ชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายปี 2563 โดยตั้งคำถามถึงความจำเป็น ความเหมาะสม และความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการโอนงบประมาณ ทั้งในภาพรวมและเป็นงบกลาง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินการดังกล่าวซ้ำซ้อน ขัดวินัยการเงินการคลัง เบี่ยงเบนงบลงทุน ขยายงบกลางเกินเกณฑ์ และละเมิดหลักนิติธรรม จึงเสนอให้งดใช้และให้ใช้เงินสำรองจ่ายตามมาตรา 45 แทน รวมทั้งได้หารือปัญหาความเดือดร้อนของวัดวาอารามในจังหวัดปทุมธานีและทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้จากญาติโยมในช่วงที่รัฐบาลจำกัดกิจกรรมทางศาสนา และเรียกร้องให้ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมสั่งการให้กรมการศาสนาเข้าดูแลค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคของวัดอย่างเร่งด่วน
กราบเรียนท่านประธานสภาครับ ผม ชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส. พรรคเพื่อไทย เขต ๔ จังหวัดปทุมธานี ผมขออภิปราย ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๖๓ ครับ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ที่เพิ่งผ่านไป ร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวมีงบประมาณรายจ่ายที่รัฐบาลได้ตั้งไว้เรียบร้อยหมดแล้ว แต่การที่รัฐบาลส่ง ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ๒๕๖๓ ก็เข้ามานี้ครับ ผมขอวิเคราะห์ ได้เป็น ๓ ประเด็นหลัก ในการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ๑. ความจำเป็นในการโอน งบประมาณรายจ่าย ๒. ความจำเป็นในการโอนงบประมาณมาเป็นงบกลาง ๓. ร่างพระราชบัญญัตินี้มีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ เข้ามาหรือเปล่า
ในประเด็นแรก ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าเหตุผลความจำเป็นในการ โอนงบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๖๓ ไม่ว่าในทางเศรษฐกิจหรือสังคมหรือในด้านข้อกฎหมาย ต่าง ๆ รัฐบาลไม่มีเหตุผลที่น่าจะรับฟังได้ แล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายนี้มา ถึงแม้ว่าตอนนี้ประเทศไทยจะประสบภาวะ โรคติดต่อโควิด-๑๙ (COVID-19) แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วสภาผู้แทนราษฎรของเราได้พิจารณา พระราชกำหนดอนุญาตให้กระทรวงการคลังมีสิทธิกู้เงินมาชดเชยเยียวยาพี่น้องประชาชน ไม่ว่าทางด้านเศรษฐกิจและสังคม หรือทางด้านสาธารณสุขอยู่แล้ว การที่รัฐบาลไป โอนงบประมาณรายจ่ายของปี ๒๕๖๓ มาใช้อีกก็น่าจะเป็นการซ้ำซ้อน นอกจากนี้ ทางแก้ของการที่ไม่ต้องจัดทำการโอนงบประมาณ รัฐบาลน่าจะใช้ทางออกในเรื่องการนำ เงินทุนสำรองจ่ายตามมาตรา ๔๕ ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยรัฐบาลสามารถใช้เงินจำนวนนี้ เงินทุนสำรองจ่าย ดีกว่าที่จะมาเสนอ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณนี้เข้ามาให้สภาพิจารณา ซึ่งกระผมดูว่าการที่รัฐบาลเสนอ ร่างนี้เข้ามาเป็นการซ้ำซ้อน แล้วก็ทำให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจของชาติที่งบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ตั้งไว้แล้ว หน่วยงานต่าง ๆ ก็ดี เสนอให้สภารับรองไปแล้วก็จะทำให้การพัฒนา ต่าง ๆ ติดขัด นอกจากนี้ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าความจำเป็นในการโอนงบประมาณ มาเป็นงบกลางก็ไม่น่าจะชอบด้วยกฎหมาย การที่รัฐบาลโอนงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ มาเป็น งบกลางซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ ปี ๒๕๖๑ เหตุผลเพราะว่ารัฐบาลไม่ได้จำแนกงบประมาณที่รับโอนมาให้ชัดเจนว่าจะให้ หน่วยงานใดในแผนการใด งบประมาณจะไปลงรายการใด มีเงินจำนวนเท่าใด แล้วก็รัฐบาล เอางบ ปี ๒๕๖๓ มาโปะไว้ในงบกลางเพื่อจะมาตั้งโครงการใหม่โดยท่านนายกรัฐมนตรี มีอำนาจอยู่คนเดียว ผมว่าไม่น่าจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แล้วก็ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือว่าการที่นายกรัฐมนตรีคิดอยู่คนเดียว