จุรินทร์ แจงส่งออกหด-ชูยุทธศาสตร์ข้าวพัฒนาการผลิต-การตลาด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๙ กันยายน ๒๕๖๓

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ชี้แจงสถานการณ์การส่งออกที่หดตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกและโควิด-19 โดยเปรียบเทียบกับประเทศอื่นเพื่อให้เห็นภาพรวม พร้อมเสนอแนวทางปรับรูปแบบการค้าสู่ยุคดิจิทัลและไฮบริด ผลักดันนักธุรกิจรุ่นใหม่เพื่อเสริมศักยภาพการส่งออกในอนาคต อีกทั้งยังรายงานความคืบหน้าของยุทธศาสตร์ข้าวแห่งชาติระยะ 5 ปี ที่มุ่งยกระดับการผลิตและการตลาดข้าวไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเน้นลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และพัฒนาพันธุ์ข้าวให้สอดรับกับความต้องการของตลาดทั้งพรีเมียม ทั่วไป และเฉพาะทาง

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ ขออนุญาตชี้แจงข้ออภิปรายของเพื่อนสมาชิก ๒-๓ ประเด็นครับ ประเด็นแรก มีสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายพาดพิงถึงตัวเลขการส่งออกที่ติดลบในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ขออนุญาตทำความเข้าใจกับท่านประธานว่าตัวเลขส่งออกติดลบในขณะนี้เป็นสถานการณ์ ที่กำลังเผชิญกันอยู่เกือบจะเรียกว่าทุกประเทศทั่วโลก ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่านอกจาก สงครามการค้าที่ยังยืดเยื้อระหว่างประเทศจีนกับประเทศสหรัฐอเมริกา และยังไม่มีทีท่าจะยุติ ซ้ำร้ายก็ยังมีการปรับรูปแบบไปสู่ความตึงเครียดยิ่งขึ้นในบางขณะ บางช่วง บางกรณี สถานการณ์โลกซ้ำเติมมาด้วยสถานการณ์โควิด (COVID) เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ส่งผลให้ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ชะลอตัวก็คือว่าอัตราการเจริญเติบโตน้อยลงเป็นลำดับ แล้วก็ซ้ำมา ด้วยติดลบที่เรียกว่าเศรษฐกิจโลกหดตัว ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่หนีไม่พ้น ผลกระทบที่ว่านั้น และตัวเลขการส่งออกของทุกประเทศในโลกก็ล้วนได้รับผลกระทบ ตัวเลขการส่งออกตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนกรกฎาคมปีนี้ของประเทศไทยต้องยอมรับ ความจริงว่าติดลบ ๗.๗ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศในโลกแล้วจะเห็นว่า ตัวเลขของเราก็ไม่ได้น่าวิตกไปกว่าประเทศอื่น ๆ ผมยกตัวอย่างเช่นอินเดีย ท่านประธาน ทราบไหมครับติดลบเท่าไร อินเดียติดลบ ๗ เดือนนี้ ๒๒.๔ เปอร์เซ็นต์ ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่ง ที่ภาวะเศรษฐกิจดีมากของโลกติดลบ ๑๔.๖ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเกาหลีติดลบ ๑๐.๖ เปอร์เซ็นต์ ประเทศฟิลิปปินส์ติดลบ ๑๗.๘ เปอร์เซ็นต์ ประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็น ประเทศเทรดเดอร์ (Trader) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกประเทศหนึ่งติดลบ ๑๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านเราติดลบ ๙.