วาโย ชี้ปมเข้าไทยผู้ป่วยโควิด ตั้งคำถามความเสมอภาคควบคุมโรค

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓

วาโย อัศวรุ่งเรือง ขออนุญาตใช้สไลด์ประกอบการแถลงในที่ประชุมสภา พร้อมตั้งข้อสังเกตกรณีการเข้าประเทศของผู้ป่วยโควิดสองราย ได้แก่ บุตรสาวอุปทูตและนักบินทหาร ซึ่งเข้าในเงื่อนไขกลุ่มเป้าหมายตามประกาศเปิดประเทศของ ศบค. โดยชี้ให้เห็นความแตกต่างในการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค โดยเฉพาะการตรวจเชื้อและกักกัน พร้อมตั้งคำถามถึงความเสมอภาคในการบังคับใช้มาตรการระหว่างคนไทยกับบุคคลในกลุ่มทูตและเจ้าหน้าที่รัฐ

นายวาโย อัศวรุ่งเรือง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม วาโย อัศวรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตฝ่ายโสตนําสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

จริง ๆ แล้วต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าในเบื้องแรกทางพรรคก้าวไกลเรามีความต้องการที่จะยื่นวาระนี้เป็นญัตติด่วน ด้วยวาจาเช่นกันนะครับ แต่ว่าด้วยเรื่องความติดขัดภายในระบบทําให้ออกมาเป็นแบบนี้ แต่ไม่เป็นอะไรครับท่านประธาน วันนี้ทางพรรคก้าวไกลของเราจะมีเป็นซีรีย์ (Series) ในการ อภิปรายเรื่องนี้ โดยที่ผมได้รับการมอบหมายจากทางพรรคก้าวไกลให้เป็นผู้ที่เริ่มประเด็นนี้ก่อน ในประเด็นนี้เป็นเรื่องของ ๒ กรณี การพบผู้ป่วยโควิด (COVID) รายใหม่ จากที่เราทราบก็คือ กรณีที่มีบุตรสาวของอุปทูต อายุ ๙ ปี ติดเชื้อแล้วก็มาพบที่ประเทศไทย อีกกรณีหนึ่งก็คือ กรณีนักบินที่เป็นทหารติดเชื้อเหมือนกันแล้วก็มาพบที่ประเทศไทยเช่นกัน หลายครั้งที่เรา เห็นกันในข่าวสรุปแล้วตอนนี้สถานการณ์ของประเทศเราเป็นอย่างไร ผมต้องขอทบทวน กลับไปนิดหนึ่ง ประเทศไทยปิดพรมแดนเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ตาม พ.ร.ก. การบริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เราปิดกันมาเรื่อย ๆ เราดํารงตัวเลขศูนย์เอาไว้เป็นระยะเวลา ประมาณ ๕๐ วัน แต่เราได้แง้มเปิดประเทศเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ก็ออกตามความของ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั่นเอง ทีนี้ประกาศฉบับนี้คือฉบับวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ เป็นประกาศที่แง้มเปิดประเทศ โดยแบ่งบุคคลต่าง ๆ ออกเป็น ๑๑ กลุ่ม มีอยู่ ๓ กลุ่มที่อยากจะให้พิจารณากันเป็นพิเศษ คือกลุ่มที่ ๑ กลุ่มที่ ๓ และกลุ่มที่ ๕ ผมเชื่อว่าหลายท่านคงเห็นกันแล้วว่าตามข่าวเราพูดถึงบุคคลที่ได้สิทธิพิเศษ หรือภาษา ตามสื่อใช้คําว่าวีไอพี (VIP) ก็คือบุคคลในกลุ่มที่ ๓ กลุ่มที่เป็นบุคคลในคณะทูต คณะกงสุล รวมถึงเครือญาติด้วย ตลอดจนถึงบุตร ซึ่งกรณีบุตรสาวอุปทูตก็เป็นบุคคลในกลุ่มประเภทที่ ๓ ตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับนี้ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ที่แง้มเปิดประเทศขึ้นมา อีกกรณีหนึ่งคือกรณีที่เป็นนักบินทหารเข้าอยู่เป็นบุคคลประเภทที่ ๕ คือผู้ควบคุมยานพาหนะหรือเจ้าหน้าที่ประจํายาน เดี๋ยวผมจะชี้ให้ดูในรายละเอียดต่อไปว่า ประเทศของเราได้ปฏิบัติตามระเบียบนี้ หน่วยงานได้ปฏิบัติตามระเบียบนี้จริงหรือไม่ ย้อนกลับไปดูที่ข้อ ๑ จริง ๆ แล้วบุคคลผู้มีสัญชาติไทยก็อยู่ในลิสต์ (List) นี้ด้วย เป็นบุคคล ประเภทที่ ๑ นี่แหละครับ ประกาศฉบับก่อนหน้านี้ที่ผมให้ท่านประธานและที่ประชุมได้ดูกัน ก็คือประกาศตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ออกเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน แง้มเปิดประเทศ แต่การแง้มเปิดประเทศนั้นจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งได้มอบหมายให้กับ ศบค. เป็นคนกําหนด ก็ออกประกาศมาในวันเดียวกันมาเป็นคู่ขนานกัน ออกมาเลย วันที่ ๓๐ มิถุนายน ก็ออกมาโดย ศบค. เขากําหนดเป็นบุคคลว่าแต่ละส่วน ๑๑ กลุ่มบุคคลเมื่อสักครู่นี้จะต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง มาที่ประเภทแรกก่อนนะครับ อันนี้ประกาศ ฉบับเดียวกับเมื่อสักครู่นี้เป็นแนวตั้งแนวนอน แต่ว่าประกาศเป็นอย่างนี้จริง ๆ ฉบับนี้ออกมา เป็นแนวนอนตรงนี้ กลุ่มแรกคือกลุ่มบุคคลผู้มีสัญชาติไทย วิธีการอ่านตารางนี้จะแบ่งออกเป็น ๓ แถว แถวแรกคือมาตรการก่อนที่คนคนนั้น กลุ่มบุคคลนั้น ๆ จะเข้ามาในประเทศไทย แถวที่ ๒ คือขณะที่เขาเข้ามาและขณะที่อยู่ในประเทศไทยเขาต้องทําอะไรบ้าง ส่วนแถวสุดท้ายคือก่อนที่เขาจะออกไปนอกราชอาณาจักรเขาจะต้องทําอย่างไร ผมไม่ลง รายละเอียดลึกซึ้งมากนักในกลุ่มคนไทย เราทราบกันดีอยู่แล้ว่าคนไทยเข้ามาจะต้องมีการตรวจอะไรบ้าง ตรวจพีซีอาร์ (PCR) ตรวจเชื้อถึง ๒ ครั้ง จะต้องเข้าอยู่ในสเตต ควอรันทีน (State quarantine) ของรัฐ ๑๔ วัน อันนี้เราทราบกันดี นี่คือมาตรฐานที่ ศบค. กําหนดสําหรับคนไทย ทีนี้เราลองมาดูสิครับว่า มาตรฐานเดียวกันนี้ได้นําไปปรับใช้กับกลุ่มบุคคลประเภทอื่นหรือไม่ ท่านประธานครับ บุคคลในประเภทที่ ๓ คือกลุ่มทูต รวมถึงครอบครัวของเขาและบุตรด้วยนะครับ ลองดูที่แถวแรกเขาจะต้องมีเอกสารเซอร์ติฟาย (Certify) มาก่อน และเขาจะต้องตรวจเชื้อ โควิด (COVID) ภายใน ๗๒ ชั่วโมง ก่อนที่จะบินมาที่ประเทศไทย จากกรณีบุตรสาวของ ท่านอุปทูต อายุ ๙ ปี ทั้งครอบครัวของเขาที่เดินทางด้วยกันมา ๕ คน เขามีใบเซอร์ติฟาย (Certify) เขาได้ตรวจหาเชื้อก่อนที่จะมาภายใน ๗๒ ชั่วโมง คือเขาตรวจวันที่ ๗ หรือ ประมาณวันที่ ๘ ก็อยู่ภายใน ๗๒ ชั่วโมง แล้วเข้ามาที่เมืองไทยช่วงวันที่ ๑๐ ทีนี้เขาปฏิบัติ ตามนี้แล้วนะครับ ปัญหาก็คือว่าอยู่ในแถวที่ ๒ ในกรอบสี่เหลี่ยมสีส้ม เข้ามาปั๊บมีการตรวจ ดูสิว่ามีอาการไหม เขาก็บอกไม่มี ตอนนั้นไม่มีอาการ ตรวจวัดไข้เด็กก็ไม่มีไข้ เข้ามาปั๊บ ยื่นเอกสารอะไรต่าง ๆ ส่งเอกสารสําแดงกันเรียบร้อยครับ และมีการตรวจที่จิ้มเข้าไปในจมูก เนโซฟารีนเจียล สแวบ (Nasopharyngeal swab) แล้วไปตรวจหาเชื้อโควิด (COVID) ด้วย วิธีการพีซีอาร์ (PCR) ที่สนามบินตรงนั้นเลย ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศก็มี การตรวจครับ ปัญหาอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน ข้อ ๔ ให้เข้ารับการกักกันในที่พํานักของ บุคคลดังกล่าว ไฮไลต์ (Highlight) คําว่า ในที่พํานักของบุคคลดังกล่าว ไม่ใช่สถานที่กักกัน ของรัฐ ภายใต้การควบคุมดูแลของหน่วยงานต้นสังกัด ไฮไลต์ (Highlight) อีกทีหนึ่งครับ ตรงคําว่า ต้นสังกัด ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐไทย เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๑๔ วัน ผมเข้าใจ ว่าเป็นในกรณีของทูตซึ่งได้รับเอกสิทธิ์และมีความคุ้มครอง แต่เราจะแก้ปัญหากันอย่างไร เดี๋ยวผมชี้ต่อนะครับ บุคคลประเภทที่ ๕ เมื่อสักครู่นี้เราจะเห็นว่าคอนโดมิเนียมเป็นสถานที่ เป็นที่พํานักของท่านหรือไม่ เท่าที่ทราบมาก็ดูว่าเป็นนะครับ เพราะว่าทูตก็อาจจะไม่ได้อยู่ ในสถานเอกอัครราชทูตใช่ไหมครับ อาจจะอยู่ในสถานที่ที่เป็นบ้านเช่า เป็นบ้านเดี่ยวที่เช่า แต่ในกรณีนี้ ศบค. คิดไม่ถึงว่าสถานที่พํานักของทูตไม่ได้มีแต่บ้านเดี่ยว มีคอนโดมิเนียมด้วย ที่จะต้องไปรวมอยู่กับบุคคลอื่น ๆ ซึ่งแบบนี้ไม่ใช่สถานกักกันโรค ไม่เป็นไรครับ เรามาดู บุคคลประเภทที่ ๕ ผู้ควบคุมยานพาหนะ ไฮไลต์ (Highlight) มาปฏิบัติภารกิจและมีกําหนดเวลา ที่จะเดินทางเข้าออกชัดเจน คอลัมน์แรกผมไม่พูดถึง มาดูคอลัมน์ที่ ๒ เข้ามาปั๊บ มีสกรีน (Screen) ระบบหายใจ มีตรวจวัดไข้ ยื่นเอกสาร เข้ามาปั๊บ ข้อ ๓ ให้ใช้ระบบที่สามารถ ติดตามตัวหรือแอปพลิเคชัน (Application) เพื่อเฝ้าระวัง หรือติดตามอาการระหว่างที่เข้ารับ การกักกัน ต้องถามคําถามนี้ไปถึงท่าน ผอ. ศูนย์ ศบค. ดัง ๆ ว่า ทหารและลูกเรือที่เข้ามา ๓๑ ท่าน ได้มีการใช้แอปพลิเคชัน (Application) เฝ้าระวังหรือติดตามอาการหรือไม่ ข้อ ๔ ตรงนี้น่ากลัวที่สุดเลย ให้เข้ารับการกักกัน ณ สถานที่ที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ กําหนดตลอดระยะเวลาที่เขาพํานักอยู่ในราชอาณาจักร ทั้งนี้สถานที่ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และแนวทางที่ราชการกําหนดก็คือสถานที่กักกัน ถามว่าโรงแรมนี่จริง ๆ เป็นสถานที่กักกัน ได้หรือไม่ครับ จริง ๆ ก็เป็นได้ ในกรุงเทพฯ เราก็มีโรงแรมที่เราใช้เป็นสถานที่กักกัน ที่ขึ้นทะเบียนกับ ศบค. แล้ว คําถามก็คือโรงแรมที่คณะนี้ไปพักขึ้นทะเบียนแล้วหรือยัง เราทราบคําตอบมาครับท่านประธาน ศบค. เองออกมาประกาศผ่านสื่อ ให้สัมภาษณ์รายการ ช่องต่าง ๆ บอกว่าโรงแรมนี้กําลังขึ้นทะเบียนอยู่ คําว่ากําลังขึ้นอยู่ แปลว่ายังขึ้นไม่เสร็จครับ หมายความว่าคณะนี้ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบนี้ และเมื่อเข้ามาในประเทศไทยมีใครบ้างที่เป็น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและจะต้องปฏิบัติตามเรื่องนี้ แต่ท้ายที่สุดผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ในเรื่องนี้ก็คือ ผอ. ศูนย์ ศบค. นั่นเอง ขออนุญาตย้อนดูไทม์ไลน์ (Timeline) เล็กน้อย กรณีของบุตรสาวอุปทูตนี่อย่างที่ผมได้เรียนไป เขามีการตรวจพีซีอาร์ (PCR) ที่สนามบิน ตรงนั้นเลย แล้วก็เข้ามารับการกักกันตามระเบียบที่ ศบค. ว่าเลย ปัญหาในกรณีของบุตรสาว