สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๒ มกราคม ๒๕๕๑

ชวน หลีกภัย หารือเรื่องการประชุมสภาและการเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยเรียกร้องให้ระมัดระวังในการกำหนดวันประชุม และไม่ควรละเลยพระราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์

นายชวน หลีกภัย แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผมกราบรบกวนเวลาท่านประธาน นิดเดียวครับด้วยความเห็นใจอย่างยิ่งที่ท่านต้องรับภาระหลายชั่วโมงแล้ว แต่ว่า ด้วยความปรารถนาดีต่อสภานี้และเราจะไม่ทําสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือสิ่งที่ผิดให้เกิดขึ้นหลังจากนี้ เพราะว่าเมื่อเช้านี้ก็มีเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงธรรมเนียมประเพณีที่เราปฏิบัติ กระผมก็เข้าใจว่า เราได้อ้างธรรมเนียมประเพณีและการประชุมสภาเมื่อหลังการเลือกตั้งทั่วไป ครั้งที่ ๑๑ ซึ่งเปึนการประชุมสภา ชุดที่ ๒๒ คือป้ ๒๕๔๘ ซึ่งถ้าหากว่าเราทั้งหลายในที่นี้ยอมรับ กระบวนการธรรมเนียมที่มีการเปลี่ยนแปลงในป้นั้นไปปฏิบัติ จะเกิดความเสียหาย อย่างสําคัญยิ่ง เพราะว่าในช่วง ๗๐ กว่าป้ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองมานั้น เราได้ผิดพลาด ครั้งสําคัญ ๑ ใน ๒ ครั้ง ก็คือเมื่อป้ ๒๕๔๘ ซึ่งเกี่ยวข้องกับบทบาทของตัวแทนของเรา ที่ไปจากสภานี้ การนัดหมายประชุมครั้งนี้ก็เปึนภารกิจของท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพราะเราเพิ่งเลือกตั้งเสร็จมาและยังไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎร การประชุมครั้งต่อไป เปึนภารกิจของประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเปึนผู้นัดประชุม ผมกราบเรียน ท่านประธานเพราะเหตุว่าวันนี้กระบวนการเรามาถึงระดับหนึ่งเท่านั้นเอง เราเข้าสู่ กระบวนการเลือกประธานสภาและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ครบถ้วน ตามมาตรา ๑๒๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กล่าวคือ ตําแหน่งดังกล่าวนี้ เปึนตําแหน่งที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง จึงกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า พระมหากษัตริย์ จะทรงแต่งตั้งจากสมาชิกแห่งสภานั้น ๆ โดยพูดอีกนัยหนึ่งก็คือว่าวันนี้สภาได้มีมติเลือก ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว แต่สถานภาพของทั้ง ๓ ท่านนี้ยังไม่เกิดขึ้น จนกว่าจะเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๒๔ คือพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย แต่งตั้ง นั่นละสถานภาพจึงเกิดขึ้น และประธานรวมทั้งรองประธานจึงจะมีสิทธิในการใช้ ดุลยพินิจสั่งการ การประชุมครั้งต่อไปจึงต้องรอให้ประธานสภาและรองประธานสภาได้รับ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แล้วประธานคนใหม่ก็จะนัดประชุม เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีหรือทํา กิจกรรมอื่นต่อไป สิ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานเพราะเหตุว่าถ้าเราไปยึดประเพณี เมื่อป้ ๒๕๔๘ เราจะทําความผิดครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งนะครับ ต้องกราบเรียนเรื่องนี้ว่า เมื่อป้ ๒๕๔๘ นั้นมีความผิดที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่เปึนความประมาท หรือความผิดที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ครับ แต่ว่าเปึนการออกนอกทางของการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข คือละเลยต่อการให้ความสําคัญ ต่อพระราชวินิจฉัย ซึ่งขณะนี้ผมคิดว่าเราทุกคนจะต้องระมัดระวังที่จะไม่กําหนดวันอะไร ล่วงหน้าโดยพระองค์ท่านยังไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ความผิดพลาดครั้งนี้คงจะ ไม่เกิดขึ้น ถ้าเราดูตัวอย่างป้ ๒๕๔๘ ในป้นั้นเลือกตั้งวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ มีการประชุมรัฐสภา เป่ดประชุมครั้งแรก พระมหากษัตริย์ทรงเสด็จมาเป่ดประชุมครั้งแรก วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๘ แล้วมีการนัดประชุมโดยท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นัดประชุมครั้งที่ ๑ แบบนี้ครับ วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๘ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ที่เพื่อนสมาชิกได้เอ่ยถึงไปเมื่อตอนเช้านะครับ แต่ว่าในครั้งนั้นการประชุมได้ผ่านไป โดยรวดเร็ว เพราะฝ์ายที่ไม่ได้เปึนรัฐบาล หรือคาดหมายว่าจะเปึนฝ์ายค้านไม่เสนอ แข่งขัน ตําแหน่งประธานและรองประธาน ๒ ท่าน จึงผ่านไปในเวลาสั้น ๆ ไม่เหมือนครั้งนี้ อันนี้คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียน แต่ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นอย่างนี้ครับท่านประธานครับ วันที่ ๗ สภาในครั้งนั้นลงมติเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ๗ มีนาคม ๒๕๔๘ และนัดประชุมเลือกนายกรัฐมนตรี วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๘ ปัญหาอยู่ที่ว่า ผู้ที่สั่ง นัดประชุมคือประธานสภาผู้แทนราษฎร สั่งในวันที่ ๗ มีนาคม หนังสือสภาออกไปวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๘ แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประธาน สภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร วันที่ ๘ ตอนกลางคืนครับ เพราะฉะนั้นการสั่งนัดประชุมวันที่ ๙ ออกในวันที่ ๗ จึงไม่ถูกต้อง และความผิดพลาดนี้ เกิดขึ้นเนื่องจากมีความต้องการของฝ์ายผู้ที่จะเปึนรัฐบาลขณะนั้นว่าฤกษ์ยามการเลือก นายกรัฐมนตรีต้องเปึนวันที่ ๙ แต่ไม่ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในวันที่ ๗ ซึ่งเปึนวันที่สภา ลงมติ ทรงลงพระปรมาภิไธยในวันที่ ๘ ประกาศในตอนค่ําวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๔๘ แล้วเลือกนายกรัฐมนตรีวันที่ ๙ ซึ่งปกติจะประชุมไม่ทัน ๓ วัน แต่แน่นอนประธานมีสิทธิ ที่จะสั่งให้เร็วขึ้น แต่การสั่งนั้นยังไม่มีสถานะเปึนประธานครับ เพราะยังไม่ได้โปรดเกล้าฯ สั่งวันที่ ๗ มีนาคม ผมกราบเรียนเรื่องนี้เพราะว่าในรอบ ๗๕ ป้ ของการเปลี่ยนแปลง การปกครองนั้นถือว่านี่เปึน ๑ ในประมาณ ๒ ครั้งของความผิดพลาดที่สภาเราต้องมี มลทินด่างพร้อยว่าเราละเลยต่อการให้ความสําคัญของพระราชวินิจฉัยของ พระมหากษัตริย์ว่าจะทรงลงพระปรมาภิไธยเมื่อไร พระองค์ท่านจะเปึนผู้พิจารณา ความเหมาะสม และทุกครั้งก็จะทรงลงพระปรมาภิไธยในเวลาที่เหมาะสม ไม่ควรอย่างยิ่ง ที่จะไปบีบบังคับว่าเราต้องเลือกวันนั้น เราต้องเลือกวันนี้ ประชุมวันนั้นวันนี้ โดยไม่คํานึง ว่าจะทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วหรือไม่ ผมกราบเรียนประธานเรื่องนี้เพราะว่านี่คือสิ่งหนึ่ง ที่เพื่อนสมาชิกในสภานี้ไม่ทราบ แต่ว่าครั้งนั้นเปึนเรื่องที่เกิดขึ้น ผมได้ตามดูว่ามันเปึนไปได้ อย่างไร จึงต้องไปค้นดูว่าทรงลงพระปรมาภิไธยเมื่อไร จึงได้ทราบว่าคืนวันที่ ๘ และมีผล วันที่ ๘ มีนาคม แต่คําสั่งของสภาได้ออกไปวันที่ ๗ สิ่งนี้เราลบไม่ได้ประธานที่เคารพครับ เรามีทางเดียวคือว่าเราต้องให้ความสําคัญต่อพระราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ เรา ปกครองในระบบรัฐสภา ในระบอบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข เพราะฉะนั้น พระองค์ท่านจึงมีความหมายและมีความสําคัญ เรื่องใดก็ตามที่จะช้าไปบ้างสักวันสองวัน แต่ดีที่สุดก็คือเราถวายความเคารพให้พระองค์ท่านทรงลงพระปรมาภิไธยเสียก่อน แล้วประธานก็จะกําหนดนัดว่าเราจะประชุมครั้งต่อไป เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อไร อันนี้คือสิ่งที่กระผมจําเปึนต้องกราบเรียน ไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ํารอย และเรา ไม่สามารถจะไปแก้รอยด่างมลทินที่เกิดขึ้นในป้ ๒๕๔๘ ได้ ผมเข้าใจหลายคนต้องถือฤกษ์ยาม ตัวเอง แต่ไม่มีฤกษ์อะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าพระราชวินิจฉัยว่าจะทรงลงพระปรมาภิไธยเมื่อใด กราบเรียนท่านประธานไว้เพื่อพวกเราทั้งหลายจะระมัดระวังไม่ให้สภานี้ต้องมีปัญหา อย่างที่เกิดขึ้นในป้ ๒๕๔๘ ขอบพระคุณครับ