๔ เปอร์เซ็นต์ นี่คือข้อเท็จจริงที่ต้อง ยอมรับว่าเป็นผลกระทบมาจากทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกและภาวะวิกฤติโควิด (COVID) ที่ทุกประเทศได้รับผลเช่นเดียวกัน ทางออกของประเทศไทยในสถานการณ์วิกฤตินั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้จัดตั้งองค์กรขึ้นมา แก้ปัญหาในสถานการณ์พิเศษที่เรียกว่า ศบศ. หรือศูนย์บริหารเศรษฐกิจในระหว่าง สถานการณ์โควิด (COVID) ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ กระทรวงพาณิชย์ก็จัดตั้ง กรอ. พาณิชย์ขึ้นมา เพื่อปฏิบัติภารกิจร่วมกันระหว่างส่วนราชการกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนทำงาน อย่างใกล้ชิด เพื่อทำอย่างไรที่จะผ่อนหนักให้เป็นเบาที่สุดในเรื่องของตัวเลขการส่งออก และในเรื่องของรูปแบบการค้าการส่งออก ก็ได้มีการปรับรูปแบบเข้าสู่ยุคนิวนอร์มัล (New normal) ยุคนิวนอร์มัล (New normal) ที่ว่าก็คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการค้า ออฟไลน์ (Offline) มาเป็นการค้าแบบออนไลน์ (Online) และพัฒนาไปถึงขั้นที่เรียกว่า การค้ารูปแบบใหม่ที่เรียกว่าไฮบริดจ์ (Hybridge) คือรูปแบบผสม ใช้ทั้งออฟไลน์ (Offline) และออนไลน์ (Online) ผสมผสานกันเพื่อทะลุทะลวงทำตัวเลขการส่งออกให้ดีที่สุดเท่า ที่จะทำได้เพื่อพยุงสถานการณ์ ซึ่งที่ผ่านมาก็ปรากฏผลเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันรัฐบาล ก็ได้สร้างทัพนักธุรกิจยุคใหม่ที่เรียกว่าทัพนักธุรกิจการค้าออนไลน์ (Online) ขึ้นมา เพื่อให้เขามีศักยภาพในเรื่องการค้าออนไลน์ (Online) ในประเทศและด้านการส่งออก โดยให้การอบรมให้ความรู้เป็นกรณีเฉพาะ ที่สำคัญก็คือสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเรียน จบมหาวิทยาลัย อันนี้กระทรวงพาณิชย์ก็มีนโยบายและโครงการชัดเจนที่ต้องการ ปั้นคนเหล่านี้ที่เรียกว่าคนเจนแซด (Gen Z) หรือคนเจนซี (Gen Z) ให้เป็นซีอีโอ (CEO) เพื่อสร้างซีอีโอ เจนแซด (CEO Gen Z) หรือซีอีโอ เจนซี (CEO Gen Z) ขึ้นมา ให้เขามี ศักยภาพและความรู้ในการที่จะค้าออนไลน์ (Online) และเป็นทัพหน้าในการนำรายได้ เข้าประเทศต่อไปในอนาคตซึ่งได้เริ่มต้นดำเนินการแล้วใน ๗ มหาวิทยาลัยในภาคเหนือ และจะทำในภาคใต้ ภาคกลางแล้วก็ทุกภาคทั่วประเทศต่อไป ตั้งเป้าหมายว่าในปีนี้เราจะทำ ให้ได้ ๑๒,๐๐๐ คน นี่ก็คือสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ได้ดำเนินการที่ขอกราบเรียนกับท่านประธาน ในเรื่องของการแก้ปัญหาการส่งออกในยุคนิวนอร์มัล (New normal) สมาชิกท่านหนึ่งได้พูด ในเรื่องของการส่งออกข้าว บอกว่าประเทศไทยเสียแชมป์ (Champ) ส่งออกข้าวไปเรียบร้อยแล้ว แล้วก็สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยได้ออกข่าววิงวอนรัฐบาลให้เร่งพัฒนาสายพันธุ์ข้าวขึ้นมา ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาตอบไปบ้างแล้ว ผมขออนุญาตขยายความเพิ่มเติม

