สาธิต ปิตุเตชะ ชี้แจงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่จังหวัดระยอง ย้ำความโปร่งใสในการเปิดข้อมูลและยืนยันการดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียด โดยเน้นความจำเป็นในการรักษาความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและสาธารณสุข พร้อมเรียกร้องความร่วมมือทุกฝ่ายในการรับมือวิกฤติอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข สําหรับวันนี้ ต้องขออนุญาตเรียนด้วยความจริงใจว่าต้องกราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ได้ใช้ กลไกของสภาผู้แทนราษฎรที่จะเสนอญัตติด่วน เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้มี การพิจารณาญัตติด่วนในเรื่องที่เกิดขึ้นที่จังหวัดระยอง ผมได้ติดตามรับฟังมาตั้งแต่ช่วงสาย ๆ ที่ได้มีการเสนอญัตติด้วยวาจาแล้วก็ได้มีการอภิปรายตั้งแต่ต้น ผมเชื่อมั่นในสภาผู้แทนราษฎร ของเราแห่งนี้ ข้อมูลที่ได้รับจากเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ได้อธิบายไปแล้ว รวมทั้งเพื่อนสมาชิกที่กําลังจะ อภิปรายต่อไป แล้วการถามกระทู้ถามสดเมื่อวานนี้ทั้ง ๒-๓ กระทู้ สิ่งเหล่านี้ในนาม ของรัฐบาล และในนามของกระทรวงสาธารณสุข ในนามของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้รับความเป็นห่วงเป็นใย ทั้งในแง่ความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจก็ดี ผลกระทบในพื้นที่ ที่นอกจากพื้นที่ก็จะมีวงกว้างไปยังความรู้สึกความมั่นใจในการเดินทางในทุกจังหวัด ที่เดินทางผ่านในจุดที่เกิดเหตุคือจังหวัดระยอง ผมจะรับข้อเสนอที่เป็นประเด็นที่จะเกิด ประโยชน์ในแง่ของการสร้างความเชื่อมั่นให้เราได้ก้าวเดินข้ามสิ่งที่เกิดขึ้น และปัญหา ที่เราพบในแง่ของการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดข้อบกพร่อง ซึ่งเรียนว่าเมื่อวานนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและผม ก็ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยอง ท่านนายกรัฐมนตรีได้สอบถามข้อเท็จจริง ตรวจสอบ แล้วก็จะดําเนินการเพื่อแก้ไข สิ่งที่เกิดขึ้น การถอดบทเรียน แต่ภายใต้แง่คิดที่ว่าถึงแม้ว่าประเทศไทยจะปลอดเชื้อมาแล้ว และเป็นศูนย์มาเกือบ ๕๐ วัน แต่เราจะต้องอยู่คู่กับสถานการณ์โควิด (COVID) เนื่องจากว่า สถานการณ์โควิด (COVID) ของโลกยังมีการแพร่ระบาดเชื้อมีจํานวนเป็น ๑๐ ล้านคนทั่วโลก สิ่งเหล่านี้คือการที่เราจะต้องเตรียมความพร้อม ระบบเราต้องมีความพร้อม วิกฤติที่เกิดขึ้น ในจังหวัดระยองวันนี้เราจะต้องตอบคําถามให้ได้ว่าถ้าเกิดขึ้นที่อื่น ประเทศไทยก็จะต้องมี ความสามารถ มีระบบไปควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อและจํากัดวงสําหรับผู้มีความเสี่ยงสูง แล้วก็ต้องป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อเป็นวงกว้างให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันนี้คือการมอง