อุปทูตคือกฎหมายที่เราเขียนไว้ครับ ปัญหาอยู่ที่กฎหมายของเราที่ ศบค. เป็นคนออกครับ ให้เข้ารับการกักกันในที่พํานักของบุคคลดังกล่าวโดยที่ไม่ได้กําหนดประเภท ที่พํานักของเขาคือ คอนโดมิเนียม เป็นอาคารชุด ห้องอยู่ติด ๆ กัน มีการใช้พื้นที่ส่วนกลาง ขึ้นลงลิฟต์ ตรงนี้ ผมไม่เข้าใจว่าทําไม ศบค. ถึงคิดไม่ถึง แต่ผมเข้าใจ ผมใส่มาให้ท่านนิดหนึ่งว่าเราเข้าใจว่า เอกสิทธิ์ทางการทูตได้รับความคุ้มครองตามข้อตกลงอนุสัญญาเวียนนาอยู่แล้ว แต่เอาจริง ๆ แล้วในภาวะวิกฤติเช่นนี้ประเทศเราก็ประกาศใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉินถูกต้องไหมครับ เรามีวิธีทางการทูตไหมครับ ที่จะพูดคุยเจรจาสื่อสารกับคณะทูต หรือประเทศต่าง ๆ ให้ช่วยเหลือและป้องกันกันให้ดีขึ้น ในกรณีของนักบินที่เป็นทหาร ผมขอละคําว่าทหารเอาไว้ก่อนแล้วกัน นักบินครับ นักบินอยู่ในประเภทที่ ๕ ถูกต้องไหมครับ ต้องใช้ระบบติดตามตัวเข้ามา คณะนี้ไม่ปรากฏ ต้องเข้ารับการกักกันอยู่ในสถานที่ที่รัฐ จัดเอาไว้ให้ ไม่ปรากฏ ผมไม่แน่ใจว่าเอกสิทธิ์เหล่านี้ที่เขาไม่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของ ศบค. เกิดจากการที่เขาเป็นนักบินหรือเกิดจากการที่เขาเป็นทหาร สรุปแล้วเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นมีความหละหลวมเป็นอย่างยิ่งของ ๒ ขั้นตอน ขั้นตอนแรกก็คือการออกกฎต่าง ๆ ของ ศบค. ยังไม่ชัดเจน ยังไม่ครอบคลุม ยังไม่รอบคอบเพียงพอ ขั้นตอนที่ ๒ ก็คือออกกฎมาแล้ว ดีไม่ดีไม่รู้ แต่ก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามกฎนั้นจริง ๆ เสียด้วย คําถามก็คือว่าใครที่จะต้อง รับผิดชอบ ใช่ ผอ. ศูนย์ ศบค. หรือเปล่าครับ และท่านจะรับผิดชอบอย่างไรกับ พี่น้องประชาชนครับ อันดับแรกท่านต้องยอมรับความบกพร่องที่เกิดขึ้นนี้ก่อน ท่านยอมรับ หรือไม่ ถ้าท่านเห็นว่าบกพร่องแล้วบกพร่องอย่างไร ท่านจะแก้ไขปัญหาและความบกพร่องนี้ ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปอย่างไรครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก คือความมั่นคงที่ท่านโหยหา แต่เป็นความมั่นคงทางด้านสาธารณสุขและการกินดีอยู่ดีของประชาชน วันนี้ทางพรรคก้าวไกล เราเห็นว่าเป็นประเด็นที่สําคัญมาก เราจะมีเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านที่ได้ลงชื่อเอาไว้ และจะมาพูดไล่เลียงไปทีละประเด็นเลย เพราะว่าผมคนเดียวไม่สามารถที่จะลงประเด็นได้ครบ ท่านสมาชิกเกษมสันต์จะมาพูดถึงเรื่องด้านเศรษฐกิจ ท่านสมาชิกเท่าพิภพจะมาต่อในเรื่อง ผลกระทบการท่องเที่ยว ท่านสมาชิกสุเทพ อู่อ้น จะมาพูดถึงผลกระทบทางด้านแรงงาน ท่านสมาชิกปกรณ์วุฒิจะมาพูดถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจกลางคืน ท่านสมาชิกศักดินัยและ ท่านเบญจาเป็นคนในพื้นที่พูดถึงผลกระทบในพื้นที่ ท่านณัฐวุฒิพูดเรื่องการเยียวยา ท่านรังสิมันต์ โรม พูดเรื่องเสรีภาพ และสุดท้ายท่าน พลตํารวจตรี สุพิศาล จะมานําเสนอว่า ท่านสมควรที่จะทบทวนยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ ขอบคุณครับท่านประธาน