ผมว่าดูจะไม่รอบคอบ ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจจะเป็น การขัดและแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วย ในประเด็นนี้เพื่อนสมาชิกก็ต้องระวัง นอกจากนี้ ในส่วนของการโอนงบประมาณจะขัดกับรัฐธรรมนูญบางมาตราใน ๔ ประเด็น ซึ่งผมแยกไว้ คือในการโอนงบประมาณเป็นงบกลางทั้งหมดน่าจะขัดรัฐธรรมนูญแล้ว แล้วก็ในการ เปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายลงทุน ในประเด็นนี้ก็น่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะว่าการโอนงบประมาณรายจ่ายลงทุนทำให้วงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนลดลง เหลือเพียง ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ ๑๘.๙ ของเงินงบประมาณ ซึ่งในกรณีนี้ มาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้กำหนดให้งบประมาณรายจ่ายลงทุนต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณ รายจ่ายประจำปี และต้องไม่น้อยกว่าวงเงินส่วนที่ขาดดุลของงบประมาณประจำปีนั้น ๆ ดังนั้น การที่พระราชบัญญัติโอนงบประมาณมีผลทำให้วงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุน เหลือเพียงร้อยละ ๑๘.๙ ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓ ซึ่งน้อยกว่า ร้อยละ ๒๐ ของมาตรา ๒๐ แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ จึงเป็นการที่รัฐไม่รักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐโดยเคร่งครัด ผมเรียนท่านประธานว่า ส่งผลให้ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณฉบับดังกล่าวขัดและแย้งกับมาตรา ๖๒ และมาตรา ๑๔๐ ของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ในประเด็นที่ขัดกับรัฐธรรมนูญเราสามารถ ดูได้ว่าการที่ พ.ร.บ. โอนงบประมาณนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนงบประมาณรายจ่าย งบกลางและรายการเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งเรื่องกำหนดสัดส่วนต่าง ๆ เพื่อเป็นกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐได้กำหนดสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามกฎหมายนี้ต้องตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒ แต่ไม่เกินร้อยละ ๓.๕ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งร่างพระราชบัญญัติที่รัฐบาล เสนอเข้ามาทำให้สัดส่วนดังกล่าวมีจำนวนถึงร้อยละ ๕.๘ ซึ่งเกินกว่าร้อยละ ๓.๕ ของประกาศคณะกรรมการ ซึ่งในประเด็นนี้รัฐบาลก็แก้ไข แก้ไขโดยการไปออกกฎหมาย แก้ไขสัดส่วนให้อำนาจให้เกินร้อยละ ๗.๕ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อให้ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณไม่ขัดกับพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งในประเด็นนี้ผมก็ถือว่าน่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญ แล้วก็ยังแสดงให้เห็นว่าเจตนารมณ์ ของรัฐบาลมีการละเมิดวินัยการเงินการคลังของรัฐ ทั้งที่รัฐบาลและกระทรวงการคลัง เป็นผู้กำหนด การกระทำของรัฐบาลจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๖๒ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐโดยเคร่งครัด นอกจากนี้ในการที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้น่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญในประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ เพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ ซึ่งสมาชิกบางส่วนก็ได้อภิปรายในประเด็นนี้ไปแล้ว และอำนาจ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี่ การที่เรามาพิจารณานี่น่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะว่าการร่างพระราชบัญญัติ โอนงบประมาณมีการโอนงบประมาณเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ของรัฐบาลและหน่วยงานอื่น ทำให้การชำระต้นเงินกู้ลดลงจากเดิมร้อยละ ๒.