ธีรัจชัย พันธุมาศ อภิปรายสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการศึกษาแนวทางป้องกันการรัฐประหาร โดยเสนอเลิกวัฒนธรรมการนิรโทษกรรมผู้ก่อรัฐประหาร พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากต่างประเทศ เรียกร้องปฏิรูปกองทัพและการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น เพื่อป้องกันการยึดอำนาจในอนาคต และเน้นบทบาทนักการเมืองในการเป็นแบบอย่าง พร้อมสนับสนุนการใช้สื่อสังคมเปิดโปงผู้สนับสนุนรัฐประหารเพื่อทำลายฐานอำนาจทางสังคม
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผมขอประทานกราบเรียนท่านประธานครับ เกี่ยวกับ ญัตติขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางป้องกันมิให้เกิดการรัฐประหาร ขึ้นในอนาคตนั้น ผมได้ขออนุญาตท่านประธานไว้ ๒๐ นาที แต่ท่านประธานกรุณาให้ผม ๑๐ นาที ลดลงครึ่งหนึ่ง แต่พยายามจะให้อยู่ในเวลา ถ้าเกิดเกินบ้างเล็กน้อยขอความกรุณา ท่านประธานด้วยในส่วนนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออภิปรายสนับสนุนญัตตินี้ เพื่อให้ตั้งคณะกรรมาธิการในการศึกษา ทำไมละครับ การรัฐประหารหมายถึงการใช้กำลัง เปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลโดยฉับพลัน โดยวิถีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ การรัฐประหารของประเทศไทยเรามีทั้งหมด ๑๓ ครั้ง ทุกครั้งที่มีการรัฐประหารนั้นจะมีการ นิรโทษกรรมให้แก่คณะผู้รัฐประหารเองทุกครั้งไป ช่วงแรก ๆ ประมาณ ๒๐ ครั้งก็จะใช้ ระดับพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนด ๒๐ กว่าครั้งในส่วนนี้ ช่วงหลัง ๆ ใส่เนื้อหา การนิรโทษกรรมมาอยู่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหลายฉบับจนกระทั่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ปัจจุบันก็มีเนื้อหาในการนิรโทษกรรมการกระทำใด ๆ ของรัฐประหารไม่เป็นความผิดในส่วนนี้ ผมเรียนอย่างนี้นะครับ ถ้าเป็นอย่างนี้มีการปล่อยให้ระบบกฎหมายของเรานั้นเปิดโอกาส ให้นิรโทษกรรมและไม่สามารถเอาผิดคณะรัฐประหาร ไม่มีทางที่การรัฐประหารจะหยุดได้ ในประเทศไทยจะเป็นอย่างนี้เลย แนวคำพิพากษาของศาลฎีกาด้วยความเคารพจริง ๆ ได้มีการรับรองว่าผู้รัฐประหารนั้นเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหลังจากที่รัฐประหารแล้วทั้งที่ ไม่ได้มาโดยวิถีการที่ถูกต้องตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ สามารถล้มล้างรัฐธรรมนูญ กำหนดกฎหมายใหม่ สร้างกฎหมายใหม่และปกครองประเทศ ประเทศเราอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ เราไม่เคยถ่วงดุลกันเลยตามหลักประชาธิปไตยแบบสากล ถ่วงดุลเฉพาะอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหาร แต่อำนาจตุลาการเป็นอำนาจพิเศษ ซึ่งอยู่ นอกเหนือจากการถ่วงดุล ผมเห็นว่าสิ่งที่จะแก้ไขตรงนี้ได้นั่นก็คือเราจะต้องแก้รัฐธรรมนูญ ให้มีการถ่วงดุล การเกิด การดำรงอยู่ การจากไปของผู้ที่ดำรงตำแหน่งในตำแหน่งตุลาการ ไม่ว่าระดับไหนจะต้องสามารถตรวจสอบถ่วงดุลได้โดยฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ให้ตรงกับประเทศสากลในระบอบประชาธิปไตย ถ้าเป็นอย่างนั้นผมเชื่อว่าอำนาจตุลาการ จะมองเห็นอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแล้วแนวคำพิพากษาต่าง ๆ ที่รับรองนั้น จะหายไป ถ้าไม่มีการรับรองการรัฐประหารไม่มีใครกล้าละครับ มันเป็นกบฏ ถ้าฝ่ายตุลาการ กล้าหาญผมเชื่อว่าตรงนั้นเป็นบุญของประเทศที่จะทำให้ประเทศไทยนั้นเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ผมเรียนอย่างนี้นะครับ ในต่างประเทศมีประเทศที่ทำสำเร็จ ผมจะยกตัวอย่างสัก ๒ ประเทศ ประเทศแรกคือประเทศเกาหลีใต้ เกาหลีใต้มีที่กวางจูมีการใช้กำลังปราบปรามประชาชน เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๒๓ จบแล้วมีคนตายสูญหายกว่า ๒,๐๐๐ คน ซึ่งต่อมาได้มีการ ดำเนินคดีกับอดีตประธานาธิบดี ๒ คน คือท่านชุน ดูฮวาน กับโรห์ แตวู พร้อมกับพรรคพวก แต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง เห็นว่าการกระทำเกิดขึ้นในการรัฐประหารที่สำเร็จไม่ควรถูกกลับนำมา พิจารณาเพื่อลงโทษ ต่อมาได้มีการออกกฎหมายเพื่อพิจารณาเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตย ที่เมืองกวางจูเป็นกฎหมายพิเศษเพื่อดำเนินคดีกับประธานาธิบดีทั้งสองและพวกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทั้งสองต่อสู้ว่าเป็นกฎหมายย้อนหลัง แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าสามารถกระทำได้ โดยให้เหตุผลว่าความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการรัฐประหารเป็นอันตรายร้ายแรงจะต้อง ทำให้สังคมคลายความเคลือบแคลงสงสัยนี้ จากนั้นทั้งสองประธานาธิบดีก็ถูกจำคุก ท่านหนึ่ง โดนจำคุก ๑๗ ปี อีกท่านหนึ่งโดนจำคุกตลอดชีวิต ต่อมามีการนิรโทษกรรมหลังจากนั้น ๒ ปี หลังจากนั้นประเทศเกาหลีใต้ไม่เคยมีการรัฐประหารอีก ประเทศที่ ๒ คือประเทศตุรกี ในปีเดียวกันนั้นการรัฐประหารวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๒๓ ประเทศตุรกีได้ถูกปกครอง โดยคณะรัฐประหารชื่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ นำโดยนายคีนาน เอฟรอน กรณีอย่างนี้ ได้ทำให้ประเทศไทยมีกำหนดบทนิรโทษกรรมไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕ ว่าการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือรัฐบาลที่ตั้งขึ้นโดย คณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติต้องรับผิดทางอาญา ทางแพ่ง หรือกฎหมายใด เนื่องจาก การกระทำใด ๆ ของคณะรัฐมนตรีมั่นคงแห่งชาติรัฐบาลไม่อาจทำได้ เหมือนกันเป๊ะกับ การรัฐประหารในประเทศไทย หลังจากนั้นประเทศตุรกีถูกรัฐประหารครั้งนั้นมี ๓ ปี มีเสียชีวิต ๕,๐๐๐ คน ถูกจำคุก ๖,๐๐๐ คน ต่อมาวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๓ ได้มีการออกเสียงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้ยกเลิกมาตรา ๑๕ คือเรื่องของการนิรโทษกรรมนั้นไป สมาคมนักกฎหมายในประเทศสิ่งที่บุคคลดังกล่าวได้มีการดำเนินคดีกับนายพล ประธานาธิบดี ดังกล่าวแล้วต่อมาก็ถูกคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต นี่เป็นช่องทางครับที่เห็นว่า ถ้ารัฐประหารเราแก้ไขยกเลิกรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมสามารถดำเนินคดีได้ เพียงแต่ต้องอาศัยความร่วมมือของฝ่ายตุลาการ ต้องตัดสินในทางที่ช่วยให้ฝ่ายรัฐประหาร ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ นี่คือวาระที่ ๑ กราบเรียนและขอความกรุณาให้เราแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มีการถ่วงดุลอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการให้ตรงกับประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว ในระบอบประชาธิปไตย
