อนุชา นาคาศัย ชี้แจงกรณีการอภิปรายของฝ่ายค้านเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา โดยย้ำว่าพระเถระที่เกี่ยวข้องมีทั้งที่ถูกตัดสินจำคุกและหลบหนีคดี ซึ่งการกลับมาครองสมณเพศใหม่ต้องทำตามกระบวนการกฎหมายอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นจะเข้าข่ายกระทำผิดฐานแต่งกายเลียนแบบพระ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงวิกฤติการเมือง โดยเรียกร้องให้สมาชิกสภาเห็นใจนักศึกษาและร่วมมือกันแก้ปัญหาแทนการขัดแย้ง ย้ำถึงความศักดิ์สิทธิ์ของสภาที่ควรอยู่เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอนุชา นาคาศัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยนาท พรรคพลังประชารัฐ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านนิยม เวชกามา ที่เคารพ ต้องขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านได้อภิปราย เกี่ยวกับเรื่องของพระพุทธศาสนา ซึ่งท่านเริ่มเลยบอกว่ามีท่านนายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๙ คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งสภานี้ก็ไม่เคยมีปรากฏว่า ส.ส. พรรคฝ่ายค้านอภิปราย นายกรัฐมนตรีในเรื่องของพระพุทธศาสนา ซึ่งจริง ๆ แล้วผมก็อยากกราบเรียนผ่านท่านประธานสภาไปยังท่านนิยมว่าจริง ๆ แล้ว ท่านก็ไม่สมควรที่จะอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรี เพราะการอภิปรายนั้นบางครั้งท่านอาจจะ มีข้อมูลที่ผิดพลาดหรือการอภิปรายไม่จำเป็นว่าจะต้องถูกต้องหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ท่านอภิปรายไปมันเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดและคลาดเคลื่อน ซึ่งท่านไม่สมควรที่จะอภิปราย ท่านนายกรัฐมนตรีเลย เพราะจากที่ท่านอภิปรายท่านบอกว่ามีพระเถระ ๗ รูป ถูกดำเนินคดี แล้วศาลตัดสินว่าไม่มีความผิด จะคืนยศพระให้ได้อย่างไร ซึ่งผมกราบเรียนข้อเท็จจริง เป็นที่ยุติชัดเจนนะครับว่าศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาชั้นต้น ให้พระทั้ง ๖ รูป อีกรูปหนึ่งหลบหนีคดีไปที่ประเทศเยอรมัน ผมไม่ขอเอ่ยนามนะครับ ได้ถูกตัดสิน ผมขออ่านคำพิพากษา ๑ รูป เพื่อเป็นตัวอย่าง แต่ผมไม่ขอเอ่ยนามนะครับ ก็คือ พระพรหม ไม่ขอเอ่ยนามนะครับ เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ศาลอาญาคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบกลางอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องจำเลย กับอดีตพระพรหม จำเลยที่ ๕ ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์สินใดร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการ ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ซึ่งศาลเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ให้จำคุก ๓๖ เดือน และปรับ ๒๗,๐๐๐ บาท แต่ที่ผ่านมาได้ปฏิบัติหน้าที่ในการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง และเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ไม่เคยกระทำความผิดทางวินัย จึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษกำหนด ๒ ปี ซึ่งเห็นได้ชัดเจนนะครับว่าพระเถระผู้ใหญ่ ได้ถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุก แต่ให้รอลงอาญานะครับ ซึ่งเมื่อถูกตัดสินลงโทษแล้ว พระจะกลับมาห่มผ้าเหลืองอีกนั้นจะต้องผ่านกระบวนการบรรพชาอุปสมบทถึงจะมีสิทธิ ห่มผ้าเหลืองได้ ถ้าหากห่มโดยไม่อุปสมบทก็จะมีความผิดฐานแต่งกายเลียนแบบพระ ตามมาตรา ๒๐๘ ประมวลกฎหมายอาญาด้วยความผิดเกี่ยวกับศาสนา
