ภาสกร ชี้ปัญหาการศึกษา-แรงงาน พร้อมเสนอปรับหลักสูตรรับอนาคต

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๓

ภาสกร เงินเจริญกุล หารือปัญหาการศึกษาและตลาดแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากอัตราการเกิดที่ลดลง พร้อมเสนอแนวทางการปรับหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ระดับพื้นฐานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและอนาคตของเศรษฐกิจโลก โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพแทนปริมาณ การเชื่อมโยงกับภาคจริง และการใส่ใจความสุขของผู้เรียน เพื่อให้การศึกษาเป็นการลงทุนระยะยาวที่ไม่หวังผลตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

นายภาสกร เงินเจริญกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ท่านประธานครับ ผมเห็นญัตตินี้ผมเลยต้องรีบขึ้นมาพูดเลยครับ หลังจากจบจากคณะอนุกรรมาธิการพิจารณางบประมาณนะครับ เนื่องจากว่าเป็นเรื่อง สําคัญมากนะครับ ผมมีเวลาไม่เยอะนะครับ เดี๋ยวจะแบ่งประเด็นให้เหลือสัก ๒-๓ ประเด็น ให้เห็นภาพว่าแนวคิดของผมเป็นอย่างไรบ้าง ประเด็นที่ ๑ ก่อนเข้าการศึกษา ประเด็นที่ ๒ คือตอนที่เข้าการศึกษา และประเด็นสุดท้ายคือออกเข้าสู่ตลาดแรงงาน

มาประเด็นแรกเลยครับ ก่อนเข้าการศึกษา ก่อนเข้าการศึกษาเราก็จะมี ปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมต้น อาชีวะ เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ด้วยอัตราการเกิดที่ต่ํา ปัญหา ๒๐ ปีข้างหน้าเราเห็นเลย เห็นตั้งแต่วันนี้เลยว่าเด็กมันน้อย หมายความว่า ตลาดแรงงานอีก ๒๐ ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีปัญหาเรื่องของตลาดแรงงาน เพราะคนที่ จะทํางานในตลาดน้อยลง เนื่องจากเด็กน้อยลง อันที่ ๑ อันที่ ๒ ถ้าตลาดแรงงานน้อย หมายความว่ารายได้ที่รัฐจะจัดเก็บหรือภาษีที่จัดเก็บก็น้อยลงอีก เหมือนกันเช่นกันครับ อันที่ ๓ หมายความว่าถ้าเราเกิด ๒-๓ ประเด็นนี้เราคงต้องมาเลือกของคุณภาพ และต้องตัด บางอย่างที่มันไม่จําเป็นลงหรือในบางสาขาวิชาการ เพราะว่าอะไร วันนี้ผมมองเปรียบเทียบ ให้เห็นชัด ๆ ง่าย ๆ ยกตัวอย่างเช่น ผมมีคนอยู่ ๑๐๐ คนผมหาเงินได้ ๑,๐๐๐ บาท ณ อีก ๒๐ ปีข้างหน้าเรารู้อยู่แล้วเราอาจจะเหลืออีก ๕ คน ถ้าเราไม่ทําอะไรเราอาจจะเหลือ แค่ไม่กี่บาท แต่ทีนี้เรากําลังมองว่า ๕ คนทําอย่างไรให้ได้เงิน ๑,๐๐๐ บาทเท่าเดิม หมายความว่าคุณภาพต้องดี แล้วจะทําอย่างไรก็ต้องมาดูกันต่อไปนะครับ

