จาตุรงค์ ชี้ปัญหาข่มขืน หนุนเยียวยา-ปรับทัศนคติ-ควบคุมสื่อลามก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒ กันยายน ๒๕๖๓

จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ หารือประเด็นการข่มขืนอย่างเร่งด่วน โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ระดับครอบครัว พร้อมเสนอการบูรณาการงานระหว่างหน่วยงานเพื่อควบคุมสื่อลามกอนาจารในสื่อดิจิทัล และเรียกร้องให้ปรับทัศนคติสังคมต่อผู้เสียหาย สนับสนุนการเปิดเผยความจริงและเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมด้วยหลักฐานจากกล้องวงจรปิด อีกทั้งเสนอแนวทางการรักษาผู้กระทำผิดผ่านการฉีดฮอร์โมนภายใต้กรอบการแพทย์ พร้อมเน้นย้ำถึงผลกระทบจากการข่มขืนที่มีต่อทั้งร่างกาย จิตใจ เศรษฐกิจ และสังคม จึงเรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณและขยายความครอบคลุมของกฎหมายเพื่อรองรับการเยียวยาทางการแพทย์และสังคมอย่างเหมาะสม

นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย สำหรับวันนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเข้าสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๒๖ เดือนธันวาคม ๒๕๖๒ คณะกรรมาธิการได้สรุปมาให้พวกเราฟังทั้งหมดทั้งสิ้น ๗๓ หน้า มีตั้งคณะอนุกรรมาธิการอยู่ ๒ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการแรกคืออนุกรรมาธิการศึกษาสถานการณ์ป้องกันและ แก้ไขปัญหา อนุกรรมาธิการที่ ๒ คือเรื่องของกฎหมายยุติธรรม ผมเรียนท่านประธานว่า ขณะนี้อยากเพิ่มเติม อันดับแรกขอชื่นชมในการทำงาน แต่ก็อยากเพิ่มเติมในหลายประเด็น

ประเด็นแรก คือสถิติที่เราเช็ก (Check) จาก สตช. ว่ามีคดีเรื่องของความผิด ข่มขืนกระทำชำเราในปี ๒๕๖๐ ๒,๓๔๒ คดี จับกุมได้ ๒,๐๐๓ คดี ในปี ๒๕๖๑ ๒,๑๕๘ คดี จับกุมได้ ๑,๙๒๖ คดี ปี ๒๕๖๒ ๑,๘๐๕ คดี จับกุมได้ ๑,๓๙๗ คดี คดีลดลง แต่ว่าในส่วนที่ เขาไม่ได้แจ้งความไม่ได้พูดถึง ขณะนี้อยากจะเรียนว่าสถานการณ์ที่จำเป็นอย่างยิ่งคือ เราลืมพูดถึงเรื่องของการสร้างภูมิคุ้มกันในสถาบันครอบครัวในเรื่องของการป้องกัน คือล้อมรั้ว เราลืมพูดถึงว่าเรื่องของความที่มีสถาบันที่อบอุ่น ครอบครัวอบอุ่น เด็กผู้ชาย ที่จะไปคิดในเรื่องของเกเรต่าง ๆ ถ้าได้รับการล้อมรั้ว ได้รับความอบอุ่นอย่างดี มันจะอยู่ในเรื่องของการป้องกันเหมือนของเรื่องยาเสพติด เพราะฉะนั้นอันดับแรกคือ เรื่องของการป้องกันที่เราจะต้องดูในเรื่องของครอบครัวปลูกฝัง

ประเด็นที่ ๒ การบูรณาการ ที่เขียนมาก็ดีแต่ผมว่ายังมีอีก ๒-๓ หน่วยงานที่เรา ละเลยเขาไม่ได้เลยคือเรื่องแรกคือเรื่องของที่ท่านนิยมพูด สำนักพระพุทธศาสนา กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในเรื่องของ โซเชียลมีเดีย (Social Media) ขณะนี้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ไปไกลเหลือเกินครับ สมัยนี้จะเปิดภาพทางอินเทอร์เน็ต (Internet) เว็บ (Web) โป๊ ภาพต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งซีดี (CD) หรือหนังสือ สื่อลามกอนาจาร เมื่อผมเป็นผู้แทนในสมัยต้น ๆ ปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ ปี ๒๕๔๐ จะมีญัตติทุกครั้ง ป้องกันสื่อลามกอนาจารจะต้องมีตั้งกรรมาธิการขึ้นมาดูทุกที ตอนนี้มันไปลงโซเชียล (Social) แล้ว เพราะฉะนั้นเราคงต้องดู อยากจะให้เพิ่มเติม หรือว่าประเด็นตรงนี้เข้าไป