ไปข้างหน้าโดยการใช้วิกฤติเป็นโอกาส จนกว่าเราจะมีวัคซีนจริง ๆ ในต่างประเทศมีความ คืบหน้าเร็วที่สุดปลายปีนี้ครับ แต่ถ้าของประเทศไทยเองเร็วที่สุดก็กลางปีหน้า ภายใต้ สถานการณ์นี้ประเทศไทยเป็นเหมือนไข่แดงที่ถูกล้อมรอบไปด้วยสถานการณ์ในประเทศ ต่าง ๆ ที่ติดเชื้อโควิด (COVID) ที่มีจํานวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่แนวทางที่รัฐบาลแล้วก็ ประเทศเราเดินมาถึงตรงนี้ ผมถือว่าเราเดินมาถูกทางแล้วครับ เหลือเพียงการพิสูจน์ว่าเราจะ อยู่ร่วม เราจะจัดการกับการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิด (COVID) ภายใต้การฟื้นฟู เศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดประเทศ ทราเวล บับเบิล (Travel bubble) หรือการที่ จะให้คนไทยออกมาเที่ยวทั่วไทยเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้ ในจังหวัดไหนก็ตาม จะต้องมีการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่คือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นแล้วต้องทํา ผมเรียนข้อมูลล่าสุดเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับเพื่อนสมาชิก และจะได้ช่วยกันบอกข้อมูลความเชื่อมั่นในการฟื้นฟูความศรัทธากลับมาภายใต้ข้อมูลของ กระทรวงสาธารณสุข และขอให้ทุกท่านได้เชื่อมั่นในข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขว่าเราจะ ไม่ปกปิดข้อมูล เราจะเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ผมมีโอกาสนั่งดูกล้องวงจรปิดกับเจ้าหน้าที่ ที่จังหวัดระยองในจุดและเวลาที่ทหารอียิปต์ได้ออกจากโรงแรมไปยังสถานที่ห้างสรรพสินค้า ทั้ง ๒ จุด เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขนั่งดูคลิปวิดีโอ (Clip Video) ไม่ต่ํากว่า ๖-๗ ชั่วโมง ท่านนึกออกไหมครับ ถ้าท่านดูคลิป (Clip) เพียง ๒ นาที ท่านก็คิดว่าไม่มีสมาธิแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ของเราต้องนั่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดทั้งในโรงแรม ทั้งในห้างสรรพสินค้า และสุดท้ายไทม์ไลน์ (Timeline) ที่ออกมาก็เป็นตามที่ได้ปรากฏข้อมูลไทม์ไลน์ (Timeline) ผมพูดอย่างนี้เพราะว่าจุดเสี่ยงที่สุดก็คือช่วง ๑๑ โมง ถึงบ่าย ๓ โมงของวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พื้นที่ที่เสี่ยงที่สุดนั่นคือห้างแหลมทองใจกลางเมืองระยองและโรงแรม ดี วารี ดีวา เซ็นทรัล ระยอง (D Varee Diva Central Rayong) ที่เป็นที่พักของทหารในชั้นที่ ๘ การดูกล้อง วงจรปิดเพื่อขีดวงความเสี่ยงสูงของผู้สัมผัส และผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ และผู้สัมผัสและของผู้สัมผัส เราได้ขีดวงชัดเจนว่าผู้ที่มีความเสี่ยงสูงนั้นมี ๑๒ คน และ ๑๒ คนนั้นขณะนี้ได้ควอรันทีน (Quarantine) กักตัวเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๓ ผลการตรวจออกมาหมดแล้วว่าเป็นเนกาทีฟ (Negative) ทั้งหมด