สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ชี้แจงความชัดเจนเกี่ยวกับสัดส่วนการถือครองพลังงานไฟฟ้าที่รัฐต้องควบคุมมากกว่าร้อยละ 51 เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน ยืนยันว่าโครงสร้างพื้นฐานหลักยังไม่อนุญาตให้เอกชนครองส่วนใหญ่ และรัฐยังควบคุมการผลิต สายส่ง และการจำหน่ายโดยรวม พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการขยายโรงไฟฟ้าหินกองเพิ่ม 700 เมกะวัตต์เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าและรักษาระดับต้นทุน ทั้งยังยืนยันความพร้อมของกระทรวงพลังงานในการตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและดำเนินการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นว่าโครงการพลังงานทุกแห่งต้องผ่านความเห็นชอบด้านสิ่งแวดล้อมและได้รับการยอมรับจากชุมชนก่อนดำเนินการต่อไปได้
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ แล้วก็ต้องขอขอบคุณท่าน ส.ส. บุญลือ ขออนุญาต เอ่ยนาม ที่ได้กรุณาสอบถามใน ๓ คำถามที่ถามถึงนะครับ ในคำถามแรก คงเป็นเรื่องของ ต้องการความชัดเจนในเรื่องของการที่สัดส่วนความเป็นเจ้าของในเรื่องของพลังงาน โดยเฉพาะ พลังงานไฟฟ้าจะต้องมีสัดส่วนเกินกว่า ๕๑ เปอร์เซ็นต์ นั่นเป็นประเด็นแรกที่จะไปสู่ประเด็นที่ ๒ และประเด็นที่ ๓ ต่อไปนะครับ
ประเด็นแรก ผมขออนุญาตตอบสั้น ๆ อย่างนี้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๔ (๑๑) ของปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่รัฐจะต้องดำเนินการตาม แนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ คือการดำเนินการใดก็ตามที่เป็นเหตุให้โครงสร้างหรือโครงข่าย พื้นฐานของรัฐอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประชาชน หรือเพื่อความมั่นคงของรัฐ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน หรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ ๕๑ จะทำมิได้ ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงพลังงานได้รับในการที่มีผู้ดำเนินการในเรื่องนี้ในการร้องถามเรื่องนี้มา แล้วก็ได้มีร้องถามไปสู่ผู้ตรวจการแผ่นดินด้วยนั้น ทางกระทรวงพลังงานชี้แจงอย่างนี้ว่า ในเรื่องดังกล่าวนั้นเจตนารมณ์ในนโยบายเรื่องนี้คือต้องการให้การดำเนินการเพื่อพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศห้ามแปรรูปโครงสร้างหรือโครงข่ายสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น ต่อการดำรงชีวิตประชาชน เพราะว่าการแปรรูปนั้นถ้าจะดำเนินการก็ทำได้เพียงบางส่วน เท่าที่จำเป็น แล้วก็ต้องมิให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน แล้วก็โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้น ก็จะนำไปแปรรูปต่อไม่ได้ ในประเด็นนี้ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่าน ส.ส. บุญลือ อย่างนี้ว่าในประเด็นดังกล่าวถ้าเรามามองในเชิงโครงสร้าง ถ้าเราจับเฉพาะในส่วนของโรงไฟฟ้า ก็เป็นไปตามที่ท่าน ส.