มานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ หารือร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย ตั้งข้อสังเกตการบริหารงบประมาณที่ขาดวินัยการเงินการคลัง โดยเฉพาะการโอนงบลงทุนและเงินสำรองฉุกเฉินที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินและเพิ่มภาระหนี้ในอนาคต รวมถึงท้วงติงกรณีหน่วยงานรัฐประกาศผลผู้ชนะ e-Bidding โครงการประชาสัมพันธ์ แต่ไม่ลงนามในสัญญาเนื่องจากอ้างการโอนงบประมาณเข้างบกลาง จนทำให้ผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย จึงเรียกร้องให้ปล่อยงบประมาณตามเดิมเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ขอบคุณครับท่านประธาน มานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดนนทบุรี ประเด็นในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ที่สืบเนื่องมาจากความอ่อนด้อย ในการบริหารงบประมาณในส่วนของงบกลางที่ใช้ไปจนเกือบหมด จนถึงขั้นจะต้อง ออกพระราชกำหนดเงินกู้ ๑.๙ ล้านล้านบาทเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และวันนี้ ทางคณะรัฐมนตรีก็จะมาขอให้สภารับหลักการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อที่จะพิจารณา ในร่างของพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายอีก ในส่วนของพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ที่มีการสร้างประวัติศาสตร์ พิจารณา ซ้ำถึง ๓ รอบ เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ และถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มี การพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ถึง ๒ ครั้ง ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่างบประมาณ ๓.๒ ล้านล้านบาทของงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ซึ่งผมเอง ก็เป็นหนึ่งในนั้นและผ่านความเห็นชอบของทั้ง ๒ สภา และประกาศใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ประเด็นงบประมาณรายจ่ายซึ่งแยกออกมาเป็นรายจ่ายประจำ ๒.๔ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๗๕ จำแนกเป็นค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ ๑,๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ปัญหาก็คือ รายจ่ายลงทุน ๖๔๔,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒๐.๑ ถือว่าเป็นไปตามหลักการว่าด้วย วิธีการงบประมาณ รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังอีก ๖๒,๐๐๐ ล้านบาท ในสัดส่วนของรายละเอียดของงบกลางกว่า ๕๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นอยู่ที่เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่เรามาพิจารณา ในวันนี้ ที่จะมีการโอนงบเพื่อเข้าสู่งบกลาง จะเห็นได้เลยว่ารัฐบาลเหลือเงินอยู่แค่ ไม่กี่หลักพันล้านบาท และมีความต้องการที่จะดึงงบประมาณจากส่วนอื่น ๆ ของหน่วยงาน รับงบประมาณเข้าไปอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรีต่อไป ไปเพิ่มสัดส่วนอีกเป็น ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจะขยับมาอยู่ที่ร้อยละ ๕.๘ ซึ่งผิดระเบียบวินัย การเงินการคลัง เริ่มแรกเลย หลักของพรรคเพื่อไทยเสนอช่วงที่มีวิกฤตการณ์ของโควิด (COVID) ที่ผ่านมาที่เกิดโควิด-๑๙ (COVID-19) อย่างรุนแรง คือจะต้องตัดงบประมาณ ที่ไม่จำเป็นของหน่วยรับงบประมาณอื่น ๆ เพื่อรวบรวมช่วยเหลือชาวบ้านและผู้ประกอบการ ให้เร็วและเร่งด่วนที่สุด แต่รัฐบาลกลับดำเนินการแบบผิดหัวผิดหางไปหมด แทนที่จะนำ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณเข้าสู่การพิจารณาและผ่านความเห็นชอบของสภาก่อน กลับไปเพื่อที่จะไปลดทอนในสัดส่วนของเงินกู้ แต่กลับนำร่างพระราชกำหนดเงินกู้เข้าสู่ การพิจารณาก่อน ถือว่าเสียวินัยการเงินการคลังอย่างร้ายแรงที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่รัฐบาล ใช้วิธีโอนงบประมาณจากหน่วยรับงบประมาณอื่น ทำให้มีความเสี่ยงด้านวินัยการเงินการคลัง และมีผลต่อสถานะและเสถียรภาพทางการเงินเป็นอย่างมาก กล่าวคือการโอนงบประมาณ รายจ่ายการลงทุนซึ่งไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๒๐ (๑) กำหนดให้มีการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี ต้องมีงบประมาณรายจ่าย ลงทุนจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่นี่รัฐบาล กลับทำการโอนเงินงบประมาณรายจ่ายการลงทุนโดยลดสัดส่วนให้เหลือเพียงแค่ร้อยละ ๑๘.๙ จากวงเงินที่กล่าวมาเมื่อสักครู่ ๖๔๔,๐๐๐ ล้านบาท เหลืออยู่แค่ ๖๐๔,๕๓๙.๕ ล้านบาท ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีการปรับลดงบประมาณเพื่อชำระต้นเงินกู้อีก ทั้ง ๆ ที่รายจ่าย ชำระต้นเงินกู้ที่ตั้งเอาไว้ในงบประมาณรายจ่ายอยู่ที่ ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท หรือร้อยละ ๒.๘ กลับไปดึงเข้ามาอยู่ในงบกลางอีกมากถึง ๓๕,๓๐๓ ล้านบาท คือแทบจะครึ่ง ๆ หนึ่งของ รายจ่ายชำระต้นเงินกู้เดิม จึงผิดหลักของการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐทำให้เงินต้น ไม่สามารถลดลง และเป็นการเพิ่มดอกเบี้ย สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์และเสียหาย ต่อการตั้งงบประมาณชำระเงินต้นแล้วก็ดอกเบี้ยในอนาคตอีกด้วย