คือไม่ติดเชื้อ ข้อสงสัย ในการตรวจว่าตรวจในวันที่ ๑๓ วันที่ ๑๔ จะแสดงผลว่าเป็นการติดเชื้อแล้วหรือยัง ก็เรียนว่าตามไกด์ไลน์ (Guideline) ของกระทรวงสาธารณสุขความจริงระยะฟักตัวอยู่ที่ ๒-๗ วัน แต่เพื่อความปลอดภัย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เราเพิ่มจาก ๒-๗ วัน เป็น ๑๔ วัน เพื่อที่จะเพิ่มความปลอดภัย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการตรวจกลุ่มเสี่ยงที่เราขีดวง เสี่ยงสูงนี่สมมุติฐานที่ได้รับเชื้อวันที่ ๑๐ เราตรวจวันที่ ๑๓ วันที่ ๑๔ ก็เดินมาประมาณ ๓-๔ วัน และเรากักตัวครบ ๑๔ วัน หลังจาก ๑๔ วันเราก็จะมีการตรวจอีกครั้งหนึ่ง ส่วนผู้ที่มี ความเสี่ยงต่ํา การที่เราขีดวงจากการดูกล้องวงจรปิดทุกส่วน จากที่เราขีดวงในการสอบ บุคคลไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่ที่ขับรถไปส่งทหารอียิปต์จากโรงแรมไปห้าง จากสนามบิน มาโรงแรมที่จังหวัดระยอง เราสอบบุคคล เราดูกล้องวงจรปิด เราขีดวงแล้วมีเสี่ยงสูงจริง ๆ ๑๒ คน แล้วก็มีผลเป็นลบไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่มีความเสี่ยงต่ําตอนนี้เราเปิดโอกาส ให้มีการตรวจ ใครไม่สบายใจก็ตรวจได้ ใครที่มาเดินห้าง ใครที่อยู่โรงแรม ก็ให้มาตรวจ ขณะนี้สําหรับการตรวจของพื้นที่ในจังหวัดระยองที่ตรวจครบเมื่อวันที่ ๑๔ ๑,๓๓๖ ราย ผลเป็นลบทั้งหมด วันนี้กําลังรอผลของวันที่ ๑๕ ที่ตรวจไป ๑,๒๓๘ ราย เดี๋ยวเย็นนี้ผลจะออก และรถพระราชทานที่เราได้รับพระมหากรุณาธิคุณยังอยู่ที่จังหวัดระยองพร้อมที่จะตรวจเชิงรุก อีก ๑๒ วัน ซึ่งการตรวจเชิงรุกนั้นเป็นการสร้างความเชื่อมั่นไม่ได้มีความเสี่ยง แต่เราตรวจ ในกลุ่มที่คิดว่าก่อนหน้านี้เพื่อความสบายใจ แล้วเราจะแสดงผลทุกวันเพื่อที่จะให้ความเชื่อมั่น ในแง่ของการสอบสวนโรค การป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อ ส่วนมาตรการที่เราจะไปฟื้นฟู ผู้ประกอบการที่นั่น ประธานหอการค้าจังหวัดระยอง ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้ยื่นหนังสือมากับท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ ขณะนี้ความคืบหน้าของการเดินไปข้างหน้า ของการฟื้นความเชื่อมั่น ห้างสรรพสินค้าทําความสะอาด สาธารณสุขจังหวัดได้ตรวจสอบ พื้นผิวสัมผัสที่มีจุดเสี่ยง แล้วก็ตรวจสอบเสร็จแล้ววันนี้เปิดให้บริการแล้วครับ โรงเรียนที่ปิด ๒๔๗ โรงเรียน วันจันทร์จะเปิดทําการทั้งหมด นี่คือความคืบหน้าที่เกิดขึ้นในจังหวัดระยอง ที่ผมเข้าใจดีว่าเมื่อเรามีข้อผิดพลาด เราเสียใจ ท่านนายกรัฐมนตรีขอโทษสิ่งที่เกิดขึ้น ผมขอโทษกับพี่น้องคนจังหวัดระยอง ขอโทษกับเพื่อนสมาชิก กับพี่น้องคนไทย แต่เราหยุด อยู่กับการเสียใจไม่ได้ครับ เมื่อเรามีความเสียใจต้องเดินหน้าทํางานทันที กระดุมเม็ดแรก ที่ต้องทําคือการสร้างความเชื่อมั่นกลับมาด้วยระบบสาธารณสุข ข้อมูลที่โปร่งใสและ ตรวจสอบได้ ไม่ปกปิดข้อมูล