ส. บุญลือพูดในเบื้องต้นว่าตัวการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยนั้น มีกำลังผลิตรวมเพียง ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่อยากจะเรียนชี้แจงเพิ่มเติมอย่างนี้ว่าจริง ๆ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยนั้นก็ได้ไปลงทุนในบริษัทลูกที่เป็นบริษัทเอกชน เช่น บริษัท ราชกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ก็ดี หรือเอ็กโก (EGCO) ก็ดี หากเอาสัดส่วนหุ้นของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่ไปร่วมผลิตในโรงไฟฟ้าเอกชน จะมีสัดส่วนการผลิต กำลังรวมเฉพาะส่วนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่ถือหุ้นเพิ่มขึ้นอีก ๑๓ เปอร์เซ็นต์ และนอกจากนั้นเรายังมีการซื้อไฟจากประเทศลาวที่เป็นประเทศ เพื่อนบ้านเพื่อจะมาใช้ไฟจากพลังน้ำในต้นทุนที่ถูก เพื่อมาให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ไฟที่ถูกนั้น การซื้อไฟจากประเทศลาวเข้ามานั้น ผู้ซื้อจะเป็นรัฐแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ก็คือการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่เป็นผู้ซื้อ ซึ่งต้องถือว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นผู้ที่ เป็นเจ้าของไฟฟ้าจากลาวที่เข้ามา ดังนั้นในไฟนำเข้าตรงนี้จะมีสัดส่วนอีก ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นถ้ารวมทั้ง ๓ สัดส่วนรวมกันจะทำให้ส่วนของรัฐที่มีความเกี่ยวข้องจะถือไว้ที่ ๕๖ เปอร์เซ็นต์ นอกเหนือจากนั้นระบบของการผลิตไฟฟ้าบริการพี่น้องประชาชนยังรวมไปถึง ระบบสายส่ง ซึ่งระบบสายส่งนั้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เป็นของรัฐที่เข้าไปดูแล รวมทั้งระบบ การให้บริการพี่น้องประชาชน โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายภูมิภาคก็ดี การไฟฟ้านครหลวงก็ดี ก็เป็นของรัฐทั้งสิ้น ดังนั้นในประเด็นดังกล่าวนี้ทางกระทรวงพลังงานได้ชี้แจงเรื่องนี้ไปสู่ สาธารณชนหลายครั้งว่าสัดส่วนที่การดูแลความมั่นคงในเชิงของการไม่ถูกแปรรูปหรือไม่ถูก การที่ไปอยู่ในภาคเอกชนนั้น กระทรวงพลังงานได้ดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และขณะนี้ก็มี นโยบายตั้งแต่ผมเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีนโยบายในการที่จะเพิ่ม สัดส่วนของการผลิตของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เช่นการเร่งรัดโรงไฟฟ้าที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานีก็ดีขึ้นมาเพื่อให้รัฐนั้นมีสัดส่วนของรัฐสูงขึ้น อันนี้ผมขอตอบคำถามแรก ผ่านท่านประธานไปยังท่าน ส.ส. บุญลือนะครับ
ส่วนประเด็นที่ ๒ เป็นประเด็นของพื้นที่ คือที่จังหวัดราชบุรีกับโรงไฟฟ้า หินกองที่ในตอนปลายของรัฐบาลได้มีการดำเนินการต่อโรงไฟฟ้าที่จะหมดอายุของ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ๗๐๐ เมกะวัตต์ แล้วก็มีการอนุมัติเพิ่มให้อีก ๗๐๐ เมกะวัตต์ ในพื้นที่เดียวกัน เรื่องนี้ผมได้ขอข้อมูลจากการดำเนินการในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งหลักการและ เหตุผลในตอนนั้นที่ได้รับรายงานแล้วก็จะเรียนท่านประธานที่เคารพทราบอย่างนี้ครับว่า ในตอนที่มีการพิจารณาเมื่อปี ๒๕๖๒ ประมาณช่วงเดือนมีนาคม เดือนเมษายน ช่วงนั้น ก็ได้มีการพิจารณาถึงความไม่มั่นคงเรื่องของไฟฟ้าในภาคตะวันตก ที่จะมีโรงไฟฟ้า ปลดระวางจำนวนมาก โดยทยอยปลดระวางโรงแรกก็คือโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ขนาด ๗๐๐ เมกะวัตต์ซึ่งจะปลดในปีนี้ ปี ๒๕๖๓ แล้วก็ยังมีโรงอื่น ๆ ที่ทยอยปลดระวาง คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานขณะนั้นหรือ กบง. มีการประชุม เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ก็มีมติในการที่จะให้กลุ่มบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ที่ได้รับการดำเนินการโรงไฟฟ้าในส่วน ๗๐๐ เมกะวัตต์ เพื่อจ่ายไฟเข้าระบบในปี ๒๕๖๗ เหตุการณ์ขณะนั้นเหตุผลก็คือเนื่องจากการสร้างโรงไฟฟ้าใช้เวลาหลายปี แล้วก็กลัวว่าจะไม่ เพียงพอที่จะมีกำลังไฟฟ้าป้อนในปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ ซึ่งเป็นปีที่ไฟฟ้าในประเทศไทย จะสมดุลในส่วนของกำลังผลิตและกำลังการใช้งานในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันนั้นสิ่งที่คิดว่า เป็นประเด็นที่ท่าน ส.ส. บุญลือได้กรุณาถามผ่านท่านประธานมาก็คือการอนุมัติในครั้งนั้น ได้มีการอนุมัติเพิ่มเติมในส่วนของ ๗๐๐ เมกะวัตต์เข้าไปในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเหตุผลในการ อนุมัติเพิ่มเติมอีก ๗๐๐ เมกะวัตต์ในพื้นที่เดียวกันในครั้งนั้นมาจากเหตุผลถึงความคุ้มค่า ในการลงทุน เหตุผลถึงต้นทุนการออกแบบจัดซื้อ แล้วก็รวมทั้งการใช้พื้นที่โรงไฟฟ้าเดิม นั่นคือเหตุผลขณะนั้น ซึ่งมติขณะนั้นมีมติบอกว่าเป็นพื้นที่เดิมที่จะได้รับการยอมรับจาก ชุมชนอยู่แล้ว ก็ได้ดำเนินการตามนั้นไป แล้วก็เท่าที่ทราบมาขณะนี้ก็อยู่ระหว่างบริษัท ที่ได้รับไปได้ไปตั้งบริษัทขึ้นมาชื่อหินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด ก็มีกำลังการผลิตรวม ๑,๔๐๐ เมกะวัตต์ ก็ได้ดำเนินการในเรื่องของเสนอร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อมอยู่กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในประเด็นที่ผมได้เรียน ท่านประธานมานั่นก็คือสิ่งที่ได้ดำเนินการมาก่อนในปลายของรัฐบาลที่แล้ว แล้วก็เป็น ประเด็นที่ทางท่าน ส.ส. และหลายท่านในพื้นที่นั้นได้มีความสนใจว่าในสิ่งที่ดำเนินการนั้น อาจจะดูว่าเร่งอนุมัติในส่วนเหล่านั้น ผมคงเรียนท่านประธานถึงเหตุและผลในการดำเนินการ ที่ผ่านมาตามที่เรียนให้ทราบนะครับ
มาในประเด็นถึงปัจจุบัน ประเด็นปัจจุบันนั้นจะเห็นว่ามีทั้ง อบจ. และ ในพื้นที่ตามที่ท่าน ส.ส. บุญลือได้เรียนท่านประธานไปนั้นมีความคัดค้านในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ต่าง ๆ ก็ดีนั้น ผมในฐานะที่ดูแลกำกับกิจการพลังงานในเชิงของกระทรวงพลังงาน ยังไม่ได้รับ ร้องเรียนในสิ่งนี้เข้ามาโดยตรงเท่าที่จำได้นะครับ แต่ผมจะเร่งตรวจสอบให้ ซึ่งหากว่า การดำเนินการที่ผ่านมาใด ๆ ก็ตามเป็นสิ่งที่ในพื้นที่มีความไม่สบายใจหรือมีความไม่เห็นด้วย ในประเด็นใดก็ตามนั้น ก็ยินดีที่จะรับในเรื่องร้องเรียนเหล่านั้นเข้ามาเพื่อที่จะดำเนินการ ตรวจสอบถึงความเป็นไปได้ หากว่าเรื่องของสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับการเห็นชอบ โดยหลักการ นั้นก็จะไม่สามารถดำเนินการโรงไฟฟ้าได้นะครับ เพราะว่าโรงไฟฟ้าจะดำเนินการได้นั้น จะต้องได้รับการยอมรับในเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย ผมเองเรียนว่าความตั้งใจในการที่จะ บริหารปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากผลกระทบของพลังงานนั้นกับชุมชน กระทรวง พลังงานพร้อมที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหานะครับ หากว่าเรื่องใดก็ตามที่เป็นปัญหาในพื้นที่ และส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ก็พร้อมที่จะมีคณะดำเนินการที่จะดูแลในสิ่งเหล่านี้ ก็กราบเรียนท่านประธานที่เคารพไปถึงท่าน ส.ส. บุญลือครับ