ชวลิต ชี้โอนงบ 8.8 หมื่นล้านก่อนพิจารณาเงินกู้ หวังเยียวยาทันที

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๔ มิถุนายน ๒๕๖๓

ชวลิต วิชยสุทธิ์ แสดงความเห็นถึงความจำเป็นในการเร่งพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ 88,000 ล้านบาทก่อนพ.ร.ก.เงินกู้ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทันเวลา พร้อมเรียกร้องให้มีการควบคุมการใช้งบประมาณอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการรั่วไหลและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ขณะเดียวกันได้เสนอแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากจากการระบาดของโควิด-19 โดยส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนผ่านทฤษฎีใหม่ การใช้ยางพาราในโครงการท้องถิ่น และเรียกร้องให้กำหนดไทม์ไลน์การเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างชัดเจนเพื่อคืนอำนาจสู่ประชาชน หลังตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการแต่งตั้งผู้บริหารท้องถิ่นต่อเนื่องเกินวาระและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณร่วมแสนล้านบาท

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ นครพนม

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... จำนวน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ที่กำลังพิจารณากันอยู่ในขณะนี้ กระผมเห็นว่ามาไม่ถูกที่ไม่ถูกเวลา ถ้าจะให้ถูกที่ถูกเวลา ต้องดำเนินการตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม ๒๕๖๓ ก่อนพิจารณา พ.ร.ก. เงินกู้ จำนวน ๑.๙ ล้านล้านบาทที่เพิ่งพิจารณาผ่านไป และถ้าพิจารณาตามข้อเสนอของพรรคการเมือง ฝ่ายค้านก็จะได้ประโยชน์อย่างน้อย ๒ ประการครับท่านประธาน

ประการแรก ได้รับงบประมาณมาเยียวยาความเดือดร้อนประชาชน อย่างทันท่วงทีเพราะมีงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ให้ปรับเกลี่ยอยู่ก่อนแล้ว

ประการที่ ๒ หากปรับเปลี่ยนงบประมาณในปี ๒๕๖๓ เพื่อเยียวยา ความเดือดร้อนประชาชนแล้วไม่เพียงพอ จึงค่อยกู้เงินในจำนวนที่คาดการณ์ได้ว่าจะน้อยกว่า ๑.๙ ล้านล้านบาท ภาระเงินกู้ของประเทศชาติและประชาชนก็จะน้อยลง

จึงนับเป็นความผิดพลาดของรัฐบาลในเชิงยุทธศาสตร์การใช้งบประมาณ แผ่นดินให้มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เมื่อเวลาล่วงเลยมาและเกิดความเสียหายดังกล่าว พรรคการเมืองฝ่ายค้านไม่มีทางเลือกใดนอกจากฟ้องประชาชนว่าเป็นความผิดพลาดของ รัฐบาลในการบริหารจัดการการใช้งบประมาณ ท่านประธานที่เคารพครับ งบประมาณ จำนวน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เป็นการปรับเกลี่ยงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ จากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เข้างบกลางให้อยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรี ณ ขณะนี้จึงต้องมาพิจารณาว่าสภาจะควบคุม ตรวจสอบ เสนอแนะอย่างไร ให้การใช้เม็ดเงินงบประมาณนั้นเกิดประสิทธิภาพที่สุด รั่วไหลน้อยที่สุด ในเงื่อนไขที่รัฐบาล มีเสียงข้างมาก แต่ก็ต้องได้รับการถ่วงดุลจากเสียงข้างน้อยของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ท่านประธานที่เคารพครับ ในการพิจารณา พ.ร.ก. เงินกู้ ๑.๙ ล้านล้านบาทที่ผ่านมา พรรคการเมืองฝ่ายค้านได้เสนอแนะให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจากสภาขึ้นมาตรวจสอบ การใช้จ่ายงบประมาณ แต่เดิมพรรคการเมืองแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลไม่เห็นด้วย แต่เมื่อพรรคร่วมรัฐบาล และภาคส่วนต่าง ๆ ประสานเสียงไปในแนวทางเดียวกันว่าควรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จนเกิดกระแสโอบล้อม กดดันจนรัฐบาลต้องดำเนินการตามเสียงประชาชน แสดงว่า ทุกภาคส่วนห่วงใยการรั่วไหลของงบประมาณ ต้องการใช้เม็ดเงินงบประมาณให้เกิด ประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด ดังนั้น การจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณ พ.ศ. .... ในปี ๒๕๖๓ จำนวน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ซึ่งเป็นการปรับเกลี่ย งบประมาณจากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ให้มาอยู่ในงบกลาง ดังที่ผมได้กราบเรียน ในเบื้องต้น จึงมีข้อพิจารณาว่าเราจะทำอย่างไร เสนอแนะอย่างไร ให้เป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนมากที่สุด