ประการที่ ๑ ความจริงกระทรวงพาณิชย์ รัฐบาล กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยได้ทำงานร่วมกันมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มี การหารือร่วมกัน เร่งรัดการส่งออกตลอดระยะเวลา ทั้งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ข้าว และใน กรอ. พาณิชย์ อย่างที่ผมกราบเรียน ความจริงเรื่องการเสียแชมป์ (Champ) ส่งออกนั้น ประเทศไทยเสียแชมป์ (Champ) ส่งออกข้าวมาตั้งแต่ช่วงที่มีการดำเนินการโครงการจำนำข้าว ผมขออภัยไม่ประสงค์จะพาดพิง แต่ต้องการกราบเรียนท่านประธานว่าประเทศไทย ไม่ได้เพิ่งเสียแชมป์ (Champ) วันนี้ ปีนี้ หรือเมื่อปีที่แล้ว แต่เราเสียแชมป์ (Champ) ส่งออกข้าว มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ในช่วงปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๑ เรากลับมาเป็นแชมป์ (Champ) อีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นแชมป์ (Champ) ครั้งนั้นก็เพราะประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งระบายข้าว ที่ค้างอยู่ในสต็อก (Stock) จำนวนมากออกไป ทำให้ตัวเลขส่งออกเพิ่มเติมขึ้นมา แต่มาถึง เวลานี้แม้ภายใต้สถานการณ์โควิด (COVID) อย่างที่ท่านประธานทราบ ก็ไม่ได้แปลว่า สถานการณ์ส่งออกข้าวไทยนั้นเลวร้ายในทุกตลาด ยังมีบางตลาดที่ยังขยายตัวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะข้าวพรีเมียม (Premium) หรือข้าวเกรดคุณภาพสูง เช่น ข้าวขาว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในตลาดญี่ปุ่น ตลาดสหรัฐอเมริกา ตลาดออสเตรเลียเป็นต้น สามารถขยายตัวได้ อย่างเดือนที่แล้วถึงร้อยละ ๑๕ อันนี้ก็คือข้อเท็จจริงที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธาน สาเหตุที่การส่งออกข้าวช่วงนี้ประสบปัญหาก็เพราะเหตุว่านอกจากสถานการณ์โควิด (COVID) แล้ว ต้องยอมรับว่าราคาเราสู้คู่แข่งในตลาดไม่ได้ เนื่องจากต้นทุนข้าวของเรา สูงกว่าประเทศคู่แข่ง ขณะเดียวกันประเทศไทยในปัจจุบันขาดความหลากหลายของพันธุ์ข้าว ที่เป็นที่ต้องการของตลาด เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่นั่ง หัวโต๊ะเป็นประธาน กบข. คือประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติได้มอบหมายให้ ผมดำเนินการไปจัดทำยุทธศาสตร์ข้าวขึ้นมา และปรากฏว่ามาถึงจุดนี้เราสามารถดำเนินการ มียุทธศาสตร์ข้าวขึ้นมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอนำเข้าที่ประชุม นบข. อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยยุทธศาสตร์ข้าวชุดใหม่นี้จะมีอายุ ๕ ปี นับตั้งแต่ ปี ๒๕๖๓ ไปจนกระทั่งถึงปี ๒๕๖๗ ยุทธศาสตร์ข้าวชุดใหม่ที่ว่านั้นมีวิสัยทัศน์ก็คือว่า จะทำประเทศไทยให้เป็นผู้นำการผลิตการตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลก โดยใช้ยุทธศาสตร์ที่ยังไม่เคยปรากฏเป็นรูปธรรมชัดเจนมาก่อนที่ว่าเราจะใช้ตลาดนำการผลิต โดยแบ่งตลาดเป็น ๓ เกรด (Grade) เกรด (Grade) ที่ ๑ ก็คือตลาดพรีเมียม (Premium) เกรด (Grade) ที่ ๒ คือตลาดทั่วไป