เรื่องต่อไปคือเรื่องของการปรับทัศนคติ ค่านิยม ลูกหลานผู้หญิงที่ถูกข่มขืน หรือว่าถูกกระทำชำเราล่วงละเมิดทางเพศอาจจะถูกด้อยอำนาจเขา ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร กับลูกน้อง ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์กับลูกศิษย์ ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างกับลูกจ้าง ไม่ว่าจะอะไร เขาด้อยกว่าเขา เพราะฉะนั้นการที่เขาจะไปบอกไปกล่าวมันเรื่องยาก ด้วยปัญหาต่าง ๆ ถูกบีบคั้น แล้วก็ไปแจ้งก็ถูกตราหน้าว่าบ้านนี้ลูกถูกข่มขืน เป็นเหมือนกับว่าเขาก็จะมี สภาพจิตใจที่แย่อยู่แล้วไปซ้ำเติม ต้องปรับทัศนคติ สังคมจะต้องชูว่านี่เขาเป็นผู้ซึ่งถูกกระทำ แล้วก็ต้องได้รับการเยียวยา แล้วก็ต้องได้รับการชื่นชมว่ากล้ามาเปิดโปงทำให้ไม่มีผู้ที่จะมา ข่มขืนกระทำชำเราลดน้อยลง

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของปัจจุบัน สังเกตไหมว่าเคส (Case) ต่าง ๆ จับได้ โดยเฉพาะมีซีซีทีวี (CCTV) มีภาพวงจรปิดนะครับ อยากให้ใช้ตรงนี้ เพราะว่าคนที่จะมาทำ คดีต่าง ๆ ที่จับได้ สมัยก่อนจับไม่ได้เพราะว่าไม่มีหลักฐานพยานก็ถูกฟ้องไม่ได้ แต่ที่น่าเป็นห่วง คือการตัดสิน คนลืมไปแล้วครับนาน พอมาประกาศอีกทีคดีเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้คดีเคส (Case) เรื่องกระทำชำเราถ้าเป็นไปได้เร่งรัดคดีให้ได้เร็วทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา เพื่อจะได้ติดตาม มันก็จะเป็นตัวอย่างในเรื่องของการดำเนินการ ในสายของกฎหมาย

ประการถัดไปคือเรื่องของการรักษานะครับ ในด้านกระทรวงสาธารณสุข ผมเห็นที่เขียนในหน้า ฐ ข้อ ๕ ในเรื่องของการใช้เคมิคัล คัสเทรชัน (Chemical castration) ต้องเรียนว่าตรงนี้เป็นการวิจัยแล้วก็เป็นหนังสือแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ได้ผิดกฎหมายสิทธิมนุษยชน เพราะเป็นในลักษณะของการรักษา ฉีดฮอร์โมนก็คือฮอร์โมน ยาคุมของผู้หญิงนี่หละ รอบละ ๙๐ วันนี้แหละ ฉีดฮอร์โมนเข้าไป เป็นฮอร์โมนกลุ่มโพรเจสเตอร์โรน (Progesterone) ที่ทำให้กระตุ้นกดฮอร์โมนเพศชายมันเด่นขึ้นมาคือแอนโดรเจน (Androgen) เพราะฉะนั้น ฮอร์โมนเพศชายไม่เด่นก็ความที่อยากมีเพศสัมพันธ์ อยากจะไปข่มขืนอะไรต่าง ๆ ก็จะรู้สึกว่า ลดน้อยไปทุก ๓ เดือน พอหมดเขากลับขึ้นมาใหม่ ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ฝ่อไปเลย เหมือนกับฮอร์โมนเพศหญิงที่ฉีดแล้วเขาไม่ตั้งครรภ์ เพราะเขาคุมทุก ๓ เดือนต้องมาฉีด ถ้าไม่ฉีดก็คืนมา การดูตรงนี้การฉีดฮอร์โมนตรงนี้ก็คือเรื่องของการรักษา แต่ว่าในนี้เขียนว่า ต้องมีการวิจัย ก็คิดว่ามันคงต้องใช้เพิ่มเติม เพราะว่าคนยังไม่ค่อยใช้เท่าไร เนื่องจากตรงนี้ อาจจะอยู่ในวงแคบนะครับ

