหนึ่ง ท่านเรียนมาทางหนึ่ง ถ้าวันนี้มีสงครามเอาใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีเทียบท่านประยุทธ์ไม่ติดฝุ่น แต่ถ้าสงครามเศรษฐกิจมันไม่ใช่เวทีท่าน ท่านเก่งคนละอย่าง ไม่ได้หมายความว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีคุณค่านะ เก่งคนละยุคแล้ว วันนี้อาจจะไม่ใช่ท่าน ถ้าทำมา ๗ ปีแล้ว มันไม่ไหวเปลี่ยนกันเถอะ เปลี่ยนคนทำ เปลี่ยนก็มีอยู่ ๓ ระบบ ๑. ถ้าเปลี่ยนยังคงสภาไว้ หรือจะไม่คงสภา วันนี้ลือกันมากจะยึดอำนาจ นี่แหละคือตัวการทำลายความเชื่อมั่น ท่านนายกรัฐมนตรีต้องบอก ต้องแสดง ต้องส่งสัญญาณให้ชัด จะไม่เกิด จะไม่มี ถ้ายังมี วอกแวกปั๊บก็จะมีการยึดอำนาจ ข่าวลือยึดอำนาจมีตลอด ท่านทัพอยู่ไหน คอนฟิเดนซ์ (Confidence) มันจะมาที่ไหน ใครเชื่อมั่น แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็เกี้ยวกราด วันสองวันนี้ ผู้สื่อข่าวถามเรื่องยึดอำนาจ ท่านก็เกี้ยวกราด คนถ้าคิดไม่ดีท่านนายกรัฐมนตรีคงไม่ทำหรอก กระมัง ลูกน้องท่านก็คงไม่ทำหรอกกระมัง ดูท่านมีอารมณ์ ท่านครับ ผมจำได้เลย ก่อนปี ๒๕๕๗ ที่ท่านยึดอำนาจท่านเป็นแบบนี้เป๊ะเลย ถามเรื่องยึดอำนาจท่านก็โวยวายแบบนี้ ปฏิเสธด้วย ไม่มี ไม่อะไรด้วย ท่านก็โมโหอย่างนี้แหละ แต่สุดท้ายท่านก็ยึดครับ วันนี้ใครจะเชื่อ มีใครบอกว่าจะยึดอำนาจ ก่อนจะมีใครบอก ปฏิเสธกันทั้งนั้นแหละ สุดท้ายก็ยึด วันนี้ท่านพูดอะไรก็ตาม ท่านขึงขังขนาดไหนก็ตามคนไม่เชื่อ แต่วิธีนี้ท่านอนุชากลัวที่สุด ผมขออีกนิดเดียวครับท่านประธาน กำลังจะจบแล้วจะเสนอแนะนำแล้ว วิธีนี้ท่านครับ สภาจะไม่เหลืออะไรเลย แต่ใครที่คิดจะยึดอำนาจ ผมฝาก ท่านจะต้องเรียนรู้สถานการณ์ใหม่ ๒ อย่าง นี่นิวนอร์มัล (New normal) เลยนะ จะยึดอำนาจวันนี้ต้องดูบริบท ๒ เรื่อง ๑. ประชาชนไม่เหมือนเดิมแล้ว คนจะตายมันไม่กลัวใครนะ แล้วเด็กมันไม่กลัวด้วย เด็กไม่กลัว ผมไม่อยากให้เกิดการเผชิญหน้า ดีที่สุดก็คืออย่าให้มันเกิด วันนี้เชื่อว่าคนจะตายมันจะ ไม่กลัว มันจะสู้ ๒. ยึดอำนาจทุกครั้งนี่ยึดในช่วงที่ประเทศมีอยู่มีกิน ยึดในช่วงที่เศรษฐกิจดี ยังพาประเทศฉิบหาย ยึดครั้งแรกปี ๒๕๔๙ ท่านสนธิยึดท่านทักษิณนี่เศรษฐกิจดี สุดท้ายก็ เหี่ยว เหี่ยว เหี่ยวจะตาย ตอนท่านยึดปี ๒๕๕๗ เศรษฐกิจก็ยังดีนะ ไม่แย่นะ สุดท้ายก็เหี่ยว เหี่ยว เหี่ยวมาจนวันนี้ แล้วถ้ายึดวันนี้ มันจะตายอยู่แล้วถ้ายึดวันนี้มันจะเหลืออะไร ใครที่คิด จะยึดอำนาจวันนี้โปรดดูประเทศ ยึดตอนรวยท่านยังเอาประเทศไม่รอด แล้วถ้ามายึดตอนนี้ มันไม่สิ้นชาติหรือครับ ไม่ได้เลยนะครับ ๒ เรื่องฝากให้คิด เอาละเรื่องยึดอำนาจตัดออก เรื่องยุบสภา ท่านครับผมก็ไม่ได้กลัวหรอก ไม่ได้ติดยึดหรอกว่า ยุบแล้วผมจะไปทำอะไร แต่สภาต้องมีภูมิคุ้มกันพอสมควร ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านรักสภา ผมรู้ ถ้าสภาไม่ผิด ถ้าสภาไม่บกพร่องก็อย่าหาเรื่องสภาเลย ให้สภาเป็นที่พึ่ง ประชาชน ถ้าบกพร่องจริง ๆ มันแย่จริง ๆ ไปไม่ไหวจริง ๆ ก็เชิญ ยุบก็ยุบ ยังดีกว่ายึดอำนาจ วันนี้ผมยังเห็นว่าวิธีการที่จะต้องเปลี่ยนคนทำโดยยึดอำนาจยังไม่ใช่ แล้วเหลืออะไร ก็เหลือทางสุดท้ายที่จะรักษาสภาไว้ เพื่อนผมท่านอนุชาผู้เรียกร้องรักษาสภา วิธีการที่ท่าน จะลาออกงดงามนะ สภายังอยู่นะ ยังเดินได้ เพียงแต่คนในสภานี้เราเปลี่ยนกันทำหน้าที่ คนชื่อประยุทธ์ ๗ ปี จำนนเหมือนนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส โควิด (COVID) ปั๊บเขาก็ลาออก ปล่อยให้ประธานาธิบดีมาครง (Macron) ปรับ หลายประเทศลาออก ถ้าท่านจะลาออกปั๊บ สภายังอยู่ เฟ้นกันขึ้นมาตามกลไก นี่ประชาธิปไตยมั่นคง ไม่เห็นแปลก ลาออกแล้วก็นั่นได้ และถ้าท่านลาออกวันนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมฝากท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอย่าได้ถือว่าเป็นการเสียเกียรติ อย่าได้ถือว่าพ่ายแพ้ ผมถือว่าท่านจะเป็นการเสียสละ ครั้งสำคัญ ท่านเข้ามาท่านก็บอกว่าเสียสละ จริง ผมว่าท่านก็มีมุมของท่านตอนเข้ามาเป็น นายกรัฐมนตรี แต่ถ้าเสียสละออกวันนี้ผมว่ายิ่งใหญ่กว่าตอนเสียสละตอนเข้ามา เพราะเพื่อน ในประเทศ คนกำลังหิวโหย ไร้ความหวัง สิ้นหวังเขาจะมีความหวังคืนมา และที่สำคัญที่สุด ถ้าท่านลาออกวันนี้นอกจากจะช่วยคนยากคนจน ช่วยคนที่ลำบากให้มีความหวังแล้ว ท่านช่วย ประทานโทษนะครับ ล่วงเกินท่านนิดหนึ่ง ผมสงสารครอบครัวท่าน ผมดูโซเชียล (Social) ทุกครั้ง ถ้าเป็นลูกเป็นหลานอ่านผมสงสารนะครับ แต่ท่านใจแข็ง ผมรับไม่ได้ แทนท่านนะครับ มันจะเกิดอย่างนี้ต่อไปแล้ววันสองวันนี้มีไล่ลูกท่านผมก็สงสารนะครับ มันไปถึงตรงนั้นผมว่าไม่ดีเลย ท่านรักลูกรักครอบครัว สุดท้ายจริง ๆ ครับ นอกจาก ช่วยประชาชน ช่วยประเทศแล้ว ท่านช่วยครอบครัวท่านแล้ว ท่านจะช่วยดับชนวน ถ้าเศรษฐกิจอย่างเดียววันนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องลาออกหรอก พอมีเรื่องการเมืองเข้ามาด้วย ท่านลาออกปั๊บวันนี้ผมเชื่อว่าชนวนซึ่งกำลังจะรุนแรงขึ้นในบ้านในเมืองอ่อนลง สิ่งที่มันล่วงเกินเลยไปจากป้ายเรา ป้ายท่านนายกรัฐมนตรีมันเลยไปผมเชื่อว่าจะหยุด ท่านจะได้ชื่อว่าคนหนึ่งที่ยอมตายเพื่อรักษาสิ่งซึ่งเราเคารพ ถ้าท่านออกวันนี้ ผมเชื่อว่า ผู้ชุมนุมไม่เลยป้าย ที่ถ้าเขาเลยวันนี้ ที่เลยวันนี้อาจจะเป็นสมมุติฐานที่ผิดว่าท่านอยู่ได้ เพราะปัจจัยอะไร ถ้าเข้าใจผิดอย่างนั้นเขาก็เลยไปป้ายนั้น ท่านลาออกวันนี้จะยิ่งใหญ่มาก สิ่งซึ่งเราเคารพบูชาก็จะได้หลุดรอด ไม่ด่างพร้อย และการลาออกที่ดีที่สุด มีจังหวะจะโคน ที่เป็นวีรบุรุษ เป็นรัฐบุรุษ ก็คือท่านส่งมอบบ้านเมืองที่ดีที่สุดก็คือการเมืองซึ่งเป็นปฐมเหตุ ท่านก็จัดการให้มันเข้ารูปเข้ารอยเสีย รัฐธรรมนูญที่ยื่นกันไว้ก็ให้แก่ก่อน ให้เขาแก้เสียใน วาระวันที่ ๒๓-๒๔ นี้ ผ่านสภาก็เป็นเรื่องของประชาชนให้เขาทำกันไป พอเขามี ส.ส.ร. ปั๊บ นั่นแหละงดงามที่สุด ท่านออกจังหวะนั้น ให้ประชาชนรับไม้ต่อ สร้างกลไกที่ดี การประชามติใด ๆ เขียนรัฐธรรมนูญใด ๆ อยู่ในบรรยากาศที่ไม่มีคนเคลือบแคลงว่าท่าน ใช้อำนาจแทรกแซง มันจะงดงามมาก นั่นคือการลาออกที่มีจังหวะจะโคนที่ดีที่สุด เป็นประโยชน์กับประเทศที่สุด รักษาสภา สลายเงื่อนไขของบ้านเมือง และรักษาสิ่งซึ่งเคารพ เทิดทูนดีที่สุด กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