กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ วิพากษ์การจัดการวิกฤติโควิด-19 โดยชี้ถึงความล่าช้าและข้อบกพร่องในการคัดกรองผู้ติดเชื้อ พร้อมเรียกร้องให้ปรับระบบสุขภาพให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการเร่งจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ การตัดสินใจที่ทันต่อเหตุการณ์ และการวางกรอบแผนการป้องกันการระบาดในอนาคต รวมถึงการจัดสรรวัคซีนให้ครอบคลุมประชาชนทั้งประเทศอย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย วันนี้ก็ขอมาอภิปรายรายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติ เรื่องการศึกษามาตรการป้องกันการเกิดโรคระบาดและโรคติดต่อในประเทศไทย ของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้ทําสรุปรายงานมา ก็ต้อง ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ทํารายงานที่ค่อนข้าง สมบูรณ์แบบ แล้วก็ผมขอตั้งข้อสังเกตนะครับว่า รายงานฉบับนี้ได้เรียกหน่วยงานทั้ง ๑๔ หน่วยงาน มาให้ข้อมูลในช่วงโควิด-๑๙ (COVID-19) ในครั้งนี้ ผมขอตั้งข้อสังเกตดังนี้ ๑. รายงานฉบับนี้ยังขาดเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเราจะต้องเอาปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมาแก้ไขในเชิงระบบ แล้วเราก็คิดว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอนาคตเราจะป้องกันแก้ไขอย่างไร ทําไมถึงพูดอย่างนั้นครับ ๑. การระบาด รัฐเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน ๔ มกราคม ๒๕๖๓ แต่ทําไมมีการระบาดที่สนามมวย ลุมพินี สถานบันเทิงทองหล่อ วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ มีนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงเดินทาง มาเที่ยวที่ไทย แล้วก็วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ไปเที่ยวที่ทองหล่อ เราทราบก็ตอนวันที่ ๔ มีนาคม แล้วก็แม้กระทั่งว่าทราบวันที่ ๔ มีนาคม มีการระบาดที่ทองหล่อแล้ว วันที่ ๖ มีนาคม ยังมีการชกมวยที่สนามมวยลุมพินีทั้งที่มีการประกาศห้ามชกมวย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ก็นําเรียนว่าเมื่อเราทราบว่าเราประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อวันที่ ๔ มกราคม เราจะทําอย่างไร ให้การคัดกรองซึ่งถือว่ามีความสําคัญ ช่วงนั้นเรื่องอื่นไม่สําคัญเท่าการคัดกรอง เพราะเชื้อมา จากต่างประเทศ ในประเทศเราไม่มี ฉะนั้นเราต้องลงทุน เราต้องโฟกัส (Focus) เรื่องการคัด กรองให้ดี ถ้าเราคัดกรองให้ดีเราจะทํางานน้อยลง เราจะประหยัดใช้งบประมาณน้อยลง เรา จะมีการระบาดน้อยลง การคัดกรองที่เราเห็นมีปัญหาเราก็ต้องเรคอร์ด (Record) เช่น ช่วงที่ มีผีน้อยเข้ามา ช่วงแรกที่ไม่ได้คัดกรองทุกคน ช่วงการตรวจเฉพาะที่มาจากอู่ฮั่น ซึ่งจริง ๆ ตอนนั้นต้องคิดแล้วว่าในบริเวณประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกงที่มาระบาด ที่บริเวณทองหล่อก็น่าจะมีเชื้ออยู่แล้ว นี่คือสิ่งที่เราจะต้องมีการศึกษาในตัวนี้ด้วย การคัดกรอง ที่ไม่รวดเร็ว ไม่ครอบคลุม ไม่แม่นยํา ที่ไม่แม่นยําก็บอกว่าการจะทําอะไรเราต้องรู้จริง แล้วก็ ต้องคิดว่าการที่เราจะวางแผนในการที่จะคัดกรองให้ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มีความสําคัญ รั่วมาคนหนึ่ง ๑ วันเขาสัมผัสอีก ๑๐๐ คน หนึ่งวันเขาสัมผัสอีก ๑๐๐ คน อีก ๑ วันสัมผัส อีก ๑๐๐ คน มันจะขนานไหน เพราะฉะนั้นแล้วในช่วงที่การคัดกรองมีความสําคัญเราต้อง โฟกัส (Focus) ในจุดนั้นให้รวดเร็ว แม่นยํา ครอบคลุมในทุกรูรั่วที่จะเกิดขึ้น
