สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖

อรุณี ชํานาญยา หารือเรื่องวิกฤติปัญหาสุรากลั่นชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดพะเยา และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหานี้ เธอยังเปิดพรีเซนเทชันและหารือเรื่องการผลิตและจำหน่ายสุราในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของสุรา รวมถึงการปลอมปนสารพิษเข้าไปในผลิตภัณฑ์

นางสาวอรุณี ชํานาญยา พะเยา

ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวอรุณี ชํานาญยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพะเยา เขต ๑ พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันได้ขอตั้งกระทู้ถามสดตามมาตรา ๑๕๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ในเรื่องของวิกฤติปัญหาสุรากลั่น ชุมชนที่มีผลกระทบต่อสังคมไทย ท่านประธานที่เคารพคะ สืบเนื่องจากว่าสถานการณ์ เรื่องของสุรากลั่นชุมชนนั้น เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นวิกฤติมากจริง ๆ ค่ะ ดิฉันถึงต้องหันมาให้ ความสนใจอย่างจริงจัง และวันนี้การตั้งกระทู้ถามสดนั้น ก็เป็นการตั้งเพื่อที่จะให้เกิดการ ทํางานร่วมกันในการบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ที่จะไปกํากับดูแลให้สถานการณ์ที่วิกฤติอยู่ขณะนี้ได้ดีขึ้น วิกฤติดังกล่าวนั้นจะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงานวิจัยของหน่วยงานที่เราสามารถรับประกันคุณภาพได้ ไม่ว่า จะเป็น สสส. สวส. หรือแม้กระทั่งสํานักงานสถิติแห่งชาติซึ่งทํางานร่วมกัน เราจะเห็นว่า ปัจจุบันนั้นวิกฤติที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงและเยาวชน มีการดื่มสุราที่มากขึ้น พี่น้องประชาชน ดื่มสุรามากขึ้นประมาณ ๗ ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อปีต่อหัว คนจน พี่น้องประชาชน ชาวรากหญ้าจ่ายเงินค่าเหล้ามากขึ้น เยาวชนก็มีสถานการณ์การดื่มที่น่าเป็นห่วง การขาย การจําหน่ายสุราก็เข้าถึงง่าย ซื้อหาง่าย ราคาถูก และเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพอันดับ ๑ นะคะ ภาคเหนือกับภาคอีสานมีอัตราเสี่ยงที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดพะเยา ของดิฉันได้แชมป์ (Champ) ไปแล้วค่ะ วันนี้จึงเป็นที่มาของการตั้งคําถาม ซึ่งจากวิกฤติ ดังกล่าวมันมีสาเหตุ เนื่องจากว่าสุรากลั่นชุมชนนั้น เมื่อปี ๒๕๔๖ มีพี่น้องภาคประชาชน เครือข่ายชาวนา เกษตรกรได้ชุมนุมกัน เรียกร้องให้รัฐบาลในขณะนั้นได้มีมาตรการทางด้าน กฎหมายเพื่อรองรับให้การต้มเหล้าเถื่อนที่มีกระจายอยู่ในชนบทนั้น มีการรองรับด้วยการ ออกกฎหมาย รับรองด้วยกฎหมายอย่างถูกต้อง จนนําไปสู่การจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ให้แก่กลุ่มเกษตรกรเหล่านั้น ทําไมดิฉันถึงต้องพูดเฉพาะสุรากลั่นชุมชน ทําไมดิฉันไม่พูดถึง เหล้าบริษัทยักษ์ใหญ่ซึ่งมีไม่กี่รายในประเทศไทยไม่น่าจะเกิน ๒๐ รายนะคะ แต่สุรากลั่น ชุมชนดังกล่าวที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นขึ้นมาถึงประมาณ ๓,๗๐๐ กว่าโรง ในปี ๒๕๔๖ ขอสไลด์ (Slide) นะคะ

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

จะเห็นว่าจํานวนที่ขออนุญาตจัดตั้ง ตอนนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะคะ ก็คือกรมสรรพสามิตค่ะ วิสาหกิจชุมชนที่ไปจดทะเบียน ก็คือสํานักงานเกษตรจังหวัด กรมส่งเสริมการเกษตร สํานักงานส่งเสริมสหกรณ์ เป็นต้น แต่ว่าผู้อนุญาตให้ตั้งโรงกลั่นและผลิตสุราได้นั้นคือกรมสรรพสามิต ท่านทราบไหมคะว่า ๓,๗๐๐ กว่าโรง สไลด์หยุดได้เลยนะคะ ๓,๗๐๐ กว่าโรงนี้ ถามว่าพอเฮละโลกันมาขอ จดทะเบียนแล้ว การอนุญาตค่ะ มันมีปัญหาในช่วงต้นก็คือถูกกดดัน มีม็อบเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ กรมสรรพสามิตก็ถูกกดดัน ถูกล้อม ถูกยิงตาย ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่ว่า เจ้าหน้าที่ก็ไม่เพียงพอด้วยนะคะ จึงทําให้การเปิดอนุญาตให้ผลิตนี้ออกไปไม่อย่างไม่ถูกต้อง ตามคุณภาพนะคะ มีการกลั่นสุราที่เราพบว่ามันมีปัญหาเกิดขึ้นโดยสุขลักษณะต่าง ๆ การสุขาภิบาลก็ไม่ได้มาตรฐานตามกฎหมายด้วยนะคะ จาก ๓,๗๐๐ กว่าโรงนี้ กระจายอยู่ใน ภาคเหนือกับภาคอีสาน วันนั้นยอมรับว่าภาครัฐเองก็พยายามที่จะไปช่วยเหลือเกษตรกร รากหญ้า เพราะข้าวราคาถูก พอข้าวราคาถูกแล้ว ทําอย่างไรถึงจะเอาวัตถุดิบที่อยู่ในพื้นที่นี้ มาปรับปรุงเปลี่ยนแปลง บางที่ก็พัฒนาไปเป็นโอทอป (OTOP) นะคะ เป็นสินค้าที่ส่งออกได้ อันนี้ก็คือการช่วยเหลือเกษตรกรในรูปแบบหนึ่งนะคะ แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือว่าหลังจากนั้น พอกรมสรรพสามิตอนุญาตให้ผลิตแล้ว ๓,๗๐๐ กว่าโรงนี้ การตรวจสอบคุณภาพเจ้าหน้าที่ ไม่เพียงพอ อันนี้น่าเป็นห่วงมา แม้กระทั่งจังหวัดพะเยาของดิฉันมีประมาณตั้ง ๒๕๐ กว่าโรง เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอค่ะ แม้กระทั่งวันนี้วิกฤติสุราอันดับ ๑ กรมยังไม่สามารถจัดอัตรากําลัง ไว้ให้ครบ ขาดไปตั้ง ๕ กว่าอัตรา ก็ฝากท่านรัฐมนตรี วันนี้ท่านทนุศักดิ์ได้มาตอบกระทู้ถาม ดิฉันด้วย เนื่องจากกําลังของเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอแล้ว จึงทําให้กระบวนการตั้งแต่อนุญาต การตรวจสอบคุณภาพ การจับกุมทั้งหลายไม่สามารถทําได้อย่างครบขั้นตอนและ กระบวนการที่ถูกต้อง จนในที่สุดมันเกิดปัญหาขึ้น ขอสไลด์ที่ ๒ กับสไลด์ที่ ๓ เลยนะคะ ท่านจะเห็นว่าวัสดุอุปกรณ์ ต่าง ๆ อันนี้คือภาพที่ได้จากพื้นที่เกิดขึ้นทั่วไป สไลด์ต่อไปจะเห็นว่าวัสดุอุปกรณ์ เป็นถุงพลาสติก เป็นถังพลาสติก ถ้าตรวจสอบจริง ๆ ถือว่าไม่ผ่าน และสภาพอย่างนี้ เป็นอยู่ทั่วไปค่ะ และที่น่าเป็นห่วงที่สําคัญอย่างยิ่งก็คือว่ามีกลุ่มผู้ผลิตบางกลุ่ม หลังจาก ปี ๒๕๕๐ มานี่ขาดจิตสํานึก หลังปี ๒๕๕๐ จะพบว่าข้าวราคาแพงขึ้น พอเข้าราคาแพงขึ้น แล้วทําอย่างไรถึงจะขายสุราได้ถูก ก็ต้องไปลดต้นทุนให้ถูกลง อันนี้ที่ดิฉันอยากจะเน้น ก็คือการปลอมปนสารพิษเข้าไป แต่นั่นไม่ได้หมายถึงว่าโรงกลั่นทุกรายนะคะ แต่เราไม่ สามารถตรวจสอบได้เลย บางรายมีการเอาสารหนูปลอมปนเข้าไปในเม็ดแป้งที่จะไปหมัก กับข้าวเหนียว บางรายมีการเอายาฆ่าหญ้าไปทาก้นกระทะที่จะกลั่นต้มเหล้า บางรายมี การเอาแผ่นแบตเตอรี่เก่าไปแช่ในน้ําที่จะนําไปต้มไปกลั่นเหล้า ซึ่งหมายถึงการฆ่าคน อย่างเลือดเย็นนั่นเอง ชีวิตพี่น้องเกษตรกรที่เข้าสู่โรงเหล้าเพื่อไปซื้อเหล้า วันนี้ท่านทราบ ไหมคะว่าโรงกลั่นนี่เท่าที่ได้มีการวิจัยและการตรวจสอบพื้นที่จากข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่ ของดิฉันเอง ก็ทราบว่าโรงกลั่นทั้งหมด ๙๔ เปอร์เซ็นต์ มีการขายเหล้าที่ติดแสตมป์และเหล้า หัวโล้นปนกัน ๙๔ เปอร์เซ็นต์นะคะ ดังนั้นดิฉันจึงอยากถามว่าเท่าที่เล่ามาทั้งหมดนี่มันเป็น ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น กรมสรรพสามิตมีหน้าที่ต้นทางรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง ท่านจะ ดําเนินการมีมาตรการอย่างไร ขออนุญาตเรียนถามค่ะ ขอบคุณค่ะ