เรื่องของผลกระทบ อันนี้เรื่องสำคัญ ผลกระทบจากการถูกข่มขืน กระทำชำเรา ไม่ว่าด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ทั้งครอบครัว ทั้งสถานะเศรษฐกิจ สังคม และ ผลทางด้านสาธารณสุข พรีเวนชัน (Prevention) แรก คือพรีเวนชัน (Prevention) ของการตั้งครรภ์ พรีเวนชัน (Prevention) ที่ ๒ คือการติดเชื้อ ตามมาเลยครับ อันที่ ๓ คือ เป็นโรคทางด้านซึมเศร้า ข่มขืนถ้าเกิดรุนแรงก็เป็นโรคจิต เพราะฉะนั้นการเยียวยาเรื่องของ การตั้งครรภ์ก็มียาที่กินกันภายใน ๒-๔ ชั่วโมง ก็ยืนยันว่าเป็นการเลื่อนไม่ให้ไข่ตก ขออนุญาตอีกนิดหนึ่งครับท่านประธาน ในการเลื่อนนี่ได้ แต่ถ้าเป็น ๒๔ ชั่วโมงก็ไม่แน่ เพราะฉะนั้นอย่างที่หลายท่านบอกว่า ท่านหมอชลน่านพูด ต้องไม่ให้มีการตั้งครรภ์ ก็คือ ต้องพาไปพบแพทย์ ถ้าเกิดไม่ทันเพราะเวลาประจวบเหมาะเลย เวลาอสุจิเข้าไปผสม ก็ไข่ตกพอดีเลยยาตามไม่ทัน ก็จะมีการป้องกันไม่ให้มีการฝังตัวก็คือใส่ห่วงไอยูดี (IUD) เข้าไปเขาก็ไม่ตั้งครรภ์ได้ นี่คือการกินยา อันที่ ๒ การป้องกันการติดเชื้อ โรคเอดส์ โรคอะไร ต่าง ๆ ก็ต้องดูแล การใช้เรื่องของการรักษาเราพูดไปแล้วนะครับ เรื่องของการใช้สหวิชาชีพต่าง ๆ ที่ดูแล ก็ต้องมาดูแลในเรื่องของการเยียวยาเขา เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนว่ากฎหมายที่แก้ใน พ.ร.บ. ผมก็เห็นดีด้วยว่าชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ที่ท่านเขียนถึงในกฎหมายในเรื่องของชื่อนิยามก็กว้างขึ้น แต่ถ้าเราเห็นว่าดีด้วย เราคงต้อง ฟอลโลว์ (Follow) ต่อ ติดตามต่อ เพราะต้องเสนอในสภาให้แก้ต่อ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ การเยียวยา มีคนมาขอเคส (Case) รักษาเยียวยาประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าเคส (Case) เยียวยาแล้วได้เงินไป เงินไม่พอเพราะได้แค่ ๒๐๐ กว่าล้านบาทปีหนึ่ง ซึ่งเห็นว่าต้องใช้ถึง ๕๐๐-๖๐๐ ล้านบาท ตรงนี้คือของ พ.ร.บ. นี้ แล้วเงินเยียวยาไม่ได้มากเลย ๔๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท จึงคิดว่าการเยียวยาต้องมีการเพิ่มการดูแลตรงนี้เข้าไป เพราะว่าคนที่ ถูกกระทำแล้วเคราะห์ซ้ำกรรมซัดยิ่งยากจนยิ่งลำบาก ยิ่งไม่มีเงิน ดังนั้นก็คงต้องฝากไว้ เพราะฉะนั้นการที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เขียนไว้นี้ก็ดี แต่ว่าก็อยากให้ครอบคลุม อย่างที่ผมบอกในเรื่องของสร้างภูมิคุ้มกัน ในเรื่องของการเขียน ในเรื่องของผู้บริหาร เขียนกระทรวงสาธารณสุขน้อยไปนิดหนึ่ง ไปเขียนแค่กระทรวงยุติธรรมบวกกระทรวงสาธารณสุข มารวม แต่ไม่ได้บอกถึงการเยียวยา การรักษา การตั้งครรภ์ แล้วก็เรื่องของการปรับทัศนคติ เรื่องของโซเชียลมีเดีย (Social Media) ก็ขอขอบคุณท่านประธานครับ