ที่สำคัญที่สุด ด้วยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๗ เมษายน ได้สร้างความ เดือดร้อนต่อผู้ประกอบการรายย่อยเป็นจำนวนมาก เพราะมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๗ นั้น เห็นชอบในการจัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณให้ดำเนินการแก้ไขและเยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบเรื่องของโควิด (COVID) ปัญหาภัยแล้ง อยู่ในงบกลางด้วย ภัยพิบัติ ก็อยู่ในงบกลางอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นในช่วงที่เหลือระยะเวลาอีกแค่ไม่กี่เดือน ก็จะสิ้นปีงบประมาณ ๑. รายจ่ายประจำในทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพัน และ/หรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ เมื่อวันที่ ๗ เมษายน กล่าวคือรายการปีเดียวที่ยังไม่มี การดำเนินการจัดจ้างจัดซื้อภายในวันที่ ๗ เมษายน และ/หรือไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ ภายในวันที่ ๓๑ พฤษภาคม สำหรับงบประมาณของจังหวัด กลุ่มจังหวัด และการปกครอง ส่วนท้องถิ่น ที่บอกว่าสร้างความเดือดร้อนก็เพราะว่ามีหลายบริษัทที่เป็นผู้ประกอบการ รายย่อยได้มีการเข้าประมูลงานกับหน่วยงานที่รับงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง กรม รัฐวิสาหกิจ หรือแม้กระทั่งหน่วยรับงบประมาณอื่น ๆ ที่เป็นผู้ว่าจ้าง หน่วยงานเหล่านี้ถูกบีบ ให้เสนอวงเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ คืนกลับเข้าไปยังงบกลาง ไม่ว่าจะเป็น ๓ เปอร์เซ็นต์ ๔ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ ให้อยู่ในมือของนายกรัฐมนตรี ทำให้มีการยกเลิกสัญญาหรือตัว สัญญาว่าจ้างไม่สามารถที่จะอนุมัติได้จากหน่วยงานผู้ว่าจ้าง ผมขอสไลด์ (Slide) ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดสไลด์)
นี่เป็นประกาศของกรมกรมหนึ่ง ในการประกาศชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโทรทัศน์ ทางอิเล็กทรอนิกส์หรือที่เราเรียกว่าอีบิดดิง (e-Bidding) ผมขอสงวนชื่อกรม ขอสงวนชื่อ ผู้ชนะการบิดดิง (Bidding) เพื่อไม่ให้ถูกคุกคามจากอำนาจรัฐ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ ที่ชนะอีบิดดิง (e-Bidding) ชนะตอนเดือนมีนาคม ประกาศตอนเดือนเมษายนและมีการ ลงสัญญาว่าจ้างเดือนพฤษภาคม สไลด์ (Slide) ต่อไปหน้าที่ ๒ บริษัทได้ขอแจ้งและเสนอ ปรับลดวงเงินตามระเบียบของคณะกรรมการเมื่อตอนต้นเดือนเมษายน ขอสไลด์ (Slide) ต่อไป หน่วยงานผู้ว่าจ้างได้แจ้งต่อบริษัทเพื่อดำเนินการทำสัญญาเมื่อปลายเดือนเมษายน ขอหน้าสุดท้ายครับ หน้าสุดท้ายนี่เป็นสัญญาจ้างดำเนินโครงการ สัญญาว่าจ้างจาก หน่วยงานจ้างดำเนินโครงการแต่สุดท้ายไม่มีการเซ็นของผู้ว่าจ้าง โดยมีการอ้างถึงการโอน งบประมาณเข้าสู่งบกลางของนายกรัฐมนตรี อันนี้ทำให้ผู้ประกอบการรายนั้นเสียหายจากการ วางหลักประกันเงิน เสียหายจากการวางมัดจำค่าเช่าช่วงเวลาของสถานี เสียหายทางธุรกิจ เสียโอกาสในการสร้างเนื้อสร้างตัว แล้วนี่ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการรายเดียวที่โดนแบบนี้ ยังมีอีก หลาย ๆ ผู้ประกอบการเป็นจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบที่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจาก พระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ด้วย สุดท้ายเหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่เดือน อย่างที่ผมบอกมาว่าก็จะถึงสิ้นปีงบประมาณ ถ้านายกรัฐมนตรีต้องกันเงิน กันเงินจริง ๆ เพื่อภัยพิบัติหรือภัยพิบัติต่าง ๆ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ผมถือว่าเยอะเกินไป สุดท้ายควรที่จะ ปล่อยให้งบประมาณเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการพิจารณาของสภาเดิม ตามหลักการเดิม นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด นำไปพัฒนาบ้านเมือง สร้างการจ้างงาน สร้างรายได้ ชาวบ้านก็จะได้ประโยชน์ ขอบคุณท่านประธานครับ