ผมเป็นคนแรกที่เปิดเผยสถานที่ว่าผู้ติดเชื้อเดินทางจากโรงแรม ไปจุดไหน อย่างไรบ้าง เนื่องจากผมมั่นใจในระบบการตรวจสอบจากภาคประชาชนว่าถ้าเราให้ข้อมูลครบถ้วน เขาก็จะสามารถเป็นนักวิชาการสาธารณสุขช่วยป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อให้กับเรา และป้องกันตัวเองได้อย่างดีที่สุด นี่คือสิ่งที่ทําไปนะครับ แล้วก็เดินหน้ามาถึงวันนี้ภายใต้ การตรวจทั้งหมด รวมทั้งการตรวจกรณีลูกของอุปทูตซูดานที่กรุงเทพฯ ผลเมื่อวานออกมา ทั้งหมด ๒๐๐ กว่ากรณีตัวอย่าง ก็เป็นลบทั้งหมด มีข่าวลือ ๓-๔ ข่าวลือ เรียนชี้แจงว่า ทุกอย่างเป็นเฟกนิวส์ (Fake news) หมด เช่น ข้อมูลของผู้ป่วยที่จังหวัดสมุทรปราการ อายุมากหน่อยเดินทางมาที่โรงพยาบาลศิริราชเมื่อวานนี้ ตอนแรกมีข่าวว่าเป็นผู้ป่วยโควิด (COVID) แต่ว่าทางโรงพยาบาลศิริราชก็แถลงแล้วว่ามีผลเป็นลบ มีข่าวลือต่าง ๆ มากมายว่า มีติดที่นั้นหรือไปที่นี่ เรียนว่าทั้งหมดไม่เป็นความจริง ข้อมูลที่เป็นความจริงเป็นไปตามที่ ผมแถลง แล้วก็ขอให้ติดตามได้ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ผมกราบ ขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกอีกครั้งหนึ่งที่ได้ใช้เวลาในสภาแห่งนี้ ผมเชื่อมั่นในข้อมูลที่เพื่อน สมาชิกนํามาอภิปรายในสภาแห่งนี้ว่าเป็นการสะท้อนปัญหา เป็นการนําข้อมูล ข้อเท็จจริง ความรู้สึกของพี่น้องประชาชนนํามาสู่ผู้บริหาร ผู้บริหารมีหน้าที่รับปัญหาและแก้ไขปรับปรุง ทําให้ดีขึ้น แต่กรณีการต่อสู้กับโควิด (COVID) ไม่ใช่ทําให้ดีขึ้นอย่างเดียว จังหวัดระยอง จะต้องเป็นโมเดล (Model) ว่าถ้าเกิดขึ้นที่ไหนอีกจะต้องทําให้เสร็จตามรูปแบบนี้ ๓-๔ วันที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขส่วนใหญ่ลงพื้นที่ในจังหวัดระยองทํางานอย่างเต็มที่ ถ้าระบบพร้อม ถ้าเราเชื่อมั่นตัวเราเอง สมาชิกเชื่อมั่น คนในประเทศเชื่อมั่น เพราะฉะนั้นถ้าความเชื่อมั่นเกิด เราจะเปิดประเทศได้ แต่จะเปิดประเทศในระบบที่ค่อย ๆ ทํา ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป และระบบมีความพร้อม เพื่อจะฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาเหมือนที่ท่านได้อภิปรายว่าเศรษฐกิจ มีผลกระทบอย่างมาก เพราะฉะนั้นเราจะอยู่โดยไม่ทําอะไรก็คงไม่ได้ แต่เราต้องเตรียม ความพร้อม ระบบต้องมีความพร้อม และต้องอยู่บริหารจัดการกับสถานการณ์การติดเชื้อ โควิด (COVID) ไปให้ได้ด้วยกัน ผมยังหวังว่ากรณีที่จังหวัดระยองจะเป็นโอกาสในการ ที่เราจะสร้างระบบการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อ การสอบสวนโรคอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการแก้ไขสิ่งที่มีข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในระบบหน้างานทั้งหมด ให้นําไปสู่ความสําเร็จ ในการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศต่อไป ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านครับ