ประเด็นที่ ๒ วิธีการเข้าอุดมศึกษา ตอนนี้เรากําลังจะเข้าอุดมศึกษาแล้ว เข้าอุดมศึกษาวันนี้ผมงงมากกับการเข้า มีแก็ตแพ็ต (GAT/PAT) เต็มไปหมดเลย ก่อนแก็ตแพ็ต (GAT/PAT) มีพอร์ตฟอลิโอ (Portfolio) ด้วย เหมือนต่างประเทศด้วยพอร์ตฟอลิโอ (Portfolio) ไปพรีเซนต์ (Present) กันแล้วได้ เรากําลังมองอยู่ว่าคนที่เข้าอุดมศึกษาได้ ณ วันนี้ผมขอแบ่งเป็นคน ๒ จําพวก พวกที่ ๑ ก็คือคนไทยเรานี่เอง คนไทยที่เรียนการศึกษา ขั้นพื้นฐานแล้วอยากจบปริญญาตรี ด้วยเหตุผลคือก็ไม่รู้ว่าทัศนคติ ณ วันนี้คือต้องจบ ปริญญาตรี เดี๋ยวหาที่เรียนเอา อันที่ ๒ คือจบอะไรดี ไม่รู้แต่ต้องจบปริญญาตรีก่อน อันที่ ๓ มีหลาย ๆ ท่านอยากจบปริญญาตรีเพราะอยากมีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ สุดท้ายจบปริญญาตรีได้เงินเท่าไร ถ้าตามที่เราเสนอเงินเต็มก็คือ ๑๕,๐๐๐ บาท ณ วันนี้ ๑๕,๐๐๐ บาทเลี้ยงครอบครัวได้ไหมครับ ตัวเองยังเหนื่อยเลย วันนี้มีทัศนคติใหม่แล้ว ต้องจบปริญญาโท หนักกันเข้าไปใหญ่ แล้วหลักสูตรของอุดมศึกษาเขาทําอย่างไรครับ ณ วันนี้ก็เริ่มมีเพิ่มเป็นอินเตอร์ (Inter) เราก็จะเห็นว่าอินเตอร์ (Inter) เปิดเต็มเลย ตั้งแต่ ขั้นพื้นฐาน แล้วอันนี้คนแย่งกันเรียน แพงด้วย ความว่าเรามีปัญหาทางด้านการศึกษาอยู่ สิ่งที่มองเห็นชัด ๆ เลยก็คือภาษา เพราะมันเป็นโกลบัลไลเซชัน (Globalization) ณ วันนี้ คือเราจะเดินทางไปที่ไหนก็ได้ตลอดแรงงานเปิดหมด หลักสูตรเราต้องรองรับแบบนี้ด้วยครับ หลักสูตรนี้คงต้องมองอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้า หรือ ๔-๕ ปีข้างหน้าคนที่เรียนปี ๑ จบไป เขาจะทําอะไร ต้องคิดให้เขาเลยครับ รอให้เขาคิดเองผมว่ามันช้าไป จริง ๆ ต้องวางตั้งแต่ การศึกษาขั้นพื้นฐานเลยว่าเขาจบแล้วควรจะให้เขาเรียนอะไร ให้เด็ก ๆ คิด ผมเชื่อว่า เขาไม่รู้หรอก เราต้องเปลี่ยนวิธีการวัดผลเลย ของการศึกษาขั้นพื้นฐานผมพูดไปหลายรอบแล้ว วันนี้คงไม่ไปยุ่ง เราจะได้รู้ว่าเด็กที่จะเข้าอุดมศึกษาควรจะอันไหน และอะไรบางอย่างที่เรา ตัดทิ้งไป เพราะเนื่องจากว่าอนาคตมันเป็นเรื่องของเอไอ (AI) เรื่องของอะไรที่มาทํางานแทนคนเยอะมาก บางสาขาวิชาผมบอกเลยว่าแทบไม่ต้องใช้คน หรือใช้คนน้อยลงมาก แต่ไม่อยากจะเอ่ยในที่นี้ว่าเป็นสาขาวิชาอะไร ซึ่งผมเชื่อว่าหลาย ๆ คน ก็คงรู้ วิชาอะไรที่มันจะเพิ่มและอนาคตมีเงินหรือรายได้ที่เพิ่มเราต้องโฟกัส (Focus) แล้วเอา ตลาดแรงงาน ไม่ต้องมองแค่ในประเทศ ต่างประเทศเราก็ปล่อยคนของเราออกไปทํางานได้ คนที่มาเรียนในประเทศไทยเพราะเราเปิดหลักสูตรอินเตอร์ (Inter) รองรับคน ทั้งไทยและ ต่างชาติ เขาก็ทํางานในประเทศไทยได้ ไม่อย่างนั้นมหาวิทยาลัย ณ วันนี้เอกชนหลาย ๆ ที่ เขาอยู่ไม่ได้ครับ พอเขาอยู่ไม่ได้ก็ถูกประเทศจีนซื้อไป ในหลาย ๆ มหาวิทยาลัยผมเชื่อว่าในนี้ หลาย ๆ คนก็ทราบว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ถ้าเราไม่แก้เลย ลูกหลานเราจะเหนื่อยมากนะครับ เราต้องมองครับ ดังนั้นเราคงต้องปรับหลักสูตรเหมือนกันให้สอดคล้องกับอาชีพอีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้า เรารู้อยู่แล้วครับ รบกวนต้องดูตรงนี้นะครับ คงไม่ลงไปในดีเทล (Detail) ว่าจะทําอะไร พอเข้ามาในตลาดแรงงาน ตอนที่เรียนอุดมศึกษาเราต้องมองภาพหลักสูตร ออกเป็น ๒ ส่วน ณ วันนี้คนที่จบปริญญาตรีหรือปริญญาโทก็แล้วแต่ประสบการณ์ ถ้าคนที่ เรียนมาเพียว ๆ (Pure) เข้าตลาดแรงงานทํางานไม่ได้เลยครับ เพราะไม่รู้ว่าโลกการทํางานจริง เขาทําอะไรกัน ก็ต้องไปเรียนรู้ ปัญหาก็เกิดกับนายจ้างกับบริษัท เพราะเข้าไปนี่ทํางาน ๑-๒ ปีก็ออกครับ เพราะรู้แล้วว่าเขาทํางานเป็นอย่างไรเพราะที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนมา ลาออกครับ ไปบริษัทอื่นจะได้เงินเดือนที่เพิ่มขึ้น เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ที่ไหนที่ ได้ดีขึ้นก็ไป มันก็เป็นภาระของบริษัทที่ ๑ บริษัทที่ ๒ ก็ได้คนที่มีวิชาขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ฉะนั้น ตอนเรียนต้องอาศัยประสบการณ์ให้เขาทํางาน มหาวิทยาลัยต้องเจรจาบริษัทต่างชาติ ในประเทศไทยอะไรก็แล้วแต่ ส่งเขาเข้าไปทํางานเรียนรู้ ถ้าบางทีเขาทํางานดีเขาอาจจะได้งาน เลยนะครับ แต่ถ้ามันไม่ได้งานอย่างน้อยประสบการณ์ก็ได้ เข้าไปทํางานก็จะดีขึ้นนะครับ

ฝากเรื่องสุดท้ายครับ ตอนที่เราใส่หลักสูตร ใส่วิชาการเข้าไปนี้ อย่าลืมใส่ ความสุขให้เขาไปด้วย เพราะถ้าเราไม่ใส่มันกลายเป็นทํางานแล้วเรียนแล้วเครียด สุดท้าย ชีวิตมันก็จะไม่มีความสุข แล้วอาจจะเจอปัญหาอย่างอื่นตามมานะครับ ช่วยรบกวน มองการศึกษาเป็นการลงทุนที่ไม่หวังผลตอบแทนนะครับ ขอบพระคุณครับ