ท่านประธานที่เคารพครับ วิกฤติไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) เกิดขึ้นทั่วโลก ในระยะเริ่มต้นปีสองปีนี้เราคงจะไปหวังพึ่งพิงจากต่างประเทศในด้านการส่งออก เหมือนเช่นเคยคงไม่ได้มากนัก เพราะทุกประเทศต่างประสบปัญหาเช่นกัน ในระยะแรกนี้ กระผมเห็นว่าต้องกระตุ้นการบริโภคภายในให้เกิดการหมุนเวียนจับจ่ายใช้สอยในระดับล่าง จนถึงระดับกลางให้มากที่สุด มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นเกษตรกร เมื่อมีคนตกงานเกือบ ๑๐ ล้านคน กลับบ้าน กลับชนบทไปอยู่กับพ่อแม่ ลูกเมีย กระผมจึงเห็นว่าเกษตรกรรมจะพยุงชนบท พยุงเมือง และพยุงชาติอีกครั้ง เหมือนเช่นวิกฤติเมื่อปี ๒๕๔๐ ที่ผ่านมาที่เกษตรกรพยุงชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเห็นว่าเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของเราประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรม เบื้องต้น เราต้องส่งเสริมให้เกษตรกรอยู่ได้ พออยู่ พอกิน เหลือก็ขาย

ประการแรก ยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดและมีอยู่แล้วเป็นยุทธศาสตร์ พระราชทาน ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเห็นการณ์ไกลคือโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน ที่ทรงมอบไว้ให้กับประเทศไทย ประชาชนคนไทย รัฐบาลควรสนับสนุน การขุดสระในไร่นาอย่างขนานใหญ่ สนับสนุนพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ แนะนำส่งเสริมให้เลิกใช้ สารเคมีร้ายแรง จะได้มีกุ้ง หอย ปู ปลาตามธรรมชาติให้จับกิน และไม่เป็นอันตราย ต่อสุขภาพอนามัยประชาชน สารพิษทั้งหลายก็ต้องแบน (Ban) ให้หมดไปตามมติ สภาผู้แทนราษฎร ที่พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่าสุขภาพอนามัยเป็นสิ่งที่ประชาชน ส่วนใหญ่ต้องการ

ประการที่ ๒ ผมขอเสนอแนะยุทธศาสตร์ ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกหลายตัว ท่านประธานที่เคารพครับ ช่วง ๕-๖ ปีที่ผ่านมาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำทุกตัวจนเกษตรกร มีหนี้สินรกรุงรัง กระผมจำได้ว่าในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา กระผมได้ไปพบกับ เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่ตำบลหนองบ่อ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม มีเกษตรกรรายหนึ่งเธอพูดกับผมทั้งน้ำตาว่ากรีดยางจนหมดสวนก็ไม่พอค่าเทอมลูก ผมจำได้มาจนทุกวันนี้ บัดนี้เวลาผ่านมา ๖ ปี น้ำตาเกษตรกรไม่ได้ไหลอาบแก้มเหมือนเคย แต่น้ำตามันตกเข้าไปในอก ท่านประธานที่เคารพครับ ยางพาราไม่ได้มีแค่เฉพาะภาคอีสาน ภาคเหนือ แต่ส่วนใหญ่แล้วอยู่ที่ภาคใต้ของท่านประธาน รวมแล้วทั้งประเทศปลูกประมาณ ๑๙ ล้านไร่ ผลผลิต ๓.๖ ล้านตันต่อปี เกษตรกรเกือบ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ราย ถ้าเอาครอบครัวคูณเข้าไปหลายล้านคน กระผมคิดว่าเกษตรกรปลูกยางพาราทุกข์ยากอย่างยิ่ง ด้วยราคายางตกต่ำมาช้านาน จะฟันทิ้งก็เสียดายเพราะกว่าจะโตใช้เวลาหลายปี ดังนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ต้องหายุทธศาสตร์ในการพึ่งตนเองในการเพิ่มราคาน้ำยางพารา เรียกว่า ยุทธศาสตร์ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกหลายตัว ทำอย่างไร กระผมขอเสนอแนะดังนี้ รัฐบาลต้องสนับสนุนการทำถนนในหมู่บ้านอย่างขนานใหญ่ ด้วยถนนที่มีส่วนผสม ของยางพาราทั้งประเทศ มีหมู่บ้าน ๗๐,๐๐๐ กว่าหมู่บ้าน คงใช้ยางพารามหาศาล ทำอะไรอีก รัฐบาลต้องสนับสนุนการทำฝายยางใช้ทดน้ำเพื่อการเกษตรตามตำบล หมู่บ้านต่าง ๆ จะมีฝายยางเกิดขึ้นนับแสน ๆ ฝาย ให้ราษฎรได้กักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตร ยางยังทำ ประโยชน์อีกได้มากมาย ควรให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้เผยแพร่องค์ความรู้ในการผลิตเอง ใช้เอง อย่าเพิ่งไปหวังพึ่งพิงต่างประเทศว่าเขาจะมาซื้อ ประการสำคัญที่สุดในการทำ โครงการนี้คือต้องขจัดเหลือบหรือป้องกันเหลือบที่จะมาหากินกับยางพารา โดยเฉพาะ การล็อกสเปก (Spec) น้ำยางพาราไปจนถึงสูตรส่วนผสมต่าง ๆ ตามที่เคยเป็นข่าวมาเมื่อ ไม่นานมานี้ รวมทั้งต้องไม่เอายางในสต็อก (Stock) มาใช้ ให้ซื้อใหม่สด ๆ จากเกษตรกร ราคายางจะได้สูงขึ้น กระผมมั่นใจว่าจะเกิดการจ้างงานในตำบล หมู่บ้านอย่างขนานใหญ่ และการใช้ยางพาราอย่างมากมายมหาศาลนั้นก็จะทำให้เกษตรกรมีเงินจับจ่ายใช้สอย ในตำบล หมู่บ้าน เกิดการหมุนเวียนทางด้านเศรษฐกิจหลายรอบ

