วีระกร วิจารณ์ญัตติป้องกันรัฐประหาร ชี้ต้องเข้าใจวัฒนธรรมการเมือง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

วีระกร คำประกอบ แสดงความเห็นต่อญัตติศึกษาป้องกันรัฐประหาร โดยชี้ว่าแม้กฎหมายและรัฐธรรมนูญจะห้ามการยึดอำนาจ แต่รัฐประหารกลับเกิดขึ้นซ้ำจากปัญหาการแย่งชิงอำนาจและการเมืองภายใน จึงเสนอให้พิจารณาบริบททางสังคมและการเมืองไทยอย่างลึกซึ้ง โดยเน้นความจำเป็นในการเข้าใจวัฒนธรรมการเมืองที่ต้องรู้จักผ่อนปรนและปรับตัวตามสถานการณ์ แทนการมองเพียงการตั้งกรรมาธิการหรือการกล่าวโทษบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายวีระกร คำประกอบ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ท่านประธานครับ ญัตติของท่านอาจารย์ปิยบุตร เรื่องศึกษาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหารอีกในอนาคต ผมเห็นความตั้งใจอันดีของท่านผู้เสนอญัตติเรื่องนี้ แล้วก็เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกทั้งหลาย ที่ได้อภิปราย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่พูดทั้งหมดถูกหมด แต่การที่จะแก้ไข ไม่ให้เขารัฐประหารได้โดยท่านจะใช้กฎหมายก็ดี มันก็ทำกันมาไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านประธาน ก็ทราบดีรัฐธรรมนูญทั้งปี ๒๕๔๐ ทั้งปี ๒๕๕๐ ห้ามเด็ดขาดเลยเรื่องจะเปลี่ยนแปลง การปกครองรัฐประหาร เขียนไปในกฎหมายสูงสุดของประเทศแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ อย่าว่า แต่จะมาตั้งกรรมาธิการศึกษาเลย เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญท่านก็ปฏิวัติได้ ท่านเขียนรัฐธรรมนูญ แก้เสีย การปฏิวัติถือว่าให้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำได้ทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเรามาวิเคราะห์ข้อเท็จจริง กันดีไหมครับว่าในประเทศไทยสาเหตุของการรัฐประหารจริง ๆ ถ้าพูดถึงในอดีต ๑๓ ครั้ง ที่การรัฐประหารเกิดขึ้น ครั้งแรก ๆ ก็เป็นการแย่งชิงอำนาจกันในระหว่างคณะราษฎร์ทั้งหลาย ท่านก็อยากได้อำนาจท่านมีส่วนในล้มล้างระบอบการปกครองแล้วท่านก็อยากได้อำนาจ อยากเป็นนายกรัฐมนตรีกันอยากเป็นอะไรกัน ต่อมาในยุคปี ๒๕๐๐ เกิดการระหองระแหง วัดรอยเท้ากัน ความจริงเขาใช้คำว่า รอยตีน สมัยท่าน จอมพล สฤษดิ์ วัดรอยเท้าคุณพ่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อันนั้นก็ต่อสู้กันในเรื่องของอำนาจ จนกระทั่งมาถึงยุคท่านถนอม ประภาส ซึ่งก็ไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ มาจนถึงปี ๒๕๑๔ จนกระทั่งมีการ เรียกร้องประชาธิปไตยโดยนิสิตนักศึกษา ผมก็อยู่ในบริเวณราชดำเนินด้วยในวันนั้นก็หลบ ลูกปืนกันวุ่นวาย ขอเรียนกับท่านว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองในแต่ละครั้งมันเป็นไปตาม วิถีของประเทศไทย ไม่ใช่วัฒนธรรมเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ดี ผมเองไม่ชอบในเรื่องของการ รัฐประหารเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศชาติถอยหลัง เราไม่ชอบ แต่วันนี้ญัตติมันอยู่ที่ว่าเราจะ แก้ไขปัญหาไม่ให้มีรัฐประหารในอนาคตกันได้อย่างไร