ประการที่ ๒ การปฏิรูปกองทัพ ผมเห็นด้วยกับหลาย ๆ ท่าน แต่แง่มุมผม ลงรายละเอียดนิดหน่อยก็คือเราควรปฏิรูปกองทัพ ไม่ควรให้มี จปร. อันเดียวที่เติบโตถึง นายพล อาจจะมีมาจากนักเรียนปริญญาตรี อาจจะมีจากอาสาสมัครทหารขึ้นต่อคุมกำลังได้ จะได้ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลกัน ยังมีอีกหลายเรื่องเดี๋ยวคงมีท่านใดพูดต่อ การกระจาย อำนาจจริง ๆ ผมจะพูดเยอะกว่านี้นะครับ การกระจายอำนาจควรจะมี การกระจายอำนาจ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศอินโดนีเซีย การกระจายอำนาจ กระจายคน กระจายเงิน เหล่านี้มันทำให้และมีการเลือกตั้งประชาชนในแต่ละท้องถิ่นต่าง ๆ อำนาจจากส่วนกลาง ไม่สามารถที่จะใช้เต็มที่ เนื่องจากว่าถ้ารวมอำนาจแบบเดิมเขาเรียกใช้อำนาจบังคับบัญชา สามารถล้วงลูกมีคำสั่งปลดโยกย้ายข้าราชการได้ แต่ถ้ากระจายอำนาจเขาเรียกอำนาจ กำกับดูแล ดูได้เฉพาะความไม่ชอบด้วยกฎหมายของที่กำกับดูแลเท่านั้นเอง ถ้ารัฐบาล ที่ยึดอำนาจมาสั่งก็จะสั่งไม่ถนัดเพราะไม่มีอำนาจบังคับบัญชา กรณีอย่างนี้ก็จะทำให้รัฐบาล ที่ยึดอำนาจไม่สามารถคุมอะไรได้โดยง่ายในทั่วประเทศ รัฐบาลที่มาจากหน่วยงานองค์กร ท้องถิ่นสามารถที่จะต่อต้านรัฐประหารได้ เขาจะไม่สามารถทำได้
ประการที่ ๔ คิดว่าเราควรต้องตัดวงจรผู้ช่วยเหลือการรัฐประหารและที่สำคัญ ทั้งก่อน ขณะ และหลังรัฐประหาร รัฐประหารจะตั้งคนไปอยู่ในองค์กรหน่วยงานที่ช่วยเหลือ ตัวเอง ไม่ว่าหน่วยงานทางวินิจฉัยกฎหมาย ตัวนักกฎหมายที่รับใช้ได้ทุกคน ทั้งฝ่ายอธิปไตย เผด็จการมีหาช่องทุกอย่างตีความเพื่อสืบทอดอำนาจ หาช่องในการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจะ สืบทอดอำนาจและป้องกันรัฐประหาร เอาคนไปอยู่องค์กรต่าง ๆ เพื่อวินิจฉัย ฝ่ายรัฐประหาร สืบทอดอำนาจไม่ผิด ทุกเรื่องช้า แต่ฝ่ายที่ต่อต้านรัฐประหารผิดทุกเรื่อง เร่งรัดได้ทุกกรณี ตามความต้องการของคณะรัฐประหาร เราพี่น้องประชาชนจะต้องตรวจสอบใช้กลไกโซเชียล มีเดีย (Social media) ที่ในยุคปัจจุบันนั้นเปิดโปง ความที่เขาทำนั้นไม่ชอบอย่างไร เป็นรายคน ไม่ใช่รายคณะ เอารูปรายคน ครอบครัวเขามีใครบ้าง มีลูก มีเมียอย่างไรบ้าง อยู่บ้านแถวไหน เปิดให้เขาเห็น ญาติพี่น้องมีใครบ้าง เอาให้ไม่สามารถอยู่แถวบ้านได้ ไปซื้ออาหารแม่ค้าตลาด ไม่ยอมให้ซื้อ ให้ไม่มีความชอบธรรม ไม่มีที่ยืนในสังคม ถ้าทำอย่างนี้ได้พี่น้องประชาชน ช่วยกันประณามคนเหล่านี้ ญาติพี่น้องลูกหลานลูกภรรยาเขาก็จะกดดันให้คนเหล่านี้ไม่กล้า ที่จะทำสิ่งที่ไม่ชอบเพื่อสนับสนุนการรัฐประหาร นั่นก็คือทำให้การรัฐประหารนั้นหมดไป ไม่กล้า ไม่มีคนช่วย เพราะการรัฐประหารต้องอาศัยข้าราชการ บุคคลมาช่วยในการยึดอำนาจ ครั้งแรก ถ้าเป็นอย่างนี้ เป็นวัฒนธรรมอย่างนี้ ผมเชื่อว่าคนที่จะช่วยรัฐประหารถึงแม้ได้ ลาภยศสรรเสริญอย่างใดก็ไม่สามารถมีความหมายเพราะเขาไม่มีที่ยืนในสังคม
ประการสุดท้าย ก็คือในเรื่องของตัวของนักการเมืองเอง นักการเมืองเอง ควรที่จะทำตัวให้เป็นที่เคารพของประชาชน ไม่เป็นช่องว่างให้กับคณะรัฐประหารมาอ้างได้ เช่น ๑. คอร์รัปชัน เป็นข้อทุกครั้งเลยครับคอร์รัปชัน มีคอร์รัปชันก็เอาเหตุในการรัฐประหาร การปฏิบัติตน อย่างเช่น งูเห่าไม่จริงใจกับพรรคก็ไม่ควรจะทำ การไปสร้างความปั่นป่วน ในการประชุมสภาหรือในกรรมาธิการที่บอกสร้างความเสื่อมให้คนมองแล้ว ส.ส. ไม่ได้ทำ อะไรเลยที่ประชาชน แต่ไปสร้างความปั่นป่วน ไม่สามารถประชุมสภาได้ ไม่สามารถทำงานให้ประชาชนได้ ก็ไม่ควรทำ การไปใช้อำนาจบาตรใหญ่ที่ไปคุยกับข้าราชการต่าง ๆ ก็เป็นความเสื่อมทั้งสิ้น ต่อนักการเมืองที่เราต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ผมเรียนอย่างนี้นะครับยังมีอีกหลายเรื่อง เพราะผมถูกจำกัดในเรื่องเวลา ผมจึงต้องขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา แนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารขึ้นในอนาคตครับ