และเกรด (Grade) ที่ ๓ ก็คือตลาดเฉพาะ เช่น ข้าวสี ข้าวที่มีคุณสมบัติเฉพาะและมีผู้ต้องการบริโภคเป็นการเฉพาะ เป็นต้น สำหรับข้าวที่จะมุ่งเน้น ประกอบด้วยข้าว ๗ ชนิด ๑. ข้าวหอมมะลิ ๒. ข้าวหอมไทย ๓. ข้าวพื้นนุ่ม ๔. ข้าวพื้นแข็ง ๕. ข้าวนึ่ง ๖. ข้าวเหนียว แล้วก็ ๗. ข้าวสีต่าง ๆ ที่มีตลาดเฉพาะอย่างที่ผมกราบเรียนกับ ท่านประธานเมื่อสักครู่ โดยมีการตั้งเป้าที่เป็นรูปธรรมมีตัวเลขชัดเจน เพื่อสนองต่อตลาดข้าว ในอนาคตที่เราหวังจะกลับมาเป็นแชมป์ (Champ) อีกครั้งหนึ่งในวันข้างหน้า ยุทธศาสตร์ ที่ว่าประกอบด้วย ๑. การลดต้นทุนการผลิตตั้งเป้าไว้ชัดเจนว่าต้องลดต้นทุนการผลิตข้าว จากไร่ละ ๖,๐๐๐ บาท เป็นไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท ภายในระยะเวลา ๕ ปี ประการที่ ๒ จะเพิ่มผลผลิตจากปัจจุบันเฉลี่ยผลิตได้ตกไร่ละ ๔๖๕ กิโลกรัม เพิ่มเป็น ๖๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนั้นในเรื่องเมล็ดพันธุ์ที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศก็ตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าต่อไปนี้ ประเทศไทยภายใต้รัฐบาลนี้จะเดินหน้ามุ่งเน้นผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณสมบัติสั้น เตี้ย ดก แล้วก็ดำ โดยมีตัวเลขชัดเจนว่าจะผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวรุ่นใหม่พื้นนุ่ม อย่างน้อย ๔ สายพันธุ์ ๒. พันธุ์พื้นแข็ง ๔ พันธุ์ ๓. ข้าวหอมไทย ๒ พันธุ์ สุดท้ายข้าวที่มีโภชนาการสูง ๒ พันธุ์ รวมแล้วอย่างน้อย ๑๒ พันธุ์ ภายใน ๕ ปี เพื่อสนองต่อความต้องการของตลาดในอนาคต นอกจากนั้นในเรื่องการประกวดพันธุ์ข้าวปีนี้ประกวดไปแล้วต้นปีแต่เป็นครั้งแรกที่เราทำ ยังขรุขระก็ตกลงกันว่าจะจัดใหม่อีกครั้งหนึ่งปลายปีนี้ เพื่อเร่งรัดให้ทั้งเอกชน นักวิชาการ และผู้ที่มีศักยภาพได้เร่งทำการวิจัยผลิตข้าวพันธุ์ใหม่ขึ้นมาเพื่อนำมาประกวด และจะเป็น ทรัพยากรสำคัญของประเทศในเรื่องการส่งออกข้าวต่อไป ต่อไปก็ค่อยจัดปีละครั้งตามปกติ สำหรับตลาดนั้นก็เน้นตลาดทั้งในประเทศ ทั้งข้าว ทั้งผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูปและผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมที่ดำเนินการจากข้าว อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่า รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายที่มีความชัดเจนในเรื่องข้าวที่เป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง สมาชิกอีกท่านหนึ่ง ได้พูดถึงพืชเกษตรตัวอื่นนอกจากข้าวอย่างที่กราบเรียนกับท่านประธานว่ายังมีเรื่องมัน ยังมีเรื่องยาง ยังมีเรื่องข้าวโพดและมีเรื่องปาล์มที่ยังเป็นปัญหา ก็ขออนุญาตกราบเรียน กับท่านประธานว่าความจริงพืชเกษตรสำคัญ ๆ ที่กระผมกราบเรียนมาเมื่อสักครู่นั้น สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายอย่างเพื่อนสมาชิกบางท่านอภิปราย อย่างน้อยที่สุดช่วงระยะเวลา ฤดูการผลิตที่ผ่านมาจนกระทั่งฤดูการผลิตที่ดำเนินการอยู่นี้ราคาพืชเกษตรสำคัญ ๆ ผมกล้า พูดได้ว่าดีเกือบทุกตัว ยกตัวอย่างเช่น ข้าว ข้าวเปลือกเจ้า ณ ช่วงระยะเวลานี้ราคาตกตันละ ที่เป็นทางการนะครับ ๙,๑๐๐-๑๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียน มันสำปะหลังราคาทางการ ณ วันที่ ๘ เมื่อวานนะครับ ตกกิโลกรัมละ ๒ บาท ๒๐ สตางค์ ข้าวโพดเมื่อวานเหมือนกัน ตัวเลขทางการความชื้น ๑๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ตกกิโลกรัมละ ๘ บาท ๗๐ สตางค์ แม้แต่ปาล์ม ตัวเลขเมื่อวานราคาทางการตกกิโลกรัมละ ๓.๘๐ บาท ถึง ๔.๒๐ บาท ณ หน้าโรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพารา ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่า สัปดาห์ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวเลขไต่เพดานไปแตะถึงกิโลกรัมละ ๖๐ บาทแล้วสำหรับ ยางแผ่นรมควันชั้น ๓ นี่ก็คือสิ่งที่อยากกราบเรียนกับท่านประธานให้ได้รับทราบเป็นภาพทั้งหมด สำหรับยางที่ราคาดีขึ้นนั้น ขออนุญาตเรียนกับท่านประธานว่านอกจากปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ราคายางธรรมชาติเพิ่มขึ้นไปด้วย เพราะ น้ำมันดิบนำไปใช้ทำยางเทียม ถ้าน้ำมันดิบแพง ยางเทียมก็แพง คนก็หันมาใช้ยางธรรมชาติ มากขึ้นก็จะมีผลให้ราคายางธรรมชาติสูงขึ้น แต่นอกจากราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นแล้วปัจจัย ภายนอกตลาดล่วงหน้าก็ปรับตัวสูงขึ้น ความต้องการใช้ถุงมือยางเพิ่มขึ้นทำให้น้ำยางข้นขายดีขึ้น ประกอบกับภาวะทางภูมิศาสตร์ในบางประเทศผู้ผลิตเช่น ฝนตกหนัก แรงงานขาดแคลน เป็นต้น นี่คือปัจจัยภายนอกที่ส่งที่ขออนุญาตกราบเรียน แต่ปัจจัยภายในก็มีผลสำคัญอย่างยิ่ง ที่ช่วยให้ราคายางดีขึ้น โดยเฉพาะมาตรการเชิงรุกของรัฐบาลชุดนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียน ยกตัวอย่างครับ เช่น สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการ ผมนำทัพเอกชนไปบุก ตลาดต่างประเทศหลายประเทศด้วยกัน แล้วก็ได้เซ็นเอ็มโอยู (MOU) ไม่ว่าจะเป็นประเทศ จีน ประเทศอินเดีย ประเทศตุรกี และในหลายประเทศ ปรากฏว่าวันนี้เราได้ตัวเลขมา หลายหมื่นล้านบาท แล้วก็กำลังเร่งรัดการส่งมอบ ซึ่งมีผลมันไม่มากก็น้อยในการที่จะช่วย กระตุ้นให้ยางในประเทศสามารถระบายไปยังต่างประเทศได้ มีการลงนามเอ็มโอยู (MOU) ๕๑๑,๕๐๐ ตัน เป็นเงิน ๔๗,๙๙๑ ล้านบาท และส่งมอบไปแล้ว ๑๔๕,๙๔๐ ตัน เป็นเงิน ๑๒,๘๓๕ ล้านบาท แม้ในช่วงวิกฤติโควิด (COVID) ก็ตาม และกำลังเร่งรัดทยอยส่งมอบ นอกจากนั้นก็เป็นมาตรการที่เป็นมติคณะรัฐมนตรีที่ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะไม่กี่วันมานี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงคมนาคมร่วมกับกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ อนุมัติให้มีการนำยางไปทำหลักนำทางหรือที่เรียกว่าเสาหลักกิโลเมตร ภาษาชาวบ้านนะครับ รวมทั้งนำไปทำกำแพงคอนกรีตแต่ครอบแผ่นยาง โดยอนุมัติ ในงบประมาณปี ๒๕๖๔ ๓๙,๑๗๕ ล้านบาท งบประมาณปี ๒๕๖๕ ๔๓,๙๙๕ ล้านบาท รวมแล้ว ๘๓,๑๗๐ ล้านบาท เพื่อกระตุ้นตลาดให้เห็นว่าในอนาคตอย่างน้อยภาครัฐ มีความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้น และจะมีผลในการกระตุ้นยกระดับราคายางในประเทศ ให้สูงขึ้น นอกจากนั้นก็ยังมีมาตรการในเรื่องของการตลาดที่ขออนุญาตกราบเรียนว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างยิ่งยวด เพราะต้องการระบายยางออกสู่ตลาด และช่วยดึงราคา ประการที่ ๑ ปลายเดือนกันยายนนี้ วันที่ ๓๐ กันยายน ถึงวันที่ ๑ ตุลาคม กระทรวงพาณิชย์จะจัดบิซิเนส แมตชิง ออนไลน์ (Business matching online) คือหมายความว่าพบปะระหว่างผู้นำเข้าจากต่างประเทศกับผู้ส่งออกยางไทยบนออนไลน์ (Online) เพื่อที่จะทำตัวเลขการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง ที่นอน หมอนยาง เบาะรถนั่ง เป็นต้น โดยเน้นตลาดอียู (EU) ตลาดจีน ตลาดอินเดีย ตลาดเกาหลี และตลาดญี่ปุ่น เป็นต้น เดือนพฤศจิกายนก็จะมุ่งเน้นสินค้านวัตกรรมยาง โดยการยางแห่งประเทศไทย จะเป็นเจ้าภาพจัดงานแมตชิง (Matching) หรือพบปะระหว่างผู้นำเข้ากับผู้ส่งออกไทย รวมทั้งเดือนมีนาคมปีหน้า แพลน (Plan) ไว้เรียบร้อยแล้วครับว่าจะเน้นเรื่องผลิตภัณฑ์ ยางรถยนต์ แล้วก็ผู้ประกอบการอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์ นอกจากนั้นมีการเตรียม จัดงานอินเทอร์เนชันนัล รับเบอร์ เอกซ์โป (International rubber expo) โดยการยางแห่ง ประเทศไทยภายใต้การรับผิดชอบของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน เตรียมจัดงานเอกซ์โป (Expo) ใหญ่ เพื่อขยายช่องทางการตลาดอย่าง ผลิตภัณฑ์ยาง นวัตกรรมยางให้เป็นเวทีพบปะระหว่างผู้ซื้อ ผู้นำเข้า กับผู้ส่งออก ผู้ขายของไทยภายใต้ วิสัยทัศน์เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ที่จะทำงานร่วมกันระหว่าง ๒ กระทรวง และอีกอันหนึ่ง ที่จะเห็นอนาคตของยางไทยภายใต้รัฐบาลชุดนี้ก็คือว่าการที่เรามุ่งเน้นจะทำให้ประเทศไทย เป็นไทยแลนด์ รับเบอร์ โกลฟส์ (Thailand rubber gloves) คือเป็นฮับ (Hub) ของ ถุงมือยางโลก โดยขณะนี้การยางแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการในการชักจูงผู้ลงทุนจาก สหภาพยุโรป จากประเทศสเปน จากประเทศจีน เป็นต้น มาลงทุนทำโรงงานเพื่อใช้ประเทศไทย เป็นฐานการผลิตถุงมือยาง ปรากฏว่ามาถึงวันนี้การยางแห่งประเทศไทยภายใต้การดูแล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถดึงนักลงทุนมาได้แล้วประมาณ ๑๐ ราย แต่ละราย จะลงทุนประมาณ ๑,๐๐๐-๑,๕๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียนให้ ท่านประธานได้รับทราบว่านี่คือมาตรการที่รัฐบาลนี้ได้เร่งรัดดำเนินการ และอย่างน้อยที่สุด ก็จะส่งผลให้ราคายางดีขึ้นเป็นลำดับ สุดท้ายก็คือประเด็นที่เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งพูดถึง ในเรื่องของล้ง ท่านบอกว่าเราไม่ควรจะปล่อยให้ล้งต่างด้าวมาตั้งในประเทศไทย ควรจะไล่ออก จากแผ่นดินนี้ให้หมด ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าคำว่าล้งที่ว่านั้นก็คือผู้รับซื้อผลไม้ และรับซื้อไปเพื่อกระจายในตลาดทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออก ล้งจะประกอบด้วย ผู้ประกอบการ ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ คือล้งที่เป็นคนไทย ประเภทที่ ๒ คือล้งที่เป็น คนต่างประเทศ ทั้ง ๒ ฝ่ายนี้ล้วนแล้วแต่มีคุณูปการต่อเกษตรกร เพราะล้วนแล้วแต่จะเป็น ผู้รวบรวมผลิตและกระจายในตลาดในประเทศและนำไปสู่การส่งออกในต่างประเทศ สุดท้ายผลก็จะเกิดข้อดีกับเกษตรกรในที่สุด ผมไปประชุมที่จังหวัดจันทบุรีร่วมกับเกษตรกร ผู้ส่งออก ล้ง ผู้แปรรูปทั้งหมดเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา มีการร้องเรียนเรื่อง ล้งเอาเปรียบเกษตรกร แต่สุดท้ายพอบอกว่าถ้าอย่างนั้นเราควรกำจัดล้งต่างประเทศให้พ้นไป ดีหรือไม่ คนค้านคนแรกคือเกษตรกร ท่านบอกว่าอย่า เดี๋ยวจะไม่มีคนมาซื้อผลผลิต เพราะลำพังล้งไทยไม่พอที่จะรองรับผลผลิตของเกษตรกร ล้งต่างประเทศยังมีความจำเป็น เพียงแต่เราจะต้องมีมาตรการที่เข้มงวดกำกับอย่าให้เขาเอาเปรียบเกษตรกรไทย อันนี้คือ หัวใจสำคัญ แม้แต่เรื่องลำไยไม่กี่วันผมก็กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีในที่ประชุม คณะรัฐมนตรี เพราะมีเสียงเรียกร้องจากเกษตรกรผู้ปลูกลำไยว่าภายใต้สถานการณ์โควิด (COVID) ทำอย่างไรจะอนุญาตให้ล้งจีนข้ามประเทศมาซื้อลำไยในประเทศได้ แต่สุดท้ายก็จนด้วย ปัญญาเพราะถ้าเข้ามาเขาจะต้องถูกสเตต ควอรันทีน (State quarantine) ในการที่จะ กักตัวแล้วก็จะเป็นปัญหาอุปสรรค แต่เราก็แก้ด้วยการค้าออนไลน์ (Online) แล้วขณะนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแล้วช่วยชาวสวนลำไยในภาวะวิกฤติแล้วก็เจอภัยแล้งลูกแกรนหมด ขายไม่ได้ราคา ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี พวกเรามีมติอนุมัติช่วยชาวสวนลำไยไร่ละ ๒,๐๐๐ บาท ครัวละไม่เกิน ๒๕ ไร่ นี่ก็คือสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการ มาตรการที่ต้องการ กำกับล้งอย่าเอาเปรียบเกษตรกร ก็คือ ๑. เราจะต้องบังคับให้ใช้สัญญาของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อความเป็นธรรม ทั้งล้งและเกษตรกรไม่ให้เอาเปรียบกัน ประการที่ ๒ ต้องบังคับใช้ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ล้งต่างประเทศรับซื้อ เพื่อการส่งออกเท่านั้น เอามาขายในประเทศแย่งอาชีพล้งไทยไม่ได้ และประการที่ ๓ พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ปี ๒๕๖๐ ต้องนำมาบังคับใช้ ล้งใดจงใจกดราคารับซื้อ มีความผิดจำคุก ๒ ปี ปรับไม่เกินร้อยละ ๑๐ ของรายได้ในปีนั้นทั้งปีหรือทั้งจำทั้งปรับ อันนี้ คือมาตรการที่กระทรวงพาณิชย์ตระหนัก และถ้าพบว่าล้งต่างประเทศล้งไหนเอาเปรียบ เกษตรกรก็จะบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดต่อไป ปัจจุบันจับกุมแล้ว ๑ รายที่จังหวัด จันทบุรี และกำลังเตรียมดำเนินคดีอีก ๕ ราย ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อทราบครับ