ไม่ใช่เป็นญัตติที่มานั่งด่าคนนั้นว่าคนนี้ ต่อว่าต่อขานกันหรือก้าวล่วงไปถึงคนนั้นคนนี้ เราควรมองสภาพความเป็นจริงของสังคมไทย สังคมไทยยุคหลัง ๆ การเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือการปฏิวัติรัฐประหารในช่วงหลัง ๆ เป็นเรื่องที่น่าศึกษาแล้วควรจะดูในช่วงหลัง ๆ ในช่วงแรก ๆ มันเป็นการเปลี่ยนแปลง จนถึง วันที่ ๑๔ ตุลาคม ผมว่ามันตัดไปฉากหนึ่งแล้ว ก่อนหน้านั้นการรัฐประหารเป็นเรื่องของ การแย่งชิงอำนาจกันระหว่างบุคคลภายในกองทัพกันเอง หลังจากวันที่ ๑๔ ตุลาคมเป็นต้นมา ลักษณะของการรัฐประหารมันจะเป็นเรื่องที่ผมอยากจะเรียนว่าเป็นเฉพาะเรื่องเฉพาะราว บางครั้งเรามีการพัฒนาประชาธิปไตยมาจนดีมากเลยหลังจากวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นต้นมา แล้วก็มาจนถึงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เราเริ่มพัฒนามาอย่างถูกทาง จะเห็นได้ว่า เรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงสุดและ มาถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้ง ๒ ฉบับนี้เขียนไว้ป้องกันไม่ให้มีรัฐประหาร ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่น่าเกิดขึ้นอีกต่อไปแล้วถ้าดูตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นก็อยากจะบอกว่า

ข้อที่ ๑ กฎหมายไม่สามารถแก้ไขได้เรื่องที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านจะไป เขียนพระราชบัญญัติ ออกพระราชบัญญัติห้ามมีการรัฐประหารก็ผ่านสภาได้แน่นอนครับ แต่พอถึงเวลาจะรัฐประหารก็ต้องรัฐประหารก็ต้องเกิดขึ้น ในช่วงของปี ๒๕๔๙ ซึ่งมีการ ยึดอำนาจ ความจริงอยากจะพูดถึงปี ๒๕๓๔ นิดหนึ่งนะครับ ท่านสุนทร คงสมพงษ์ ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ ถ้ามองตอนนั้นท่านประธานก็จะคงเห็น เหมือนผมว่าประเทศกำลังไปดี ๆ ประเทศท่านนายกรัฐมนตรีชาติชาย เปลี่ยนสนามรบเป็น สนามการค้า ดูแล้วประเทศไปดี เศรษฐกิจกำลังไปคล่อง ที่ดินขึ้นกันวูบวาบ ๆ หมด ทุกคน เก็งราคา เก็งกำไรสารพัดเก็งกันหมด แล้วอยู่ ๆ เขาปฏิวัติทำไม เป็นการปฏิวัติครั้งเดียว ที่ผมนั่งนึกแล้วนึกอีกผมก็มองไม่ออกว่าเขาปฏิวัติทำไมนอกจากความต้องการอำนาจส่วนตัว มาจนถึงท่านสนธิยิ่งหนักใหญ่เลย ปี ๒๕๔๙ ปฏิวัติท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ผมเอง ในช่วงนั้นพอดีก็ทำงานอยู่กับท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีทักษิณ ก็อยู่ใกล้ชิดท่าน ท่านทักษิณเขามีความเชื่ออยู่อย่างว่าชาตินี้ไม่มีปฏิวัติอีกแล้ว ผมพยายาม เตือนแกหลายครั้งว่าเขาจะเอาแล้วนะพี่นะ เขาจะเอาแล้วนะพี่นะ แกบอกไม่มีทางหรอก การปฏิวัติหมดแล้วล้าสมัยไม่มีใครเขาบ้าทำกันแล้ว ผมบอกว่าเชื่อผมเถอะบรรยากาศมันให้ แน่นอนเลย บรรยากาศการเมืองผมเองท่านประธานอยู่วงการการเมืองมาก่อนผม แต่ผมเป็น การเมืองมาตั้งแต่เกิด เห็นการเมืองมาตั้งแต่เกิดเลย อยู่กับพ่อมาก็เห็นการเมืองมาตั้งแต่เกิด จะเห็นรถถังวิ่งผ่านหน้าบ้านบ้านพักผู้แทนราษฎรแถวหน้าวชิระก็จะวิ่ง วิ่งก็แปลว่าปฏิวัติแล้ว วิ่งแล้วก็วิ่งอีก วิ่งแล้วก็วิ่งอีก