ท่านประธานที่เคารพครับ ในประการสุดท้าย ในการพิจารณางบประมาณ มีหลายบริบทที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย โดยเฉพาะบริบททางด้านความเชื่อมั่น ทางด้านการเมือง การปกครอง ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลนี้ประกาศอย่างองอาจ สง่าผ่าเผยกลางสภาหลายครั้งว่า ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่กระผมเห็นว่า เรายังห่างไกลกับคำว่า ประชาธิปไตย อีกมาก ยกตัวอย่าง ยังมีการใช้คำสั่ง คสช. ให้ผู้บริหาร ท้องถิ่น เช่น นายก อบจ. ผู้ว่าการ กทม. อยู่ในตำแหน่ง มีอำนาจหน้าที่ที่จะใช้งบประมาณ ตาม พ.ร.ก. เงินกู้ที่เราเพิ่งพิจารณาผ่านกันไปนี้ งบประมาณมหาศาล ปกติการเลือกตั้ง ท้องถิ่นก็เหมือนกับ ส.ส. คือวาระ ๔ ปี ถ้าทำไม่ดี ๔ ปีผ่านไปชาวบ้านก็เลือกคนใหม่ เข้ามาบริหารใช้เงินภาษีอากรของประชาชน แต่ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ ใช้อำนาจ คสช. ตามคำสั่ง คสช. ที่ ๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ และประกาศ คสช. ฉบับที่ ๘๕/๒๕๕๗ เรื่อง การได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น เป็นการชั่วคราว ท่านประธานครับ บ้านเมืองจะไปรอดได้อย่างไรเมื่อการใช้งบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และอีก ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท จะอยู่ในอำนาจหน้าที่ที่ผู้ที่ คสช. ใช้คำสั่ง แต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารท้องถิ่นต่อไปเรื่อย ๆ แม้จะพ้นวาระแล้วก็ตาม โดยใช้อำนาจตามคำสั่ง คสช. ดังกล่าวเหนือกฎหมายปกติ

- ๒๙/๑ . ในระดับชาติ เมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภาหรือครบวาระ ครม. ก็จะใช้งบประมาณไม่ได้ แต่ท้องถิ่นของเรายุคนี้แม้จะพ้นวาระตามกฎหมายปกติแล้ว คสช. ก็ให้อำนาจผู้บริหารอยู่ไป เรื่อย ๆ จนรากงอก ผมมองไม่ออกว่าจะใช้เม็ดเงินงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่รั่วไหลได้อย่างไร ทางออกในเรื่องนี้รัฐบาลต้องกำหนดไทม์ไลน์ (Timeline) ชัดเจน ว่าจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อไร และควรให้ปลัด อบจ. ปลัด อบต. เข้ามารักษาการแทน ผู้บริหารท้องถิ่นได้แล้ว ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะใช้เม็ดเงินงบประมาณที่ไปกู้เขามาให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่ได้เจาะจงว่าผู้บริหารท้องถิ่นใดส่อทุจริต แต่กฎหมายก็ควรเป็นกฎหมาย ไม่ควรเอาอำนาจนอกระบบมาครอบงำท้องถิ่นในระยะยาว มันผิดหลักการและเป็นช่องทางส่อทุจริต จึงขอถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านจะยกเลิก การต่ออายุผู้บริหารท้องถิ่นได้เมื่อใด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นประเทศด้านการเมือง การปกครอง และท่านจะกำหนดไทม์ไลน์ (Timeline) ในการเลือกผู้บริหารท้องถิ่นได้เมื่อใด เพื่อให้การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นอันจะเป็นความหวังของประชาชนในท้องถิ่นที่จะแก้ไข ปัญหาท้องถิ่นของตนเอง ที่ประชาชนเลือกกับมือ ขอถามท่านนายกรัฐมนตรี ใน ๒ ประการ ขอขอบคุณครับ