๘ เป็นร้อยละ ๑.๗ ซึ่งมาตรา ๒๐ แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้กำหนดให้งบประมาณเพื่อการชำระ คืนต้นเงินกู้ดังกล่าวต้องตั้งไว้อย่างพอเพียง ซึ่งส่งผลให้ พ.ร.บ. โอนงบประมาณขัดหรือแย้ง กับมาตรา ๖๒ และมาตรา ๑๔๐ ของรัฐธรรมนูญ ประเด็นทั้งหมดนี้สามารถที่จะยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยประเด็นนี้ด้วย รัฐบาลและฝ่ายกฎหมาย หรือกระทรวงการคลังน่าจะทบทวนในประเด็นนี้ เพราะว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว มีผลเป็นการปรับลดงบประมาณเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ ได้กำหนดห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่ายที่เป็นเงิน ส่งใช้ต้นเงินกู้ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณนี้ก็ถือว่าการที่รัฐบาลเสนอเข้ามานี่ ผมเห็นว่าน่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนนะครับ เพราะว่าการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรไม่ว่าในการลดหรือตัดทอน ในทางกฎหมาย เขาตีความไว้ คำว่าในทางลดหรือตัดทอนหมายความว่าไม่จำเป็นจะต้องเป็นกรณีที่ สภาผู้แทนราษฎรตัดทอนโดยตรง แต่การพิจารณาหรือการแปรญัตติใด ๆ ที่ส่งผลให้เป็นการ ลดหรือตัดทอนก็ต้องห้ามด้วยนะครับ ผมจึงอยากเรียนท่านประธานว่าในการที่เราพิจารณา และให้สมาชิกลงมติต่าง ๆ เราทำโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญไหมครับ ประเด็นนี้ผมจะ ขออภิปรายในส่วนของการโอนพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ ส่วนตัวผมนั้นเห็นด้วย แต่ก็อยากจะขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ช่วยพิจารณาในการจัดเตรียมงบกลางที่จะเอาไป ช่วยเหลือราษฎรภายใน ๓ เดือนที่จะถึงนี้ ผมอยากจะเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอง ในประเด็นด้านของกรมศาสนา เพราะว่าในการลงพื้นที่พบปะประชาชนที่ผ่านมา ผมได้ร่วมกับท่านเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีได้ลงพบปะกับพี่น้องประชาชน ซึ่งในเขตปทุมธานี มีพี่น้องที่ลำบากยากเข็ญมากมาย มีผู้ป่วยติดเตียงเยอะ มีพี่น้องที่ตกงานก็เยอะ
นอกจากนี้ในส่วนของวัดวาอารามต่าง ๆ ผมได้นั่งคุยกับท่านเจ้าอาวาส ต่าง ๆ ในส่วนของจังหวัดปทุมธานีก็ได้รับการร้องเรียนขอให้รัฐบาลช่วยตั้งงบมาดูแล ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับวัดวาอาราม ซึ่งในภาวะปกติจะมีญาติโยมเข้ามาร่วมทำบุญ มาไหว้พระ มานั่งปฏิบัติธรรม แล้วมีการบริจาคอะไรให้กับวัดวาอาราม เพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแล เรื่องสาธารณูปโภค แต่เมื่อรัฐบาลห้ามทำกิจกรรมเกี่ยวกับทางศาสนา วัดวาอารามต่าง ๆ ก็มีความเดือดร้อน บางวัดไม่มีเงินที่จะชำระค่าไฟฟ้าให้กับทางราชการ บางวัดเคยมีรายได้ ต่อเดือนเป็นแสนหรือหลายแสนบาทต่อเดือน แต่พอรัฐบาลประกาศเคอร์ฟิว (Curfew) ห้ามทำกิจกรรม ให้ล็อกเมือง วัดวาอารามก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากญาติโยมที่นำเงิน มาบริจาค ผมได้รับคำปรารภจากพระธรรมรัตนาภรณ์ ท่านเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ฝากผมมาถึงผู้บริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเจ้ากระทรวงวัฒนธรรมหรือปลัดกระทรวง ตอนนี้ ต้องขอเรียกร้องปลัดกระทรวง เพราะว่ารัฐมนตรีไม่มีอำนาจทำหน้าที่อะไร ไปเปิดงานอย่างเดียว ขอให้ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมช่วยลงไปดูแลกรมการศาสนา และกำชับให้กรมการศาสนา เข้าไปดูแลในการบริหารจัดการค่าสาธารณูปโภคตามวัดวาอารามต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่ใช่ที่ จังหวัดปทุมธานีที่เดียว เพราะว่าบางวัดค่าไฟอาจจะเป็นเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท วัดก็ติดค้างค่าไฟกับราชการมา ๒-๓ เดือน จึงอยากเรียกร้องให้ รัฐมนตรีมองถึงประเด็นในส่วนนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