จากที่ท่านบอกว่าพระจาก ๓๐๐,๐๐๐ รูป หายไป ๘๐,๐๐๐ รูป เหลือ ๒๒๐,๐๐๐ รูป ก็ไม่ตรงกับข้อมูลความเป็นจริงนะครับ ปัจจุบันเรามีวัดอยู่ทั้งหมดประมาณ ๔๒,๐๐๐ กว่าวัด ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ที่เกิดเรื่องจนถึงปัจจุบันมีจำนวนไม่เกิน ๒๕,๐๐๐ รูปครับ ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นว่าในคำอภิปรายหรือคำที่ท่านเสนอแนะในการอภิปราย ท่านนายกรัฐมนตรีนั้น บางครั้งอาจจะฟังได้ บางครั้งอาจจะฟังไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า หลายสิ่งหลายความเห็นที่ท่านเสนอแนะผ่านมายังรัฐบาล ผมคิดว่าบางเรื่องรับฟังได้ ในปัญหาทางการเมืองที่ผมในฐานะรัฐมนตรีก็ดี ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ผมยังมีบางสิ่งบางอย่างที่อยากจะฝากถึงเพื่อนสมาชิกทุกท่านในปัญหาที่ท่านกำลังอภิปราย ทั่วไปเกี่ยวกับเรื่องวิกฤติทางการเมือง ตัวผมเองนั้นเคยถูกตัดสิทธิทางการเมืองมาเป็นเวลาทั้งหมด ๑๐ กว่าปี ผมไม่เคยกระทำการ สิ่งใดฝ่าฝืนกฎหมายเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะอะไรครับ เพราะผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกของผม ก็รักในระบอบประชาธิปไตยเหมือนกับผม หากว่าพวกเราคิดว่าสิ่งที่ตอบโต้ โต้แย้งซึ่งกันและกัน ที่พวกเราผ่านวิกฤติการเมืองมาในหลาย ๆ ครั้ง ผมคงไม่ลงรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง พวกเราทราบกันอยู่แก่ใจ เราในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรารักสภาแห่งนี้ เราคิดว่าเราจะดำรง สภาแห่งนี้เพื่อเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน เพราะฉะนั้นบางสิ่งบางอย่างถ้าเราคิดว่า เราอยากเห็นสภาของเราศักดิ์สิทธิ์ เราอยากเห็นสภาของเราแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนได้ ผมอยากเรียกร้องพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นเพื่อนของผมได้หยุดคิดกันสักนิดหนึ่ง มาช่วยกันแก้ปัญหาในสภาของเรา ผมเห็นท่านนายกรัฐมนตรี อยู่ทำงานกับท่าน นายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรียังไม่เคยตำหนิติติงผู้ที่ออกมาเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นนิสิต นักศึกษา เมื่อสักครู่ท่านก็ยืนยันว่าท่านเห็นเหมือนลูกหลาน และส่วนตัวผมเองก็รับรองได้ว่า จะยืนยันเคียงข้างเพื่อไม่ให้เกิดพิษภัยกับลูกหลานไทยที่เป็นนิสิต นักศึกษา จะต่อต้านในสิ่งที่ หากจะเกิดอันตรายกับพวกเขา ผมไม่ต้องการสิ่งที่ท่านบอกว่ามันอาจจะเกิดความรุนแรง ผมไม่อยากเห็นสิ่งนั้น และผมอยากเห็นพวกเราที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระงับสิ่งนั้น ถ้าหากว่าท่านเห็นว่ามันจะเกิด ถ้าหากพวกเราช่วยระงับได้ ประชาธิปไตยของเรามันถึง จะเกิดครับ ๔ ปีเลือกตั้งครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ ๔ ปีพวกเรามาทำลายแล้วก็บอกว่านักการเมืองแย่ นักการเมืองใช้ไม่ได้ พวกเราอยากกลับไปอยู่อย่างนั้นอีกหรือครับ แต่ถ้าพวกเราใช้สภาแห่งนี้ ค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ คุย ค่อย ๆ แก้ปัญหากัน ผมเชื่อว่าสิ่งที่พวกท่านต้องการหรือผู้ใหญ่ ที่พวกท่านเคารพนับถือ มีโอกาสครับ แต่สิ่งที่พวกเรากำลังจะเดินผมว่ามันเป็นทาง ที่อันตราย นี่คือวิกฤติทางการเมืองที่เราต้องช่วยกัน ถูกไหมครับ นี่คือเรื่องวิกฤติ ทางการเมือง