อันที่ ๒ คือการสืบสวนโรค เมื่อมีเหตุการณ์ที่ทองหล่อแล้ว มีเหตุการณ์ ที่ลุมพินีแล้ว ความรวดเร็ว แม่นยําที่จะต้องสืบสวนโรค ซึ่งช่วงแรกเราตรวจเฉพาะคนที่มีไข้ คนที่มีอาการ แล้วก็ไม่ได้แอกเกรสซิฟ (Aggressive) เรียกว่ารุนแรงในการที่จะทําให้คนที่อยู่ สนามมวยลุมพินีทั้ง ๕๐๐-๖๐๐ คน ได้รับการคัดกรอง ทราบว่าอีก ๑ เดือน ก็มีการคัดกรอง แค่ ๑๐๐ คน นี่คือสิ่งที่เรายังต้องมีความรวดเร็ว แล้วก็แม่นยํา ครอบคลุมในปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้าเราลงทุนตั้งแต่ตอนนั้นประเทศไทยเราอาจจะมีปัญหาน้อยกว่านี้นะครับ แล้วก็สังเกตว่า เขาไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งตัวนี้ไม่มีอาการ แล้วก็ไปตรวจโรงพยาบาลหลวงก็ไม่ได้ ก็ต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชน เฉพาะที่โรงพยาบาลรามคําแหงมีตัวเลขว่าเขาตรวจ วันที่ ๑๔ มีนาคม ถึงวันที่ ๕ เมษายน ๗,๗๗๖ ราย พบมีผู้ติดเชื้อ ๙๕ ราย ๑.๒๒ เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่ไม่มีอาการเลย นี่คือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ว่าการที่ไม่มีอาการก็สามารถจะมีการติดเชื้อได้ เพราะฉะนั้นแล้วผู้ที่มีความเสี่ยงที่สัมผัสในกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด ถึงแม้ไม่มีอาการจะต้องมีการ ตรวจอย่างรวดเร็ว แล้วก็เรียกว่าแม่นยํา ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วผมมีเวลาแค่ ๗ นาที เพราะฉะนั้นการเน้นในเรื่องการคัดกรองการสืบสวนโรคนี้มีความสําคัญ ส่วนการบริหาร จัดการอื่น ๆ ที่ยังมีปัญหา ไม่ว่าการบริหารจัดการหน้ากาก อุปกรณ์ เรื่องของสิ่งที่มีปัญหาต่าง ๆ ท่านควรจะ เรคอร์ด (Record) เข้าไปในรายงานนี้ด้วย ส่วนในปัญหาของโควิด (COVID) เรามีจุดแข็งคือระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง มีบุคลากรการแพทย์ที่มีความสํานึก มีจรรยาบรรณ ที่ดี แล้วก็มี อสม. เป็นเครือข่ายที่แข็งแรงครับ เราถึงรอดมาได้จนถึงตอนนี้ จุดอ่อนของเรา คือการจัดการช้าเกินไป เร็วเกินไปในบางครั้งนะครับ แล้วก็เข้มเกินไป ช้าเกินไปก็ไม่ดี แล้วถ้าเข้มเกินไปในช่วงแรกก็จะดีนะครับ แต่ว่าเข้มเกินไปในช่วงท้ายก็ทําให้เศรษฐกิจเสีย ฉะนั้นจุดพอดีระหว่างการที่จะต้องเข้มเกินไป เร็วเกินไป หรือช้าเกินไป อ่อนเกินไป มีความสําคัญเพราะกระทบกับเศรษฐกิจด้วยนะครับ แล้วในปัจจุบันนี้ก็นําเรียนว่าจะต้อง โฟกัส (Focus) ๒ เรื่องนะครับ จะป้องกันการแพร่เชื้อจากภายนอกประเทศได้อย่างไร รู้ได้อย่างไรว่าไม่มีรูรั่ว ผมตั้งคําถามนะครับตอนนี้ อันที่ ๒ วัคซีนท่านเตรียมไว้อย่างไร คน ๖๖ ล้านคน ถามว่าวัคซีนจะมาอย่างไร ผลิตได้อย่างไร แล้วจะมีการวางแผนในการที่จะ ฉีดวัคซีนของคนไทยอย่างไรต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