พอวิ่งทีผมก็ต้องกลับไปอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ทีเพราะบ้านพัก ผู้แทนราษฎรเขาไม่ให้ใช้ก็กลับไปอยู่จังหวัดนครสวรรค์ มันก็จะเกิดขึ้นอย่างนี้ แต่อยากจะ เรียนท่านว่าในช่วงของการปฏิวัติท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเพราะท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ไม่เชื่อจะมีการปฏิวัติ ที่สำคัญคือท่านบอกว่าคุณสนธิ บุญยรัตกลิน ท่านเป็นคนเลือกมาเอง ก่อนหน้าที่จะมีสภากลาโหม ก่อนหน้าที่จะมีพระราชบัญญัติการจัดระเบียบกลาโหม พ.ศ. ๒๕๔๙ ตอนนั้นท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นคนเลือกท่านสนธิ บุญยรัตกลิน ขึ้นเป็นแม่ทัพบกเอง ท่านไม่เชื่อเลยว่าจะมีการปฏิวัติ ท่านพูดใช้คำง่าย ๆ ว่าผมตั้งเขามากับมือเขาจะมาปฏิวัติผม ได้อย่างไร อันนี้ละครับก็อยากจะเรียนท่านเบื้องหลังว่าเป็นอย่างนี้ ส่วนการปฏิวัติ ปี ๒๕๕๗ ก็ต้องบอกกับหลายท่านที่บอกว่าน้อง ๆ รุ่นใหม่จะบอกว่าเราต้องทำการบอยคอตต์ (Boycott) ไม่ให้พวกที่ยึดอำนาจทั้งหลายไปเดินจ่ายตลาดได้ให้ขว้างใส่เลย ให้รังเกียจ ก่อนเขาจะปฏิวัติ ทุกครั้งเขาต้องทำบรรยากาศให้มันน่าปฏิวัติก่อน จะเห็นได้ว่าปฏิวัติทุกครั้งไม่มีหรอก ประชาชนจะเขวี้ยงก้อนหินใส่ทหาร มีแต่ยื่นดอกไม้ให้ทหารทุกครั้ง การปฏิวัติเริ่มตั้งแต่ คราวที่แล้วก็เริ่มตั้งแต่ กปปส. เขาขึ้นเวที ลุงกำนันแกขึ้นเวทีปุ๊บ โดยสัญชาตญาณนักการเมือง อย่างผมที่อยู่นานพอสมควรก็เห็นชัดเจนว่าเอาแล้วยาวแน่ ปฏิวัติแน่ เศรษฐกิจแย่ยาวแน่ ผมทำบ้านจัดสรรขายผมต้องทำบ้านจัดสรรราคาถูกทันทีเลย คุณลุงแกขึ้นเวทีช่วงบ่ายเย็น วันนั้น ผมนั่งเขียนแบบเลยบ้านราคาถูกเพราะดูแล้วเศรษฐกิจแย่แน่ ผมก็เขียนแบบบ้าน ตั้งแต่เย็นวันนั้นไปเสร็จตี ๑ ก็เรียนให้ท่านทราบว่าเขาจะจัดทำบรรยากาศของการปฏิวัติ เสียก่อน หลักการสำคัญที่สุดที่การปฏิวัติทุกครั้งสำเร็จก็คือท่านจะไปอ้างประเทศตุรกีปฏิวัติ ไม่สำเร็จคนตาย มันคนละประเทศกัน ประเทศไทยสำคัญที่สุดก็คือทหารจบมาจาก จปร. เขามีความเป็นพี่เป็นน้อง เขามีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่แตกแยกกัน การจะปฏิวัติ เขาก็จะคุยกันในหมู่พี่น้องเขาล่ะว่าสมควรปฏิวัติหรือไม่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะแก้ไขการปฏิวัติผมไม่เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมาธิการ นอกจาก ไม่เกิดประโยชน์แล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะมีความจำเป็นอันใดว่าตั้งแล้วคุณจะทำอะไรกัน ตั้งแล้ว มันจะไปเกิดประโยชน์อันใดที่จะห้ามเขาปฏิวัติได้ สิ่งที่สำคัญในการเมืองไทยผมกลับมองว่า ต้องดูบรรยากาศ ต้องรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวเพราะเป็นวัฒนธรรมของไทย การเมืองแบบไทย ๆ ต้องมีการผ่อนสั้นผ่อนยาว ไม่ใช่ว่าจะดึงดันนิรโทษสุดซอย ผมเองไปพูดกับท่านโดยตรงเลย บินไปหาแล้วบอกว่าพี่บรรยากาศไม่ได้อย่าทำ ถ้าทำแล้วปฏิวัติแน่ ก็เรียนท่านทราบว่าการที่ จะแก้ไขการรัฐประหารคือต้องรู้จักวัฒนธรรมของการเมืองไทย ต้องรู้ว่าเมื่อไรควรจะผ่อนสั้น เมื่อไรควรจะผ่อนยาว ขอบคุณครับ