วรศิษฎ์ สนับสนุนรับฟังนักเรียน-นักศึกษา ย้ำไม่ใช่เด็ก แต่คืออนาคตประเทศ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สนับสนุนการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเห็นว่าเป็นกลุ่มที่มีวุฒิภาวะและควรได้รับการรับฟัง พร้อมเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านกระบวนการที่ถูกต้องเพื่อเป็นทางออกร่วมและหลุดพ้นจากวัฏจักรปัญหาการเมืองเดิมๆ

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สตูล

ท่านประธานที่เคารพ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมจะขออนุญาต อภิปรายสนับสนุนญัตติที่เพื่อนสมาชิกของผมได้เสนอไปก่อนหน้านี้ก็คือท่าน ส.ส. ภราดร ปริศนานันทกุล ก็เป็นประเด็นที่พี่น้องสมาชิกได้อภิปรายกันอย่างหลากหลาย หลายมิติ หลายมุมมองเกี่ยวกับเหตุการณ์นักเรียน นักศึกษารวมไปถึงภาคประชาชนได้มีการ รวมตัวกันที่จะแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ และได้มีการแสดงท่าทีทางการเมืองในวันที่ ๑๙ กรกฎาคมที่ผ่านมาในหลายพื้นที่ ก็ถือว่าเป็นสิทธิในการแสดงออกของพวกเขาเหล่านั้น ตราบเท่าที่การแสดงออกนั้นยังอยู่ในกรอบของกฎหมาย แล้วก็ได้มีการสรุปข้อเรียกร้อง ออกมา ๓ ข้อยื่นต่อรัฐบาลอย่างที่พวกเราทุกคนทราบ หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ผ่านมา ผมเองร่วมกับพี่น้องสมาชิกพรรคภูมิใจไทยก็ได้มีการร่วมกันยื่นญัตติด่วนเสนอให้ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชนได้รับเรื่องไปพิจารณา รวมไปถึงได้เปิดให้มีการรับฟังเสียงเรียกร้องจาก กลุ่มนักเรียน นักศึกษารวมไปถึงภาคประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อที่จะหาทางออก ร่วมกันแล้วก็ดีใจมากครับ แล้วต้องกราบขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาบรรจุญัตติด่วนนี้ ในวาระการประชุมวันนี้ เพราะว่าเป็นเรื่องด่วน เป็นเรื่องสําคัญที่เราจะต้องรีบที่จะหาทางออก ในมุมมองของผมนั้นนะครับ เห็นด้วยที่เราควรจะเปิดให้มีการรับฟังและหาทางออกร่วมกัน ว่าสาเหตุของการแสดงท่าทีนั้นมีสาเหตุอย่างไร มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร อันไหนปรับได้ อันไหนปรับไม่ได้ ซึ่งผมก็ถือว่าเป็นความคิดเห็นที่มีคุณค่า มีความสําคัญ เป็นประโยชน์ ต่อการนําไปบริหารประเทศ หลายคนบอกว่าการประท้วงที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา เป็นเรื่องของ เด็กนักเรียน เป็นเรื่องของเด็กนักศึกษา แต่ผมกลับไม่คิดเช่นนั้นและผมก็คิดว่าท่านมองผิด แล้วก็ผิดมากด้วย กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่เด็กนะครับ ท่านอย่าไปมองว่าเขาเป็นเด็ก เขาโตพอที่จะคิด โตพอที่จะวิเคราะห์ โตพอที่จะใช้สิทธิใช้เสียงของตัวเองในการเลือกตั้ง และที่สําคัญครับ คนกลุ่มนี้เป็นคนที่จะเป็นมันสมองที่จะมาเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทย ที่จะมาทดแทนในอนาคตอีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้า ถ้าเราไม่ฟังเสียงของพวกเราที่มาจาก อนาคตผมถามว่าวันนี้เราจะฟังเสียงของใคร ท่านประธานครับ ถ้าพูดกันจริง ๆ แล้ว ผมอยากจะบอกว่าตัวผมเองวันนี้อายุก็ไม่ได้ห่างจากกลุ่มพี่น้องนักศึกษาที่ออกมาประท้วง สักเท่าไร แต่วันนี้ผมก็สามารถมาเป็นผู้แทนได้ แล้ววันนี้เราจะมีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่ฟังกลุ่มคน เหล่านี้ ข้อเรียกร้องจากกลุ่มที่ออกมาแสดงท่าทีนั้นสรุปออกมาสั้น ๆ ได้ ๓ ข้อท่านประธานครับ นั่นก็คือการเรียกร้องให้มีการยุบสภานะครับ เรียกร้องให้มีการหยุดคุกคามประชาชน รวมไปถึงการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าเรามาดูข้อเรียกร้องกันจริง ๆ นะครับ สุดท้ายแล้ว จะเห็นว่าต้นตอปัญหาที่เกิดขึ้นที่แท้จริงแล้วหลายคนมองว่ามาจากเรื่องของรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมเองก็สนับสนุนนะครับ และพรรคภูมิใจไทยเองก็สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่จะต้องมีกระบวนการที่ถูกต้องในระบบรัฐสภานะครับ และผมเองก็เชื่อว่า เมื่อวันนั้นมาถึง พี่น้องสมาชิกที่นั่งอยู่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ก็จะยกมือสนับสนุนเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เราอาจจะตั้ง ส.ส.ร. หรือว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาจากบุคคลทั่วประเทศนะครับ เปิดรับ ฟังความเห็นจากพี่น้องประชาชนจากทั่วประเทศอย่างจริงจังและจริงใจนะครับ เพื่อที่จะรับ ฟัง มาตราไหนที่เป็นจุดที่ควรจะต้องปรับปรุงเราก็ปรับปรุงแก้ไขกันไป อันไหนที่มันดีอยู่แล้ว เราก็ใช้ของเดิมได้ครับ ไม่มีปัญหา หลังจากนั้นก็ส่งร่างรัฐธรรมนูญเข้าสภาเพื่อจะพิจารณา ในขั้นตอนต่อไปนะครับ เสร็จแล้วจะยุบสภา จะเลือกตั้งใหม่ จะทําอะไร ก็ว่ากันไปนะครับ เพราะว่ามันเหมือนกับเป็นการรีเซ็ต (Reset) แล้วนะครับ แต่ถ้ายังไม่แก้ท่านประธานครับ ผมอยากจะบอกว่า ถึงแม้วันนี้ถ้าจะเรียกร้องให้มีการลาออก เรียกร้องให้มีการยุบสภา มันก็จะวนกลับมาลูป (Loop) เดิมครับ ก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในกติกาเดิม ๆ และสุดท้าย มันก็จะได้รูปแบบเดิม ๆ กลับมา มันก็เหมือนปลาทองละครับที่ว่ายอยู่ในอ่างโถแก้ววนไป วนมาว่ายอยู่ที่เดิม สุดท้ายก็เจอปัญหาเดิม ๆ ในวัฏจักรเดิม ๆ เพราะฉะนั้นบอกได้เลยว่า กุญแจดอกแรกและเป็นดอกที่สําคัญมากนะครับ ที่จะเปิดไปสู่การเปลี่ยนแปลงของประเทศได้ ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สุดท้ายนะครับ ในการเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของ ภาคประชาชน เราอาจจะได้มุมมองใหม่ ๆ เราอาจจะได้มุมมองที่เราไม่เคยเห็น เพื่อที่จะ เอามาแก้ไขปัญหา เพื่อที่จะเอามาบริหารประเทศได้ และที่สําคัญนะครับ มันจะทําให้ ประเทศสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างสง่างาม เพราะสุดท้ายแล้วในการต่อสู้กันมันไม่มีใคร ชนะหรอกครับ มันมีแต่การบาดเจ็บทั้งนั้น มันมีแต่การแพ้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่แค่ว่าฝ่ายไหน จะแพ้มากหรือว่าฝ่ายไหนจะแพ้น้อยนะครับ สุดท้ายผมก็อยากจะฝากไว้แล้วย้ําไว้ว่า ถ้าเราจะทําการใหญ่นะครับ ใจต้องกว้าง ขอบพระคุณครับ